STF Forum
สวัสดี 25, ตุลาคม 2014, 12:32:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน ซูล่าแบงค์กิ้ง เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานสงครามศักดิ์สิทธิ์  (อ่าน 4389 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« เมื่อ: 31, กรกฎาคม 2010, 12:28:28 AM »

   เมื่อครั้งที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม ไร้ซึ่งวิชาความรู้ และศิลปะวิทยา มนุษย์ช่างล้าหลังมากนักเหตุเพราะว่าเมื่อครั้งที่ซูสเอาชนะโครโนสและขึ้นเป็นใหญ่ได้แล้ว เทพซูสได้เลือกดินแดนของแผ่นดินยูเรเซียด้านนึงเป็นดินแดนนึงซึ่งมีอากาศที่อบอุ่น ผลไม้ ดอกไม้นานาพันธ์ ทะเลสาบ แม่น้ำและทะเลที่สวยงาม พื้นหญ้าเขียวชอุ่มดังพรมให้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าทวยเทพและบริวารซึ่งถูกคั่นขวางด้วยเทือกเขายาวที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี กั้นขวางกับดินแดนที่เป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์ ซูสมิได้ให้วิทยาความรู้แก่มนุษย์ มิได้ให้ไฟแก่มนุษย์เพื่อมิให้มนุษย์สะสมความรู้มาต่อกรกับเหล่าเทพเจ้า ด้วยว่ามนุษย์นั้นมีจิตใจที่ลึกลับยิ่งกว่าใต้ท้องมหาสมุทร ความโลภอันไม่สิ้นสุดที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่งมากกว่าพลังของหลุมดำแห่งจักรวาล และความทะเยอทะยานอยากที่มากกว่าการะเบิดของบิ้กแบง แต่หากสังหารมนุษย์ให้หมดสิ้นแล้วก็เป็นการโหดร้ายเกินไป มนุษย์จึงถูกกักให้อยู่แต่ในบริเวณทุรกันดารที่มีแต่ความหนาวเย็น ทะเลทรายที่แห้งแล้ง ความโหดร้ายของภัยธรรมชาติ เมื่อซูสสร้างโลกใหม่แล้วก็ได้กลับไปอยู่ยังโอลิมปัสและให้เทพโปเซดอนปกครองมหาสมุทร เทพฮาเดสปกครองโลกใต้พิภพเป็นเช่นนี้สืบมานานเท่านาน
         
         “อาเทน่า ท่านจะไปยังดินแดนป่าเถื่อนเช่นนั้นเพื่อการใด ข้าว่าการหาความสำราญ ณ สวนแห่งสวรรค์ที่แพรีสจะเป็นการดีกว่าเพค่ะ”มูรานนิซิสสาวใช้คนสนิทของเทพีอาเทน่าธิดาของมหาเทพซูสผู้ซึ่งเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งจักรวาล มองอาเทน่าที่นั่งทอดถอนหายใจด้วยความเซ็งในสวนดอกไม้กับวับที่แสนเบื่อหน่าย
         “มูรานนิซิสข้าได้ยินมาจากเคโรรอสว่าอีกฟากของเทือกเขานั้น ซึ่งเป็นดินแดนของเหล่ามนุษย์ แสนป่าเถื่อนล้าหลังยิ่งนัก ข้าเองก็อยากไปเพ่งพิศจารณากับสองตาข้านะซิ แล้วเวลาอยู่กันสองคนไม่ต้องพูดเป็นพิธีการมากก็ได้ รำคาญหู”ดวงตาดำขลับของนางทอดสายตายาวไปยังเทือกเขาสีขาว ริมฝีปากบางอิ่มบ่นด้วยความเบื่อหน่าย
         “ค่ะ แต่ที่นั้นล้าหลังทุกอย่างอยู่กันในถ้ำ น้ำบาดาลก็ไม่มี กองไฟก็ไม่มี ทานเนื้อดิบดิบ ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีวัง อาคารสถานที่ก่อสร้างสวยงาม ไม่มีอะไรให้ท่านรื่นรมย์หรอกค่ะ เชื่อมูรานนิซิสเถอะ”คำทัดทานที่รู้ว่าคงไม่เป็นผลเพราะเธอเองก็ดูแลและเป็นเพื่อนเล่นกับอาเทน่ามาตั้งแต่ยังเด็กด้วยวัยใกล้เคียงกันย่อมรู้นิสัยนางเป็นอันดี
         “เจ้าอย่าขัดใจข้า หากเจ้าไม่ไปกับข้า ข้าไปคนเดียวก็ได้”เสียงพูดอย่างดื้อดึงไม่ผิดกับที่มูรานนิซิสคาดไว้
        “โธ๋อย่าน้อยใจซิค่ะ  มูราไปด้วยอยู่แล้วค่ะ”เสียงออดอ้อนที่รู้ว่าเวลาน้ำเชี่ยวย่อมเอาเรือไปขวางมิได้
          อาเทน่า ธิดาองค์น้อยแห่งซูสมหาเทพแห่งเหล่าทวยเทพ ซึ่งว่ากันว่านางเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนักยากจะมีใครมาประลองปัญญาสู้ได้ ด้วยวัยเพียงสิบสามปีแต่มีร่างกายที่สมบูรณ์อิ่มเอิบไปเสียทุกส่วน ผิวขาวราวหยวกกล้วย เนียนดังไข่ปอก ผมดำขลับดังเส้นไหม ดวงตาหวานปานเนื้อทราย ปากบางแย้มยิ้มดังกลีบกุหลาบ รูปร่างดั่งนาฬิกาทราย เธอมีนิสัยซุกซนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ในทุกสรรพสิ่งวิทยาการนางจึงเรียนรู้วิชาทุกแขนงจากเหล่านักปราชณ์ได้ทั้งหมดด้วยวัยเพียงสิบสองปี ตั้งแต่อายุหกขวบนางสงสัยว่าอีกฟากของเทือกเขานั้นจะมีสิ่งใดกันเล่า จึงได้ถูกห้ามมิให้ข้ามเขตแดนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าทวยเทพ คนธรรพ์ นางอัปษร เซนทอร์ เข้าไปยังดินแดนแห่งนั้น
       
       .ในเช้ามืดที่เย็นสบายเมื่อดวงจันทร์กำลังจะหายไป หมู่เมฆามืดตึ๊บปิดบังแสงดาวเพียงน้อยนิดบนนภากาศ อาเทน่าแปลงโฉมนางเยี่ยงบุรุษกับสาวใช้เพื่อพรางตัวมิให้เหล่าเซนทอร์ซึ่งดูแลชายแดนบริเวณนี้ผิดสังเกต เหล่าเซนทอร์ซึ่งมีร่างกายท่อนบนดังเช่นมนุษย์แต่ช่วงล่างเป็นม้า เจ้าพวกนี้มีร่างกายกำยำแข็งแกร่งมีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้และทำสงคราม วางกลยุทธจรยุทธ วางกับดัก ยิงธนู ด้วยเหตุนี้ซูสจึงวางกำลังไว้ให้ดูแลชายแดนที่ติดกับดินแดนของมนุษย์ แต่อาเทน่าและมูรานิซิสเองก็มีความสนิสนมกับเซนทอร์ตนนึงที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย
         “กุบกิ๊บ กุบกับ”เสียงฝีเท้าของเซนทอร์นามว่าเคโรรอส เดินเยื้องย่างมาตรงแนวชายป่าที่นัดหมายกันไว้ หน้าตาไม่คมสันดุดันผิดจากเซนทอร์ทั่วไป ตาโตกลมใหญ่ ปากกว้างหัวกลม เคโรรอสเดินมาหยุดยืนตรงต้นไม้ใหญ่ที่พวกเธอปีนขึ้นไปแอบดูสถานการณ์ หันรีหันขวางมองไปรอบบริเวณ
        “ดูซิ เคโรรอสมันบื้อจริง ไม่สังเกตข้างบนบ้างเลย มันเป็นเซนทอร์ชั้นอัศวินได้เช่นไรนะ”อาเทน่ากระซิบกระซาบที่ข้างหูของมูรานิซิส
       “แต่เค้าใช้ธนูเก่งนะค่ะ แถมพ่อเค้ายังเป็นถึงวีรบุรุษในมหาสงครามกับเทพโครโนส เป็นผู้ยิงธนูไปกระแทกตาปลาของเทพโครโนสทำให้เทพโครโนสเจ็บปวดแสนทรมาน”มูรานึกไปถึงพ่อของเคโรรอส ท่านเซอร์เครูรานอส
        “เจ้าช่วยข้าดูซิว่ามีใครอยู่บริเวณนี้หรือไม่”อาเทน่าเปลี่ยนเรื่อง กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
         “ไม่มีค่ะ ก็บริเวณนี้เป็นเขตรับผิดขอบของเคโรรอสเค้าอยู่แล้ว ยังไงก็ปลอดภัยค่ะ”มูราหันไปมองข้างหลังและรอบรอบ
        “อืม งั้นลงไปกันเถอะ”อาเทน่ารอดูสถานการณ์อีกสักสิบ สิบห้าลมหายใจแล้วจึงให้สัญญานกับมูราลงจากตนไม้ที่หลบซ่อนอยู่
       “ตุ้บ ตั้บ” “อว้า”เสียงกระโดดของใครบางคนที่ตกลงมาบนหลังของเคโรรอส และเสียงร้องตกใจของเคโรรอสเอง
        “เงียบหน่อยซิแก เดี๋ยวใครก็ได้ยินหรอก”อาเทน่าที่ตอนนี้กระโดดลงมานั่งบนหลังเคโรรอสพอดิบพอดี จุ๊ปากบอก มูราเองก็กำลังไต่กิ่งไม้ลงมาอย่างคล่องแคล่ว
        “อ๋า ท่านอาเทน่า ทำไมถึงหล่นลงมาจากฟ้าได้ขอรับ หรือท่านมีสหายเป็นพวกกริฟฟอน”เคโรรอสเอี้ยวคอมามองสาวน้อยร่างบางที่อยู่ในชุดทะมัดทะแมงเช่นชายซึ่งกระโดดลงจากต้นไม้มานั่งบนหลังตนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว สำหรับเค้าแล้วอาเทน่าแม้จะเป็นหญิงแต่ก็มีความซุกซนและห้าวหาญดั่งชายซึ่งเคโรรอสเองที่เติบโตและสนิทสนมกับอาเทน่ามาตั้งแต่ยังเด็กย่อมรู้ดีว่าสำหรับนางแล้วไม่มีอะไรที่ไม่กล้าทำไม่กล้าคิด
         “เจ้าซื่อบื้อ ข้าแอบซ่อนอยู่บนต้นไม้ตั้งนาน เห็นเจ้าหันรีหันขวางมองหาพวกข้า ถึงได้รำคาญกระโดดลงมาเองนี่ไงล่ะ ถ้าเป็นศัตรูลอบอยู่เจ้าจะเป็นเช่นไร”เสียงของอาเทน่าสูงขึ้นเล็กน้อย เคโรรอสหน้าจ๋อยไปนิดเอามือข้างนึงขึ้นมาเกาหัวแก้เขิน ถึงเค้าจะเป็นชายอกสามศอกแต่บางครั้งก็ไม่กล้าทำแบบนาง
          “ใช่ ใช่ แล้วที่เราตกลงกันไว้ละ เจ้าเตรียมการไว้อย่างดีใช่ไหม”มูรานิซิสซึ่งปีนลงมาจากต้นไม้ถึงพื้นเดินเข้ามาหาอาเทน่าที่กระโดดลงมาจากหลังของเคโรรอสอย่างรวดเร็ว นางทั้งสองสวมใส่กางเกงและเสื้อแขนยาวรวบผมคลุมไว้ด้วยหมวกพอดีศีรษะ สวมรองเทาบูธหนังสะพายธนูและดาบไว้ข้างหลัง
          “แน่นอนซิ แต่การที่ท่านอาเทน่าจะข้ามไปยังดินแดนของพวกป่าเถื่อนจะเป็นอันตรายนะขอรับ”เคโรรอสเตือนอย่างเป็นห่วง
         “อย่าพูดมากน่า ข้านะอาเทน่าธิดาแห่งซูสผู้เป็นใหญ่แห่งจักรวาล ฤทธิ์เดชของข้านะก็ไม่แพ้บิดาแห่งข้าหรอกนะ”เสียงของอาเทน่าพูดอย่างมั่นใจ ปากยิ้ม มูราใช้มือปัดเศษใบไม้ ละอองเกษรที่ติดตามเสื้อผ้าของเธอ
          “ขอรับแต่ท่านต้องกลับมาตรงกำหนดที่นัดไว้ มิเช่นนั้นข้าเองก็ไม่อาจช่วยท่านได้ เพราะหากหัวหน้าข้ารู้ก็คงแย่แน่ครับ”เสียงของเคโรรอสอ่อนลงอย่างขอความเห็นใจ ถึงเค้าจะเป็นชั้นอัศวินแต่ก็ยังอยู่ในบังคับบัญชาของท่านหัวหน้าซึ่งเป็นเซนทอร์ชั้นเซอร์ที่ดูแลอาณาจักรแถบนี้ และการปล่อยให้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นเซนทอร์ คนธรรพ์ หรือแม้แต่เทพเจ้าข้ามไปยังดินแดนป่าเถื่อนโดยมิได้รายงายต่อหัวหน้าย่อมมีความผิดร้ายแรง แล้วยิ่งเป็นท่านอาเทน่าธิดาแห่งซูสด้วยแล้ว
         “สบายใจเถอะน่า ข้าเองก็จะรีบกลับมาให้ตรงเวลาที่สุด ข้าชอบเจ้านะเคโรรอส”เสียงรับคำอย่างร่าเริงทำให้เคโรรอสยิ้มรับแบบเจื่อนเจื่อน
        “ขอรับ..”เสียงรับคำอย่างอ่อนใจ และมุมปากที่เบ้ลงเล็กน้อย

         ณ ชายป่าบริเวณตีนเขาที่กั้นขวางดินแดนทั้งสองไว้ เคโรรอสที่มีอาเทน่าและมูรานิซิสนั่งอยู่บนหลังเดินย่างก้าวอย่างระมัดระวังเพื่อมิให้เดินเสียงย่ำเท้าเป็นที่สงสัยหรือได้ยินแก่ผู้อื่น เพราะเซนทอร์นั้นมีประสาทสัมผัสการได้ยินที่ไวและไกลมากมาก ป่าบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม่ใหญ่นานาพันธ์ เคโรรอสเองตอนเด็กเด็กก็ชอบมาวิ่งเล่นและฝึกยิงธนูแถบนี้อยู่เป็นประจำ จึงคุ้นเคยกับเส้นทางและพื้นที่เป็นอย่างดี เส้นทางลับที่สามารถข้ามไปยังดินแดนของพวกคนเถื่อนซึ่งเป็นเส้นทางเล็กเล็ก ไม่มีใครรู้
         “จากตรงนี้เดินด้วยเท้าไปครึ่งวันก็ถึงดินแดนของพวกป่าเถื่อน ซึ่งหากเดินพ้นเขตตรงนี้ไปพลังของเทพเจ้าที่ปกคลุมก็จะหมดไปตั้งแต่บริเวณนี้ อีกสี่วันผมจะมารับนะขอรับ”เคโรรอสชี้เส้นทางเล็กเล็กที่หลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นสูงเสียดฟ้าซึ่งหากมิได้สังเกตก็คงไม่เห็นเพราะถูกบังไว้ด้วยพุ่มไม้หนาทึบอีกชั้น
        “งั้นเหรอ ตื่นเต้นจังแฮะ มูราเราไปกันเถอะ”อาเทน่าหันไปพยักหน้ากับมูรานิซิสพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดั่งว่ากำลังจะได้ออกไปผจญภัยกับโลกแห่งใหม่
       “เดี๋ยวขอรับ” เสียงทักของเคโรรอสที่พยายามข่มเสียงให้เบาที่สุด
         “ฮึอะไรอีกล่ะ มีอะไรจะบอกอีก”มูราหันหน้ากลับมาถาม
         “ระวังตัวด้วยนะขอรับ” เคโรรอสพูดด้วยเสียงสั่นสั่นเหมือนจะร้องไห้ได้แต่หวังว่าทั้งคู่จะกลับมาอย่างปกติสมบูรณ์เค้าเองหากเกิดเหตุร้ายกับอาเทน่าก็คงไม่รอดทัณฑ์ของเทพซูสเป็นแน่แท้ อาเทน่าหันมายิ้มให้พร้อมกับยกนิ้วก้อยขึ้นมาเหมือนกับเป็นคำสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย เคโรรอสยืนมองทั้งสองคนเดินหายเข้าไปในเส้นทางลับจนแน่ใจแล้วจึงเดินหันหลังกลับด้วยท่าทีที่เป็นกังวลใจอย่างยิ่ง สองเท้าหน้าอยากก้าวตามไปแต่สองขาหลังกลับยืนนิ่งกับที่
        เสียงเดินย่ำเท้ากลับของเคโรรอสที่เหมือนกับหมดอาลัยตายอยากเป็นเพราะเค้าเอง ใช่เพราะตัวเค้าเองที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นหากว่าเมื่อสามวันที่แล้วเค้าไม่เล่าเรื่องของพวกคนเถื่อนให้อาเทน่าฟัง ไม่เล่าเรื่องเส้นทางลับแห่งนี้ให้อาเทน่าฟังนางคงไม่รับรู้และคิดอยากจะไปยังดินแดนแห่งนั้นเป็นแน่แท้ เพราะความปากพล่อยที่เผลอพูดไปว่าอีกฟากของเทือกเขานั้นมีมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต รูปร่างคล้ายเทพเจ้าแต่ด้อยกว่าซึ่งสติปัญญาและความภูมิฐานเป็นเหมือนดั่งสัตว์ป่าที่ไร้อารยธรรม ความรู้ ศิลปะประเพณี เหมือนกับพวกส่งสัญญานด้วยกองไฟทั้งที่โลกปัจจุบันใช้สามจีถึงสี่จีกันแล้ว  เพราะเหตุนั้นอาเทน่าจึงบีบบังคับให้บอกทางไปแก่นางมิฉะนั้นจะเอาเรื่องที่ลอบไปดินแดนฟากนั้นไปบอกให้เซอร์สตาร์แพลททินอสหัวหน้าของตนรับทราบ ซึ่งเค้าเองก็คงต้องถูกลงโทษเป็นแน่แท้อาจถูกใช้ให้ลากเทียมรถน้ำที่ใช้ขนน้ำจากทะเลสาบ หรือขนดอกไม้ไปประดับยังสวนลอยบาบิโลนสวนดอกไม้ของเหล่าเทพเจ้า เค้าเองก็รู้จักกับอาเทน่าและมูรานิซิสตั้งแต่ยังเด็กถึงแม้อาเทน่าจะเป็นธิดาของซูสก็มิได้ถือตัวดังเช่น เทพอพอลโล่ เทพอโฟไดท์ เทพเฮอร์มีสที่ถือตัวไม่สุงสิงกับเหล่าเซนทอร์ กริฟอน คนธรรพ์ แม้เค้าอยากจะตามไปด้วยแต่ด้วยหน้าที่หากหายไปเช่นนั้นย่อมเกิดความยุ่งยากขึ้นอีกมากมาย ความคิดสับสนในหัวของเค้ายังคงมีอยู่ในทุกก้าวที่เดินย่ำลงไปบนพื้นดินในป่า
     
          “สวบ สวบ”เสียงเดินย่ำเท้าไปตามเส้นทางเล็กเล็กที่มองไม่เห็นปลายทางเป็นเส้นทางที่เดินไปได้แค่คนเดียว รอบข้างมีแต่ต้นไม้ที่ค่อยค่อยหนาขึ้นหนาขึ้นเมื่อเดินลึกเข้าไป อาเทน่าเดินนำหน้ามูรานิซิสไปอย่างระมัดระวังกาย ความอยากรู้มีมากกว่าความขลาด แต่ที่จริงแล้วตั้งแต่เกิดมาเธอก็ยังไม่เคยกลัวใครกลัวสิ่งใด เพราะเธอรู้ว่าความกลัวจะทำให้เธอถูกปิดกั้นจากความจริงและสติปัญญา มูราเองซึ่งเธอคิดว่าเธอคือสหายมิใช่สาวใช้บริวารที่คอยช่วยเหลือกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งสองถึงสนิทกันเหมือนเพื่อนตาย ความสงบเงียบภายในป่าทำให้ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจเข้าออกของทั้งสองคน
          “มูรา เธอคิดว่าพวกคนเถื่อนจะเป็นเช่นไร”อาเทน่าเอ่ยถาม เสียงเธอทำลายความเงียบสงัดของป่า ป่าแห่งนี้ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง เสียงใบไม้ทั้งป่านิ่งสงบเหมือนกับลืมหายใจ
          “เป็นพวกคนเถื่อน ไม่สวมเสื้อผ้า ไร้ความ รู้กินเนื้อสดสด ไม่มีภาษาพูดน่ากลัวน่าเกลียดนะค่ะ”มูราบรรยายอย่างละเอียดพลางนึกไปถึงภาพคนเถื่อนที่โหดร้ายอย่างที่เคโรรอสเล่าให้ตนและอาเทน่าฟังเมื่อสามวันก่อน
          “แต่ข้าว่าพวกเค้าเป็นคนที่น่าสงสารมากนัก”แม้จะพูดไปก้าวเท้าไปแต่จังหวะการเดินก็ยังคงที่
          “ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้นละ”เสียงถามอย่างแปลกใจของมูรานิซิส
           “หากพวกเค้าไม่มีไฟพวกเค้าก็ไม่สามารถหุงหาปรุงอาหารได้ หากพวกเค้าไม่มีภาษาพูดก็ไม่มีภาษาเขียนไม่มีการจดบันทึกเป็นตำรา ไม่มีความรู้ก็ไม่สามารถสร้างบ้านเรือนไว้หลบแดดหลบฝน ไม่สามารถสร้างเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่รู้จักวิธีการเกษตร การทอผ้าจึงไม่รู้จักวิธีเก็บรักษาอาหาร ตัดเครื่องนุ่งห่มไว้ปกปิดร่างกายป้องกันความหนาวเย็น ไม่มีเครื่องมือไว้ล่าสัตว์ แล้วแบบนี้พวกเค้าจะไม่น่าสงสารได้เช่นไร”
          “ก็จริงค่ะ แต่พวกมนุษย์หยาบช้าและด้อยสติปัญญาเกินกว่าจะเรียนรู้วิทยาการนะค่ะ”
         “ข้าว่ามนุษย์ก็ยังมีพวกที่มีสติปัญญาที่สามารถเรียนรู้วิทยาการของเหล่าทวยเทพได้” เสียงของมูราเงียบลงเหมือนกับยอมรับในความคิดของอาเทน่ามนุษย์ที่หน้าตารูปร่างดังทวยเทพจะเป็นเช่นไร เพราะเหตุอันใดซูสจึงได้รังเกียจถึงขนาดนั้นเธอเอะใจไปกับความคิดอีกมุมมอง

           อาเทน่าและมูรานิซิสเดินผ่านป่าที่หนาทึบเป็นเวลาหนึ่งวันตั้งแต่แสงอาทิตย์ยามเช้ายังมิสาดส่อง จึงได้ผ่านแนวป่าที่รกทึบเข้าสู่เขตป่าโปร่งที่แลให้เห็นแสงของอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแสงลงในยามเย็น แลได้ยินเสียงนกร้องเสียงสายลมที่พัดกระทบกิ่งไม้ใบไม้ ใกล้จะถึงดินแดนดินแดนของคนเถื่อนที่อยู่ห่างไปจากตีนเขาของฟากนี้ เจ้าเคโรรอสมันคงลืมนึกไปว่ามันมีถึงสี่เท้าและก้าวยาวและเร็วกว่าพวกเธอสองคนมากนัก เวลาครึ่งวันจึงกลายเป็นเวลาหนึ่งวันสำหรับพวกเธอ
           “อาเทน่าค่ะเย็นมากแล้วนะ หาที่พักกันก่อนเถอะข้าหิวแล้วด้วย”เสียงท้องร้องจ๊อก จ๊อกของมูราดังขึ้นอย่างไม่อายเพราะพวกเธอใช้เวลาทั้งวันในการเดินทางโดยมิได้พักเลยมีเพียงการดื่มน้ำแก้กระหายบ้างเท่านั้น
         “นั้นซิ เอาขนมปังธัญพืชออกมาทานกับเนื้อสามแดด แต่ขึ้นไปนอนบนต้นไม้ต้นนั้นดีกว่านะทั้งสูงทั้งใหญ่แข็งแรง” ขนมปังกับเนื้อที่อยู่ในกระเป๋าหนังใบใหญ่ที่สะพายไว้ข้างหลังของมูราถูกเปิดออกมาข้างในมีเสบียงอาหารแห้งและน้ำดื่มที่ถูกใส่มาเต็ม กลิ่นขนมปังกับเนื้อส่งกลิ่นหอมโชยออกมาเมื่อกระเป๋าถูกเปิดออก มูราเธอใส่ช่อดอกไม้กลิ่นหอมลงไปเพื่อสร้างกลิ่นหอมสดชื่นให้ภายในกระเป๋าของเธอด้วย
          “ดีค่ะ พอทานอาหารเสร็จ ข้าจะทำเพิงเล็กเล็กไว้สำหรับนอนคืนนี้”มูรามองขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่ที่เหมาะสำหรับทำที่พัก ส่งกระเป๋าที่ใส่อาหารของเธอให้กับอาเทน่าที่ยื่นสองแขนมารับไว้
          “เร็วด้วยนะเพราะข้าเริ่มอยากหลับแล้ว เดินมาทั้งวันเหนื่อยจริงจริง” สองมือของอาเทน่าหยิบขนมปังเข้าปากข้างนึง อีกข้างนึงถือเนื้อสามแดดชิ้นพอประมาณ ความมืดค่อยค่อยเข้าครอบคลุมเมื่อแสงแห่งพระอาทิตย์ค่อยค่อยหายไป มูราเองก็รีบจัดการอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะได้สร้างที่พักให้เสร็จก่อนที่แสงอาทิตย์จะหายลับขอบฟ้า
        “ไฟของเทพเฮฟเฟตัสคงให้แสงสว่างและความอบอุ่นกับเราได้ในคืนนี้”ธิดาสาวหยิบผลึกสีแดงออกมาจากกระเป๋าใบเล็กข้างเอว ที่มีสัญลักษณ์ของเทพเฮฟเฟตัสประทับไว้ เมื่อบิมันออกมาเพียงนิดเดียวจากผลึกแท่งใหญ่แล้วโยนเข้าไปในกองไม้ที่สุมเอาไว้ก็บังเกิดเป็นเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาสร้างแสงสว่างและความอบอุ่นให้แก่พวกเธอ    ความเงียบและความมืดเข้ามาปกคลุมบริเวณนั้น อาเทน่ากับมูรานิซิสนอนชิดกันบนเพิงบนต้นไม้สายตามองเข้าไปในความมืด มีเพียงแสงดาวบนฟากฟ้าที่ระยิบระยับสวยงามจับตา และแสงจันทร์ที่พอให้เห็นภาพต่างต่างในรัตติกาล พรุ่งนี้เช้าเธอจะออกเดินทางค้นหาเหล่ามนุษย์ป่าเถื่อนพวกนั้น เธอนอนฟังเสียงนกกลางคืนที่ส่งเสียงร้อง กองไฟด้านล่างยังคงลุกโชนสร้างแสงส่วางพอให้เห็นบริเวณรอบรอบ แล้วเธอก็หลับลงไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางมาทั้งวัน

              แสงแดดอ่อนที่ส่องแสงลอดกิ่งไม้ใบไม้มากระทบบนใบหน้าของอาเทน่า เช้าวันแรกที่เธอไม่ได้นอนบนที่นอนหนานุ่มบนเตียงกว้างใหญ่แข็งแรงในปราสาทซึ่งเป็นที่พำนักของเธอ ป่านนี้คงยังไม่มีใครรู้ว่าเธอหายตัวไปเพราะ เธอก็ไม่ค่อยได้ไปสุงสิงกับใครอยู่แล้วไม่จะเป็นเทพอพอลโล่ อโฟไดท์พรือเทพองค์อื่นอื่น การหายตัวไปซักสามสี่วันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากนัก
         “อาเทน่าค่ะเช้าแล้วค่ะ”เสียงปลุกของมูรานิซิส         
          “อืม..เช้าแล้วเหรอ”อาเทน่าลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย มือข้างนึงคลำไปทั่วใบหน้าเพื่อปลุกตัวเอง
         “เราเดินทางกันเถอะค่ะ”มูรานิซิสพูดบอกก่อนที่จะปีนต้นไม้ลงไปยังข้างล่าง กองฟืนที่สุมไว้มอดลงหมดแล้วเหลือเพียงขี้เถ้าและท่อนไม้ที่ยังมีไฟคุอยู่บ้าง อากาศยามเช้าเย็นสบายกลิ่นดอกไม้ป่าส่งกลิ่มหอมสดชื่น
           “เราจะเดินทางไปทิศทางใดดีค่ะ ดินแดนแห่งนี้ที่เราเพิ่งมาถึงทั้งกว้างทั้งใหญ่ ไม่รู้ทิศเหนือและใต้แบบนี้”มูราบ่นในขณะที่เธอมองหาที่ที่น่าจะมีคนอยู่
             “ข้าว่าพวกเราเดินทางไปตรงบริเวณนั้นก่อนดีกว่า”อาเทน่าชี้นิ้วไปยังเนินเขาเล็กที่มีต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นซึ่งอยู่ห่างไปพอเสียงตะโกนไปถึง
             จากชายป่าแห่งนั้นอาเทน่าและมูรานิซิสเดินผ่านไปตามเนินหญ้าสีเขียวสด ไปจนถึงบริเวณเนินเขาเล็กเล็ก ที่นั้นไม่มีวี่แววของพวกคนเถื่อน ไม่มีร่องรอยของอารยธรรม ดินแดนที่ไม่มีอารยธรรมและล้าหลัง มนุษย์อยู่กันได้เช่นไร แสงแดดยามเช้าไม่ร้อนแรงมากนัก มีเพียงซากสัตว์และโครงกระดูกมากมายที่กองอยู้อีกด้านของต้นไม้ใหญ่ เนินเขาที่มีเพียงต้นหญ้าและวัชพืชขึ้นอยู่ประปราย เธอก้มมองโครงกระดูกสัตว์ที่ยังมีเลือดสีแดงแห้งกรังที่อยู่ตรงโคนต้นไม้
            “อาเทน่า ข้าว่าที่ตรงนี้ต้องมีพวกคนเถื่อนอยู่แน่แน่ ดูซิซากสัตว์ที่พวกมันกินกันดิบดิบยังอยู่ตรงนี้เลย ป่าเถื่อนสมคำร่ำลือ”มูรานิซิสสบถแล้วเอาเท้าเขี่ยซากสัตว์พลิกดู
          “ข้าว่ามิใช่มนุษย์ดอกอาจจะเป็นสัตว์ดุร้ายก็ได้ที่กินซากแล้วทิ้งเอาไว้”อาเทน่าเตะซากสัตว์ไปชนกับรากไม้
           “แต่ว่าข้า..”มูรานิซิสหยุดพูดไปเพราะว่ามีเสียงคำรามของสัตว์ที่คำรามลั่นไปทั่วบริเวณทั้งสองเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนแทบจะพร้อมกัน
           “ก๊าซซ ก๊าซซ”ในขณะที่ทั้งสองยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เสียงกระพือปีกที่ดัง “พั่บ พั่บ”บนท้องฟ้าก็ดังขึ้นเสียงคำรามของสัตว์บางชนิดที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ แล้วร่างของเจ้าของเสียงคำรามนั้นก็ค่อยค่อยร่อนลงตรงหน้าอาเทน่ากับมูรานิซิส เจ้านั้นคือกริฟฟอนตัวใหญ่แต่มันมีสีดำผิดแผกไปจากกริฟฟอนที่เคยเห็น มูรานิซิสเอาตัวไปยืนบังอาเทน่าไว้ดึงดาบสีเงินแวววับออกมากำไว้
          “พวกเจ้าเป็นมนุษย์หรือนี่ แต่ทำไมถึงได้ดูไม่หมือนมนุษย์ในดินแดนแห่งนี้”เจ้ากริฟฟอนสีดำเดินย่างสามขุมไปรอบรอบเพื่อสำรวจทั้งสอง เอ่ยคำพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า
          “กริฟฟอนเช่นเจ้า ทำไมถึงมาอยู่ดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้ได้”มูรานิซิสถาม กำดาบไว้ในมือมั่น
          “ดินแดนป่าเถื่อนพวกเจ้าพูดเหมือนกับมิใช่คนที่นี่ เจ้ามาจากที่ใด หรือว่า”เสียงเจ้ากริฟฟอนดูฉงน ทำคอเอียงยื่นมาใกล้
           “เจ้ามีกลิ่นของพวกดินแดนแห่งเทพ เจ้าคือบริวารของเทพหรือ ฮึ ฮึ”เสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของมันเป็นประกายดั่งแววตาของอสรพิษที่จ้องเหยื่อ
           “ใช่เมื่อรู้แล้วเจ้ายังกล้าทำร้ายพวกข้าอีกหรือ”
           “ฮะ ฮะ ข้าเองจากดินแดนแห่งนั้นมานานแสนนาน เพียงเพราะข้ามีกายสีดำจึงถูกนำมาทิ้งยังดินแดนแห่งนี้ ข้าไม่รู้หรอกว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือใครข้าสนแต่เนื้อสดสด เลือดที่หอมหวานของพวกเจ้ามากกว่า”ปากของมันอ้าออกจงงอยแหลมชี้ตรงมายังเธอทั้งสอง ในยามนี้เป็นสถานการณ์ที่เขม็งเกลียวหากใครพลาดท่าย่อมจะเสียทีได้

            อาเทน่าก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากับกริฟฟอนดำด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว สร้างความตระหนกให้กับมูราที่พยายามดึงเธอให้กลับมายืนอยู่ข้างหลังตน แต่อาเทน่าในตอนนี้ช่างแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวเสียจริง
           “แต่เจ้าก็เป็นกริฟฟอนถึงจะสีดำ เจ้าไม่อยากกลับไปยังดินแดนแห่งเทพหรอกหรือเจ้าจะใช่ชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่าแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือไร”เสียงนางเย็น ช้าแต่หนักแน่น
         “ฮึ เจ้าพูดแบบนั้น มีความหมายเช่นใด”กริฟฟอนดำหยุดมองเธอ ยืนนิ่งดูท่าที
         “ข้ารู้ว่าเจ้ามิใช่พวกไร้อารยธรรมด้วยภาษาที่เจ้าพูด และเจ้าก็ยังคิดถึงดินแดนแห่งเทพอยู่ด้วยหวังว่าซักวันจะได้กลับไปไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่วนเวียนอยู่บริเวณนี้มาจนบัดเดี๋ยวนี้หรอกหรือ”เธอก้าวเดินเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว มูราเดินตามประชิดตัวมิให้ห่าง
          “เจ้าเป็นใครกันแน่ คงมิใช่บริวารแห่งเทพเป็นแน่แท้”เสียงฉงน แววตาสงสัย
          “เจ้าเองก็มิใช่กริฟฟอนธรรมดาแต่ยังมีไหวพริบ ข้าคืออาเทน่าธิดาแห่งซูส เจ้าแห่งเทพทั้งมวล”นางถอดหมวกคลุมศีรษะออกเผยเห็นผมยาวสีดำขลับสยายออก
           “ฮ่า ฮ่า แล้วเจ้ามีสิ่งใดมาพิสูจน์ สาวน้อย ข้าไม่เชื่อแค่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคหรอกนะ”เสียงหัวเราะอย่างไม่เชื่อของมันดังไปทั่ว
          “ข้าจะตอบคำถามของเจ้าหนึ่งคำถาม หากข้าตอบผิดข้ายอมเป็นอาหารของเจ้า”มูราตกใจกับคำพูดของอาเทน่าพยายามดึงชายเสื้อของนางเพื่อให้หันมาแต่ก็หามีผลไม่
          “งั้นรึ ข้าเองก็เคยได้ยินมาว่าอาเทน่าธิดาแห่งซูสมีสติปัญญาหลักแหลมยิ่งนัก หากเจ้าคืออาเทน่าจริงก็ต้องตอบคำถามข้าได้ ฮึฮึ แล้วหากเจ้าตอบถูกละ”กริฟฟอนดำแสยะยิ้ม แววตาเป็นประกายแดง
           “เจ้าต้องนำข้าไปยังที่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่”
           “ได้ซิ”เสียงตอบรับของมันช่างน่ากลัว

           เจ้ากริฟฟอนดำยืนอยู่กลางที่แจ้งใกล้ต้นไม้อย่างสงบมันอยู่ตรงนี้เพื่อความสะดวกหากเหยื่อคิดจะหนี อาเทน่าและมูรายืนใกล้กันในที่ร่มใต้ต้นไม้ มูราในยามนี้พร้อมจะสู้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้าย แม้อาเทน่าจะเป็นธิดาแห่งซูสแต่นางก็เป็นหญิงสาวอายุสิบสามปี ดาบสีเงินยังคงถือไว้ในมือเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
           “สิ่งที่ข้าถามเคยใช้ถามมนุษย์ที่หลงเข้ามาในบริเวณนี้หลายต่อหลายคน ซึ่งมิเคยมีผู้ใดให้คำตอบที่ถูกต้องกับข้าได้เลย โครงกระดูกที่เจ้าเห็นคือเหล่ามนุษย์ที่โง่เขลาที่เป็นอาหารของข้าทั้งนั้น แพล่บ แพล่บคิดแล้วก็น้ำลายไหล”เจ้ากริฟฟอนดำขู่
          “อืม เป็นคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดโลกนี้ถึงสว่างและมืดมิดสลับกันไป ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นข้าให้เวลาเจ้าคิดเพียงแค่ยามที่แสงแดดมาอยู่ตรงศีรษะเจ้า ฮึฮึ”เสียงถามคำถามอย่างเยือกเย็นของเจ้ากริฟฟอนดำสร้างบรรยากาศที่น่ากลัว
      “เพราะว่า”อาเทน่าเอ่ยตอบในทันที
        “ฮึ เจ้ารู้คำตอบแล้วรึ แต่ถ้าเจ้าตอบผิดแค่ครั้งเดียวเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้เลยนะ เจ้าแน่ใจกับคำตอบรึ”เสียงทักอย่างแปลกใจเพราะคำถามของมันไม่มีใครเคยตอบได้
        “คำตอบของเจ้าก็คือ”เสียงเย็นเย็นของอาเทน่าสร้างความชื้นใจให้กับมูรานิซิส
        “อะไรรึ”
         “จิตใจมนุษย์ยังไงละ มนุษย์มีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในคนคนเดียว ไม่มีผู้ที่ดีสมบูรณ์แบบและเลวร้ายสมบูรณ์แบบ”อาเทน่าค่อยค่อยตอบอย่างชัดเจนพลังบางอย่างของเธอเริ่มเรืองรองออกมาเป็นสีทองเรื่อเรื่อ
        “อืมแล้วยังไงต่อ พูดมาซิ”เจ้ากริฟฟอนยื่นหน้าลงมาใกล้เพื่อจะฟังคำตอบได้อย่างถนัดสายตาที่แข็งกร้าวเริ่มอ่อนลง
        “มนุษย์จึงเป็นได้ทั้งเทพเจ้าและปีศาจ เจ้ากำลังถามถึงผู้ที่ดีสมบูรณ์แบบหรือเลวสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีคนแบบนั้นเป็นแน่แท้ เพราะว่ามนุษย์คือผู้ที่มีกิเลสที่ยังมีความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ความรัก ความลำเอียง ความขี้เกียจและความอิจฉา นั้นคือเพราะมนุษย์ยังมีบาป ซึ่งก็คือบาปทั้งเจ็ดที่ทำให้มนุษย์เป็นทั้งคนดีและคนเลว ใช่มั้ยละคือคำตอบที่เจ้าต้องการ”พลังแห่งอาเทน่าที่เรืองรองเป็นออร่าสีทองล้อมรอบตัวแสดงให้เห็นถึงฤทธิ์เดชของธิดาแห่งมหาเทพซูสที่แม้แต่เจ้ากริฟฟอนดำผู้ไม่เคยยอมรับ ยังต้องคุกเข่าทั้งสี่ขาลงมามันสัมผัสได้ถึงพลังที่อ่อนโยนและยิ่งใหญ่ของนาง
         “ท่านคืออาเทน่าจริงหรือ แล้วท่านมายังดินแดนไร้อารยธรรมแห่งนี้เพื่อสิ่งใด”เสียงของมันแสดงถึงการยอมรับในตัวอาเทน่า
        “ข้าก็แค่ อยากเป็นนางเอกการ์ตูนนะ”อาเทน่ารวบผมและสวมทับไว้ด้วยหมวกเช่นเดิม
       “แล้วแกชื่ออะไรละ”มูรานิซิสเดินเข้าไปใกล้กริฟฟอนที่ยังหมอบอยู่แล้วถามชื่อ
         “จะรู้ไปทำไม”กริฟฟอนดำถามกลับอย่างไม่พอใจ
         “ข้าชื่อมูรานิซิส”มูรายังแหย่กลับด้วยเสียงที่สดใส เธอไม่เคยเห็นกริฟฟอนดำมาก่อนช่างแปลกตาดีแท้ดำทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า
         “ฮึ ชื่อของข้าก็คือ..คิงส์ คริมสันนิออส”เคเคกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปรอห่างไปจากที่ทั้งสองยืนอีกไม่ไกล ถึงแม้มันจะมิได้อยู่ในดินแดนแห่งเทพเจ้าแต่สำหรับนางผู้นี้ อาเทน่า มันสัมผัสได้ถึงพลังใจที่อบอุ่นอย่างประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ
        มูรานิซิสเดินเข้าไปดูแลเครื่องแต่งกายของอาเทน่าให้เข้าที่ สติปัญญาของนางยังเฉียบแหลมเช่นเดิม ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยที่นางแสดงความฉลาดและไหวพริบในสถานการณ์ที่คับขันพาเธอรอดมาด้วยได้ทุกครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน การมายังดินแดนไร้อารยธรรมที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อนเพื่อสิ่งใด การใดกันนะเธอก็ยังไม่ทราบความประสงค์อันแท้จริงของนางได้ อาเทน่าหมุนตัวไปรอบรอบเพื่อให้มูราสำรวจ กระเป๋าหนังใบเล็กเล็กที่เธอสะพายไว้ข้างหลังยังมิได้ถูกเปิดออกมา

thxby292600winwinwin, oKUKo, jemini - tay
บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #1 เมื่อ: 11, สิงหาคม 2010, 11:20:08 AM »

               2. เสียงหายใจของเคเค กริฟฟอนดำดัง “ฟืด ฟาด” ,มันหันหน้ามามองทั้งสองสาวครั้งนึงแล้วหันไปทางด้านอื่นย่อตัวลงหมอบกับพื้น ปีกใหญ่กว้างสีดำแนบชิดกับลำตัวหนาใหญ่ผิวของมันช่างดำมะเมื่อมดังผลึกดำมีเพียงเล็บเท้าทั้งสี่และจงงอยปากที่เป็นสีขาวใช่แล้วจงงอยปากของมันเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนมูรานั้นก็กำลังสำรวจเสื้อผ้า ร่างกายของอาเทน่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เก็บเส้นผมเข้าไปในหมวกหนังสีขาวทุกเส้น ปัดฝุ่นละอองตามเนื้อตัวเสื้อผ้าของอาเทน่าอย่างแผ่วเบา ดาบของเธอถูกเก็บเข้าฝักหนังแข็งอีกครั้ง แม้เธอจะเป็นหญิงแต่ก็ได้รับการฝึกวิชาต่อสู้และวิชาดาบมาอย่างเชี่ยวชาญจากครูฝึกที่ชื่อเครโทสิอุสลูกศิษย์เอกของเทพสงครามอาเรสเลยทีเดียวผู้ซึ่งมีร่างกายกำยำสูงใหญ่แผ่นหลังกว้างผิวขาวทั้งตัว หัวโล้นเลี่ยนมีบาดแผลจากการสู้รบทั่วตัวเก่งกาจในการสู้รบทั้งบนดินในน้ำหรือบนท้องฟ้า เธอกับอาเทน่าฝึกฝนทั้งวิชาดาบ วิชาหอก วิชาดำน้ำว่ายน้ำ วิชาปีนต้นไม้ปีนผาสูงไต่กำแพงไต่ผนัง ร่อนไปในอากาศและกลเม็ดต่างต่างมากมายจากเครโทสิอุสอย่างช่ำชองตั้งแต่อายุหกปี
        “เรียบร้อยแล้วค่ะ อาเทน่า”มูราหมุนตัวอาเทน่าดูอีกรอบก่อนที่จะปล่อยให้เธอทำตัวตามสบาย
        “เรามีเวลาเหลืออีกสองวันเองนะมูรา ก่อนจะถึงวันที่นัดไว้กับเคโรรอส”เธอพูดอย่างเซ็งอารมณ์เจ้าเคโรรอสมันต้องมาตรงเวลาเป็นแน่แท้เพราะตั้งแต่เยาว์วัยมันมีนิสัยซื่อและบื้อในบางที
         มือข้างซ้ายเธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าหนังใบเล็กเล็กข้างเอว หยิบตลับสีทองแบนเล็กขึ้นมาเปิดฝา นิ้วชี้ข้างขวาแตะเนื้อครีมทองเพียงแผ่วเบาขึ้นมาสัมผัสที่ริมฝีปากบาง
        “เธอทาด้วยซิมูรา ลิปชาติของอโฟไดท์ลอเร้นทูเชียวนะกันปากแห้งแตกได้ดีเลยละ”ตลับสีทองยื่นมาตรงหน้ามูรานิซิส มูราใช้นิ้วชี้ข้างซ้ายแตะครีมละเอียดสีทองทาที่ริมฝีปากเนื้อครีมเป็นประกายสีทองเรื่อเรื่อ ผิวขาวของเจ้าตัดกับสีทองประกายดีแท้ จะว่าไปเจ้าเองก็หน้าตาดีนะตาโตสีฟ้า ปากบางผิวขาวอย่าเด่นกว่าข้าละ
         “อาเทน่าแล้วเราจะไว้ใจเจ้าเคเคได้มากแค่ไหนกันเชียวค่ะ”มูราเอียงหน้ามาพูดด้วยเสียงกระซิบกระซาบข้างหูอาเทน่าที่เอียงคอเข้าหาอย่างรู้งาน สองสาวมองไปที่เคเคซึ่งนอนหมอบหันหน้าไปอีกด้านนึง
         “ไม่รู้ซิ แต่เค้าพาเราไปหามนุษย์ได้ ข้าจึงต้องเชื่อมั่นเค้า”ในใจของข้านั้นก็ยังสงสัยว่า สหายตนนี้จะมีจิตใจเช่นไรข้าก็ยังมิอาจหยั่งรู้ได้แต่ข้าก็สัมผัสได้ว่าลึกลึกแล้ว กริฟฟอนดำตนนี้ก็มิได้มีจิตใจที่โหดร้ายแต่ยังมีความงดงามของความดีในเนื้อแท้ซ่อนอยู่ แต่จะดีขนาดนั้นเชียวหรือถ้าไม่เพราะสติปัญญาและออร่าสีทองของข้าที่เรืองแสงได้มันจะยอมแพ้ให้ไหมเพราะที่จริงปัญหาแบบนั้นก็ตอบไปแบบมั่วมั่วแต่มีหลักเกณฑ์ อืมคงใช่คนทั่วไปมักจะคล้อยตามคนมีเหตุผล ข้านะฝึกวิชาตอแหล เอ๋ยวาทศิลป์กับเทพเฮอร์มีสมาตั้งแต่ห้าขวบ ขนาดแลคโตบาซิลัสยังเชื่อคำพูดข้าเลย
       
           ทั้งสองสาวเดินเข้าไปหากริฟฟอนดำที่นอนรออย่างสงบ มันได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสองคนที่เดินย่ำพื้นหญ้าด้วยรองเท้าหนังบางอย่างดีของอาร์เทมีสชูเสียงดัง “สะรวบ สะรวบ” ภายในใจของมันคิดไปว่าเพราะเหตุใดตนจึงยอมทำตามคำสั่งของเทพีน้อยอาเทน่า จะว่าเพราะแพ้การประลองภูมิงั้นหรือ กับผู้หญิงเยาว์วัยตัวเล็กเล็กสองคน ตนจะจับกินเสียทั้งสองคนก็คงไม่ต้องเปลืองแรงมากนักด้วยว่าแม้แต่เซนทอร์บางตัวที่รูปร่างกำยำล่ำสันมีอาวุธครบมือที่หลงเข้ามาตนยังสังหารลงได้ แต่เมื่อตนได้สัมผัสถึงพลังบางอย่างของเธอที่แผ่ออกมานั้นกลับทำให้รู้สึกถึงความอ่อนโยนและความเมตตาที่ตนไม่เคยได้รับเลยนับแต่เกิดมา เคเคยันตัวลุกขึ้นสะบัดหัวสะบัดหางสองสามทีเพื่อกระตุ้นตนเองให้พร้อม
         “พวกเจ้าพร้อมเดินทางแล้วรึ”มันย่อตัวลงอีกครั้งเพื่อให้ทั้งสองสาวปีนขึ้นไปนั่งบนหลังสีดำกว้างใหญ่
          “แล้วเจ้าจะพาพวกข้าไปยังที่ใด”อาเทน่าถามขึ้นหลังจากขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้ากริฟฟอนดำกับมูราที่นั่งอยู่ข้างหลัง คงไม่พาพวกข้าสองคนไปขย้ำหรอกนะหน้าดำใจจะดำด้วยมั้ย
           “ถิ่นที่มีมนุษย์อยู่ใกล้ใกล้นี้  แต่ว่าพวกเจ้าจะไปพบพวกมันเพื่อการใดเล่า”เคเคยันตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ปีกสองข้างสั่นระริกพร้อมทะยานขึ้นฟ้า
           “ข้าอยากเห็นพวกเขา”สองมือของอาเทน่าจับที่แผ่นหลังกว้างของเคเค มูรานิซิสเองก็กอดเอวของอาเทน่าไว้พอหลวมหลวม ที่จริงพวกข้าเองก็เคยนั่งบนหลังกริฟฟอนมาบ้างแล้วตอนฝึกการต่อสู้กับเครโทสิอุส กับเจ้ากิฟฟอนดำที่ไม่เคยถูกฝึกมาและนิสัยดุร้ายแบบนี้จะโลดโผนโจนทะยานเพียงใดแต่มันก็ท้าทายสาวไฮโซอย่างเราดีแบบว่าเถื่อนเถื่อนก็เร้าใจ
           “เพื่อสิ่งใด พวกมันทั้งล้าหลัง โง่เง่าอาศัยอยู่แต่ในถ้ำ ในเพิงใบไม้ใบหญ้า ช่างเสียเวลาเปล่า”น้ำเสียงเคเคคล้ายการดูถูกและเหยียดหยามเหล่ามนุษย์ เจ้าเคเคตั้งลำเตรียมแท็กซี่หน้ามันเชิดแหงนขึ้น ปีกกางออกเหยียดสุดยาวกว่าสี่เท่าของลำตัวมัน ปีกสีดำทั้งยาวทั้งใหญ่ที่มีรอยแผลเช่นเดียวกับลำตัว
          “ทั้งหมดเลยรึ”อาเทน่าถามตามองที่ลำคอแข็งแรงหนาบึ้กของเจ้ากริฟฟอนดำ
            เคเคก้าวเท้าวิ่งออกไปด้วยความเร็วพอประมาณ
        “ใช่ที่ข้าเคยพบเจอ ข้านะเคยบินไปไกลสุดหล้าถึงดินแดนที่มีแต่ทะเลทราย ดินแดนที่หนาวเย็นเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ในป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยโรคร้ายหรือดินแดนแถบอ่าวที่มีคลื่นลมพายุทะเลบ้าคลั่งไม่ว่าจะที่ใดพวกมันก็เหมือนกันทั้งหมด”ร่างของเคเคโผบินขึ้นไปบนอากาศเพียงแค่แรงกระพือปีกสองสามครั้ง สายลมปะทะใบหน้าของอาเทน่าและมูรา ปีกใหญ่กว้างแข็งแรงของกริฟฟอนดำสะบัดขึ้นลงเป็นจังหวะ เสียงสายลมที่ถูกตีดัง “พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ” อาเทน่าเองตั้งแต่เยาว์วัยก็ไม่เคยได้ออกมาผจญภัยไกลถึงเพียงนี้ ภาพทิวทัศน์ของแผ่นดินเบื้องล่างค่อยค่อยเล็กลงเล็กลงแลเห็นเพียงทุ่งหญ้าเขียวขจี แม่น้ำเป็นสายเล็กเล็กที่ทอดยาวเคียงข้างกับป่าไม้ต้นไม้ที่กระจายกันไม่หนาตาและเทือกเขาที่ทอดยาวเป็นแนวเมื่อบินสูงขึ้นสูงขึ้น
           คิงส์คริมสันนิออสพาทั้งสองดรุณีบินห่างออกมาจากเชิงเขาที่ได้พบกับมันเป็นครั้งแรกมาไกลพอสมควร มันพาทั้งสองบินไปถึงบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำขาวใสไหลผ่านมีป่าโปร่งอยู่ข้างข้าง ร่างใหญ่ดำของกริฟฟอนค่อยค่อยลดเพดานบินลงไปเรื่อยจนกระทั่งเท้าทั้งสี่ของมันแตะลงบนพื้นดินหนานุ่มอย่างปลอดภัยและนุ่มนวล ที่นั้นมีที่พักอาศัยของมนุษย์ซึ่งทำด้วยใบไม้และท่อนไม้เล็กแค่พอบังแดดได้ ไม่มีการก่อสร้างอาคาร ขุดบ่อน้ำ ก่อกองไฟใดใดทั้งสิ้น อาเทน่าและมูรานิซิสลงจากหลังของเจ้าเคเคอย่างคล่องแคล่วและว่องไว
         “ที่นี่แหละที่มีมนุษย์ที่เจ้าต้องการพบ”เคเคยืนสี่ขาหุบปีกแนบกับลำตัว ดวงตาเรียวยาวสีเขียวมรกตหรี่ลงเพียงนิด
          มูรานิซิสมองไปรอบรอบบริเวณซึ่งเหมือนกับชุมชนเล็กเล็ก มีที่พักอาศัยซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยใบไม้และท่อนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากนักที่ติดกับพื้นดินสิบสองสิบสี่หลังที่อยู่รอบล้อมใกล้กัน อาเทน่าเดินสำรวจไปรอบรอบแล้วกลับมายืนอยู่ตรงบริเวณลานเล็กเล็กของชุมชนเธอยังไม่เห็นวี่แววของใครเลย
          “ไหนละมนุษย์ข้าไม่เห็นมีสิ่งมีชีวิตใดเลย”มูราถามเคเคที่นั่งเป็นรูปปั้นกลางลาน ตัวที่สูงใหญ่ของมันทำให้บริเวณนี้ดูคับแคบไปถนัดตา
         “อืม.อย่างงั้นรอเดี๋ยว”เคเคตอบแล้วนั่งนิ่งสักพัก ก่อนที่จะยืดลำตัวขึ้นหันหน้าเข้าชายป่าสูดลมหายใจเข้าปอดดัง “ฟึด ฟืดด”แล้วเบ่งเสียงออกมาจากลำคอที่ส่งเสียงดังกู่ก้องเสียดแทงเข้าไปถึงหัวใจ จนมูราและอาเทน่าต้องเอาสองมือปิดหูตนเองไว้
         “ก๊าสสส ก้าสสแจ้ะ..แจ๊ะ แจ๊ะ” เสียงตะโกนร้องคำรามของเจ้ากริฟฟอนดำส่งเสียงดังไปทั่วบริเวณทำเอาน้ำในแม่น้ำสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่น ใบไม้กิ่งไม้สะบัดไหวสั่นระริกด้วยคลื่นเสียง
         “เจ้าทำอะไร ถึงส่งเสียงคำรามลั่นแบบนี้”มูรานิซิสที่ยังเอามือปิดหูตะโกนถาม
          “ข้าก็เรียกมนุษย์ที่เจ้าต้องการพบมานะซิ”เคเคเอี้ยวคอมาบอกเพียงนิดเหมือนกับว่ามุมปากมันชี้ขึ้นอย่างกวนกวน
         “เจ้าหมายความเช่นใด”อาเทน่าเอามือที่ปิดหูออกแล้วเดินไปใกล้มัน จะร้องตะโกนหาบรรพบุรุษกริฟฟอนหรือไรย่ะ
         “อะฮึ่ม มนุษย์ในแถบบริเวณนี้ล้วนต้องเผชิญกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายน่ากลัว ดังนั้นพวกมันจึงมักจะหลบซ่อนตัวมิให้ผู้ใดเห็น แต่ข้านั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแถบนี้หรือจะเรียกได้ว่าเป็นลูกพี่ของพวกมันก็ว่าได้ ที่ข้าส่งเสียงตะโกนก็เพื่อเรียกพวกมันให้ออกมาไงล่ะ”เสียงที่แหบพร่าของเคเคช่างแตกต่างกับเสียงร้อง
          “จริงรึ มิใช่ว่าเจ้าจับพวกมนุษย์กิน จนพวกเค้ากลัวหลบหายไปที่อื่นกันหมด”มูราเดินเข้ามายืนใกล้อาเทน่าแล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยเสียงยียวน
         “มนุษย์ในแถบนี้ล้วนเป็นลูกน้องข้าเพราะข้าคุ้มครองพวกมัน มนุษย์ที่ข้ากินนะล้วนหลงทางมาจากที่อื่นทั้งนั้น...ฟืดฟืด”เสียงลมหายใจของเจ้าเคเคที่พ่นออกมาจากรูจมูกดังทิ้งท้ายประโยค แล้วมันก็ย่อตัวลงหมอบกับพื้นมิได้สนใจทั้งสองอีก

            มูรากับอาเทน่านั่งลงบนพื้นลานใกล้กับเจ้ากริฟฟอนดำที่นอนหมอบอย่างสงบลำตัวมันไหวเมื่อหายใจเข้าออกทั้งสองรอมนุษย์ที่เจ้าเคเคอ้างว่าเป็นลูกน้องของตนให้กลับมา แสงแดดและไอร้อนทำให้เม็ดเหงื่อไหลที่ข้างแก้มของธิดาน้อยแต่ความเย็นของน้ำในแม่น้ำที่อยู่ใกล้เพียงห้าสิบเมตรก็บรรเทาความร้อนไปได้บ้าง อาเทน่ามองไปที่ชายป่าเพื่อสังเกตว่าจะมีผู้ใดเดินออกมาหรือไม่ มูราเองก็นั่งนิ่งไม่ปริปากใดใด ในยามนี้ได้ยินเพียงเสียงน้ำในแม่น้ำกับเสียงสายลมที่พัดแรงบ้างเบาบ้างสลับกันไป
          ทำไมข้าต้องมานั่งรอเจ้าพวกมนุษย์ล้าหลังในดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้นานขนาดนี้ด้วย ข้านะจะมาช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากอดีตที่แสนขมขื่นนี้นะ แล้วหายหัวไปไหนกันหมดดูซิก้นด้านเพราะพื้นดินแข็งแข็งแล้วแต่ก่อนข้านะนั่งแต่บนโซฟาหรือเก้าอี้หนังหนานุ่ม นอนก็บนเตียงใหญ่ยาวหนากว้างนุ่มเหมือนกับปุยเมฒ ไม่เคยไม่เคยต้องมาลำบากเยี่ยงนี้ มูรานิซิส เจ้าไม่อึดอัดบ้างหรือแต่เจ้าเป็นลูกน้องข้านี่นาจะบ่นก็คงไม่ได้ซินะ
       “แก้บ แก้บ”เสียงเหยียบใบไม้ เศษไม้ดังออกมาจากแนวป่าใกล้กับที่พัก
         สายตาของอาเทน่าจับจ้องไปทางต้นเสียง สักพักก็ปรากฎร่างของมนุษย์กลุ่มหนึ่งมีทั้งเด็กและผู้หญิงผู้ชายคนแก่ที่สวมเพียงหนังสัตว์ห่อหุ้ม ประมาณ40คน ที่ค่อยค่อยก้าวย่างอย่างระมัดระวังออกมายืนเรียงแถวใกล้ชายป่าห่างจากที่ตนนั่งอยู่ประมาณสิบเมตร  ทั้งอาเทน่าและมูราค่อยค่อยลุกขึ้นยืน เคเคเองก็ผงกหัวขึ้นมาดูเมื่อเห็นมนุษย์กลุ่มนั้นมันก็ลุกขึ้นยืน
       เฮ้อมาได้ซะทีนะพวกเจ้า ดูสภาพแต่ละคนซิสมแล้วที่ถูกเรียกว่าคนป่าเถื่อนหน้าตาก็มอมแมม สวมหนังสัตว์แทนผ้าแพรผ้าไหม คงไม่รู้จักครีม มอยเจอร์ไรเซอร์ น้ำหอม ลิปชาติของอโฟไดท์ลอเร้นทู รองเท้าหนัง กระเป๋าหนัง เข็มขัดหนังของอาร์เทมีสชู เสื้อผ้าของห้องเสื้อเอ็มโมริโอ้เฮสเทีย
          ชายร่างใหญ่กำยำสองคนเดินออกมาจากกลุ่มที่ไหล่ของเค้าทั้งคู่แบกร่างสัตว์ไว้บนไหล่คนละข้าง สองคนนั้นเดินเข้ามาใกล้กริฟฟอนดำและวางร่างสัตว์ที่ตายแล้วแต่ยังสมบูรณ์ไว้เบื้องหน้าเคเคแล้วเดินกลับไปเข้ากลุ่มอีกครั้ง อาเทน่ามองร่างสัตว์ป่าสี่เท้ามีเขาเป็นกิ่งไม้บนหัวสองตัวที่อยู่ตรงเท้าของเคเค
         “อืม กวางวัยหนุ่มสองตัวดีมากดีมาก”เสียงเคเคกล่าวอย่างพอใจมันเอาเท้าหน้ากดลงไปบนตัวกวางหนุ่ม
         “เจ้าใช้พวกเขาให้ทำรึ”อาเทน่าเงยหน้าไปถาม เจ้าดำช่างร้ายนักดูซิเนื้อกวางหนุ่มแน่นยังสดสด
         “ข้าสอนให้พวกมันทำอาวุธง่ายง่ายอย่างมีดที่สกัดจากหินกับหอกไม้เหลาปลายแหลมไว้ล่าสัตว์นะ แล้วก็ให้หาอาหารมาให้ข้าเป็นการตอบแทน”มันจิกเล็บลงไปบนเนื้อกวาง
         “เจ้าสอนสิ่งใดพวกเขาอีก”อย่างเจ้าสอนคนอื่นได้ด้วยรึ
         “สอนให้เอาหนังสัตว์มาตากแดดแล้วใช้ห่มคลุมกายกับสอนให้หาใบไม้รากไม้ที่เป็นยามารักษาแผลกับไว้กิน เอาใบไม้ท่อนไม้มาสร้างที่พักกันแดดกันฝนแค่นั้นเอง”เคเคก้มหน้าลงไปดมกลิ่นอาหารของมัน
         “แล้วสอนภาษาพูดให้พวกเขามั้ย”อาเทน่ามองไปที่มนุษย์กลุ่มนั้น ท่าทางของพวกเค้ามีความหวาดระแวงเจ้าพวกนี้จะพูดภาษาคนได้รึ
         “พวกมันพูดภาษาเราได้…ยังอุ่นอุ่นอยู่เลย”มันพึมพำอย่างพอใจ
         “แล้วไฟสำหรับการหุงหาอาหารละ”
         เคเคนิ่งไปแล้วเงยหน้าจากอาหารของมันขึ้นมามองหน้าอาเทน่า นัยน์ตาขวางเปลือกตาของมันหรี่ลง
         “ฮึ เจ้าก็รู้ว่าเทพซูสห้ามมิให้เฮฟเฟตัสนำไฟมาให้มนุษย์”เสียงเคเคฉุนขึ้นมาแล้วมันก็หันหน้าไปทางอื่น
        “...”อาเทน่านิ่งเงียบไป
            ไม่น่าถามเลย...รุ่นพ่อทำสิ่งใดไว้ก็มาตกกับรุ่นลูกที่โดนด่าแทน
          “แต่พวกมันก็รู้จักนำเนื้อที่เหลือมาล้างทำความสะอาดแล้วตากแดดเก็บไว้กิน”เคเคกล่าวตัดประโยค
           มันอ้าจงงอยปากสีขาวคาบร่างกวางทั้งสองเดินไปตรงชายน้ำเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารของตน
          เจ้ากริฟฟอนดำพอได้เหยื่อก็ไม่สนสิ่งใดคาบเหยื่อไปเคี้ยวดัง “กร้วม กร้วม” ที่ริมน้ำเพลิดเพลินไปกับเนื้อสดหอมหวานนุ่มแน่นเต็มปากเต็มคำ สัตว์ก็ยังเป็นสัตว์ได้กลิ่นเลือดกลิ่นเนื้อแล้วอดใจไม่ได้
           อาเทน่ากับมูรามองหน้ากันอย่างเซ็งในอารมณ์
         
            ในเวลาเธอนี้ได้แต่แลตามองไปทางกลุ่มคนที่ยืนตรงชายป่า อาเทน่าก้าวขายาวเดินไปหาคนกลุ่มนั้นมูราเดินตามติด ท่าทางพวกเขาดูหวาดกลัว เธอเดินเข้าใกล้ห่างเพียงห้าก้าว ผู้เฒ่าที่ดูเหมือนกับเป็นหัวหน้ากลุ่มเดินออกมาหาเธอทั้งคู่ยืนมองกันสักพัก
          “ข้าคืออาเทน่าธิดาแห่งซูส มาที่นี่เพื่อพบพวกท่าน”อาทเน่าเอ่ยคำพูดด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มต้องแอ้บไว้ก่อน
          “ซูส...”เสียงแหบแหบเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว คิ้วเลิกขึ้น
          “ใช่ซูสมหาเทพแห่งเทพทั้งมวล”เธอเอ่ยตอบอย่างดีใจที่ได้ยินคำพูดคำแรกจากปากผู้เฒ่าแปลกหน้ามนุษย์คนแรกในดินแดนป่าเถื่อนที่เธอพูดด้วยน่าจะดีใจนะที่ได้พูดกับเทพีสวยสดเช่นข้าเพราะแม้ว่าเทพคิวปิดนางยังไม่แม้แต่ชายหางตาแล
           “อ๋า...”ผู้เฒ่าร้องเสียงหลงทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น หน้าตาหวาดผวาตกใจตาแทบถลนออกมานอกเบ้าปากเหี่ยวอ้ากว้างเห็นลิ้นไก่
           “ท่านเป็นอะไร ใยถึงต้องหวาดกลัวเช่นนี้”ข้าเองก็ตกใจผู้เฒ่าผีเข้าหรือไงกัน จึงย่อตัวลงมาเท่ากับผู้เฒ่าที่นั่งเอ๋อกับพื้น
           “ไม่  ข้ากลัว”สองมือของผู้เฒ่ายกขึ้นมาตรงหน้าเสียงพูดอย่างหวาดกลัว
           “ข้ามิได้มาทำร้ายท่าน ข้าเพียง...”ข้าเองพยายามยื่นมือไปแตะตัวผู้เฒ่าที่สะบัดตัวโยกหลบไปมาเป็นญาติกับเมสซี่หรือไงพลิ้วเป็นบ้า ตอนนั้นเองก็มีเด็กผู้ชายคนนึงวิ่งออกมาจากกลุ่มมาขวางหน้าข้าไว้
            “อย่า..อย่าทำร้ายปู่ข้า”เด็กคนนั้นเยาว์วัยกว่าข้าตาโตสีน้ำตาลผมดำผิวขาว แววตากลมโตสีดำใสเป็นประกายแต่แข็งกร้าวพูดใส่หน้าข้า ตัวเท่าลูกหมาอยากโดนเสกให้กลายเป็นเป็ดหรือไง แต่เรายังแสดงธาตุแท้มิได้จึงพูดด้วยเสียงอ่อนโยนอย่างนางเอกละครหลังข่าวที่ตาโตกลมแบ้วใสซื่อ
           “ข้าไม่ทำร้ายปู่เจ้าดอก ดูซิข้ามิใช่สัตว์ประหลาดใดเป็นมนุษย์เช่นเจ้า เพื่อนข้าก็เช่นกัน”นางยื่นมือที่หงายแบออกไปหาเด็กคนนั้นพลังแห่งความอบอุ่นสีทองเรื่อเรื่อขึ้นรอบตัวเธออีกครั้ง ต้องใช้แสงสีทองอีกแล้วที่จริงจะระเบิดพวกเจ้าด้วยสายฟ้าก็ได้นะ ถึงข้าจะเป็นเทพธิดาแต่ก็ไม่รักเด็ก
           
          ผู้เฒ่าที่ตระหนกค่อยค่อยสงบอาการลงเมื่อเห็นถึงความอ่อนโยนและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในใจของนาง มูรานิซิสเดินเข้ามาช่วยประคองผู้เฒ่าที่กึ่งนั่งกึ่งหงายให้นั่งกับพื้นอย่างนุ่มนวล แต่สายตาของผู้เฒ่ายังแสดงออกถึงความหวาดระแวงต่ออาเทน่าธิดาแห่งซูส จะกลัวข้าทำไมข้าซิต้องกลัวพวกเจ้าที่ป่าเถื่อน ข้านะเทพีนะเทพี ถึงจะได้รับตำแหน่งด้านสติปัญญาไหวพริบดีก็เถอะ ข้าก็สวยไม่เป็นรองอโฟไดท์ที่ได้ตำแหน่งเทพีความงามขวัญใจสื่อมวลชนหรอกนะคนให้คะแนนมันตาถั่วสมองตื๊อถึงให้ข้าได้แค่รอง
          “หนูชื่ออะไรจ้ะ”ข้าถามเจ้าเด็กบ้าด้วยเสียงที่ยังแอ้บเป็นนางเอกหลังข่าว
           “ฟอน”เจ้าหนูบอกชื่อ
            “อืม ชื่อฟอนซินะ”ชื่อเช้ยเชย ถ้าใช้ชื่อแบบนี้ที่มิลานาโวซิเอต้าละก็ถูกหัวเราะเยาะเอาแน่แท้
            “ท่านผู้มากับท่านคิงส์คริมสันมาเพื่อการใด...ท่านธิดาแห่งมหาเทพซูสผู้เป็นใหญ่เหนือเหล่าเทพ มนุษย์ทั้งมวลในจักรวาลและพื้นพิภพ”ท่านผู้เฒ่าที่นั่งกับพื้นขวัญดีคงเข้าร่างแล้วเอ่ยถามแบบภาษาคน แต่จะสรรเสริญบิดาข้าอะไรขนาดนั้น
            “ข้ามาเพื่อช่วยพวกท่าน”เสียงที่ไพเราะของข้าเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบาง
            “...”ท่านผู้เฒ่านิ่งฟัง
          “ข้าจะมอบวิชาความรู้ วิทยาการให้กับพวกท่าน”เริ่มเครียดแล้วนะ
            “...”ท่านผู้เฒ่ายังนิ่งเงียบ
            “นี้ลุง..เอ่อ..ท่านผู้เฒ่าเชื่อวาจาข้าเถอะ ด้วยเกียรติแห่งข้าอาเทน่าธิดาแห่งซูส”เสียงที่สูงขึ้นมาเพียงนิดตายละข้าเกือบหลุด
            “อืม พวกเราเป็นเพียงมนุษย์ต่ำต้อยดั่งธุลีดิน ท่านจะมาสนใจใยดีพวกเราให้เสียเวลาเพื่อการใด”ท่านผู้เฒ่ามองหน้าข้าด้วยสายตาระแวงแต่ก็เอ่ยคำพูดคงรู้ว่าข้าเริ่มอารมณ์เสีย อารมณ์เสีย
             “มนุษย์จะได้สร้างอารยธรรม ศิลปะ จารีตประเพณี เทศกาล ตำราภาษาเขียนของตนเพื่อเป็นการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ที่ได้รับประทานรูปร่างสติปัญญามาจากเทพเจ้า”
             “นั้นจะเป็นการนำภัยมาแก่พวกเรา”เสียงสั่นนิดนิด
              “ใยท่านจึงพูดเช่นนั้น”ข้าถามด้วยความแปลกใจ ข้าจะมาช่วยพัฒนาพวกเจ้าให้ศิวิไลแต่ทำไมทำตัวเป็นไดโนเสาร์เต่าดึกดำบรรพ์ ความหงุดหงิดในอารมณ์ข้าเริ่มก่อตัวขึ้น
           
           ท่านผู้เฒ่ายังนั่งนิ่งอยู่บนพื้นดินเจ้าพวกมนุษย์คนอื่นก็ยืนเป็นสกรีนเซิฟเวอร์อยู่ด้านหลัง เจ้าเด็กฟอนยังยืนค้ำหัวผู้เฒ่าไม่ยอมถอยหนี ข้าเองกับมูราจึงต้องนั่งลงกับพื้นด้วยความเมื่อยเข่าที่ต้องนั่งบนส้นท้ามานาน การเจรจาต่อรองที่มีอุดมการณ์แสนยิ่งใหญ่ของข้าเป็นแรงกระตุ้น หากข้าทำสำเร็จโลกคงต้องจารึกชื่อข้าให้ปรากฎเรืองนามและถูกเล่าขานกว่าเทพองค์ไหนไหน
           “นับแต่สงครามแห่งมหาเทพ บรรพบุรุษของข้าได้เลือกข้างผิดจึงพ่ายแพ้ให้มหาเทพซูสโดนไล่ต้อนให้มาอยู่แห่งด้อยพัฒนา และถูกทำลายอารยธรรมตำราวิชาการหมดสิ้น แม้แต่ไฟก็ยังโดนยึดไป หากพวกข้ามีอารยธรรมอีกครั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์คงถูกทำลายสิ้น ข้าจึง..”ท่านผู้เฒ่าเริ่มพูดอีกครั้งแกคงรีสตาร์ทเครื่องอยู่ถึงได้เงียบไปสักพักไม่เป็นไรข้ารอได้
            “ท่านเชื่อข้า...มนุษย์จะกลับมา คัมมอน”ที่จริงข้าจะใช้วิธีโหดร้ายก็ได้แต่การทำแบบนั้นมันวิธีของอาเรส
            “เพื่อสิ่งใดอำนาจ วาสนา ทรัพย์สมบัติ”เสียงของคนแก่ที่พูดช้าช้าเนิบเนิบ
            “เพื่อมนุษย์รุ่นต่อไปที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกท่าน”
             “เรามีสิ่งใดให้เชื่อมั่น”ดวงตาของแกช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยแววสงสัยและเคลือบแคลง
             “ความหวัง....”แสงสีทองเรืองรองขึ้นมาจากร่างฉันอีกครั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนดังมียี่ห้ออาเทน่าเรืองแสงประทับไว้รับประกัน
             
           สายตาของท่านผู้เฒ่าเปลี่ยนไป  จากเคลือบแคลงกลายเป็นความศรัทธาข้ารับรู้ได้สัมผัสแห่งความหวังที่ส่งออกมาจากใจของเค้า มันเป็นความสามารถพิเศษของข้าในการสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับผู้อื่น
              “ท่านจะเริ่มต้นเช่นใด”ท่านผู้เฒ่าเริ่มถามอีกครั้ง ท่าทางผ่อนคลายไม่แข็งเกร็งอย่างเมื่อครู่
             “ข้าจะนำลูกหลานของท่านไปฝึกศิลปะวิชาการต่างต่างที่เมืองแห่งเราเมื่อพวกเค้าสำเร็จวิชาการ ข้าจะให้พวกเค้าออกเดินทางไปสั่งสอนถ่ายทอดวิชาการแก่เหล่ามนุษย์ยังดินแดนอื่นอื่น”ข้าแถลงนโยบายที่คิดเอาไว้เมื่อสามสี่วันที่แล้วให้ฟัง
              “ลูกหลานข้าจะได้กลับมาแน่รึ”น้ำเสียงสงสัย สองมือของผู้เฒ่ากำไว้พอหลวม
              อืมจริงซินะ ข้าฉุกคิดได้ถึงของสำคัญในกระเป๋าหนังใบเล็ก ข้าล้วงมือเข้าไปเพื่อหยิบสิ่งนั้นออกมา
           “นี่คือรูปปั้นแห่งข้าอาเทน่าธิดาแห่งซูสซึ่งมหาเทพซูสได้มอบให้แก่ข้าไว้ อีกหกปีข้าจะนำพวกเค้ากลับมาเพื่อรับรูปปั้นของข้าคืน นี่คือสิ่งแทนคำสัญญาของข้า”ข้าหยิบรูปปั้นอาเทน่าขนาดเล็กประมาณสองฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าหนังใบเล็กเล็กสีน้ำตาลแบบผูกเชือกไข้วของอาร์เทมิสชูแล้วยื่นไปตรงหน้าของผู้เฒ่า
           ท่านผู้เฒ่าเหลือบสายตาลงมองรูปปั้นอาเทน่าที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ผุดผ่องดังตัวข้า ซึ่งเฮฟเฟตัสสุดยอดช่างของเหล่าเทพทำขึ้นมากับมือ มีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล
              แต่แทนที่ท่านผู้เฒ่าจะยื่นมืออกมารับไป..กลับส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ
             นี่เจ้าจะปฏิเสธความหวังดีของข้ารึ ข้ามองหน้าผู้เฒ่าแบบเอาเรื่องปนสงสัย
              แววตาของท่านผู้เฒ่าที่มองกลับมานั้นนิ่งสงบแต่สยบความเคลื่อนไหว
          “ข้ามิได้เชื่อมั่นในวัตถุใดใด ข้าเชื่อมั่นในความหวัง..ที่ท่านมอบให้แก่พวกเราท่านจงนำลูกหลานพวกเราไปฝึกฝนเถอะ” ข้าละอึ้งไปกับคำพูดของผู้เฒ่า...ประโยคสั้นสั้นแต่เฉียบคม
             ข้าเก็บรูปปั้นอาเทน่าทองคำลงกระเป๋าหนังสีน้ำตาลด้วยความเขินอายนิดนิด เชื่อมั่นในความหวัง...
       
            เด็กวัยไล่เลี่ยกับเจ้าฟอน อีกเก้าคนเดินออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานตามคำสั่งของท่านผู้เฒ่าที่บอกต่ออุดมการณ์ของข้าให้พ่อแม่เจ้าหนูพวกนี้รับรู้ อืมเด็กผู้ชายหกคน เด็กผู้หญิงสามสี่คน สิบคนซินะ มูรานิซิสเองก็ทำหน้าที่จดชื่อของแต่ละคนไว้ในสมุดบันทึกเล่มเล็กสีดำ ส่วนข้าเองก็ไปทำความรู้จักคุ้นเคยกับพวกเด็กเด็กอย่าง..เอ่อสนิทสนม
          “เจ้าชื่ออะไรจ้ะ”ข้าถามชื่อเด็กผู้หญิงคนนึงที่ผมสีเขียวผิวขาว
             “เด้เด้ค่ะ” เด้เด้ชื่อเก๋ดี
             “แล้วหนูล่ะ”ข้าถามชื่อเด็กผู้ชายผมยาว ตาโตเรียวสีดำผิวขาวที่ยืนติดกัน
             “โชโชครับ” ชื่อโชโชก็โอเค
           “ทาลีนีสค่ะ”เด็กผู้หญิงผมยาวสีแดงตากลมผิวขาวที่หน้าตาแก่นแก่นเอาเรื่อง
              “ซาราวิดิสครับ”เด็กผู้ชายตาโตผิวแทนตัวใหญ่หน้าทะเล้นยิ้มแย้ม
             “นสสนาค่ะ”เด็กผู้หญิงหน้าหวานเรียบร้อยผิวขาวผมยาวสีชมพู
               “วีวี่ค่ะ”เด็กผู้หญิงผู้หญิงหน้าหวานผิวขาวผมยาวสีน้ำตาล
              “นีสพางอสครับ” เด็กผู้ชายตาโตผิวขาวตาเล็กผมสั้นสีชมพูคงเป็นพี่น้องกับนสสนาซินะ
              “พาราดิสครับ”เด็กผู้ชายผิวขาวตาโตผมเทา
               “ชิมม่อนครับ”เด็กผู้ชายหน้าเรียวผมดำหน้าเฉย
              ข้าถามชื่อเด็กคนอื่นอื่นจนครบทั้งหมด จนมาถึงเจ้าฟอนที่หน้าตากวนที่สุดในบรรดาเด็กทั้งหมด
              “พี่สาวแสนสวยจะพาพวกเราไปที่เมืองของเทพเจ้าใช่มั้ยล่ะ”เข้าใจพูดนะ แต่เรียกข้าพี่สาวทำไมข้านะเพิ่งสิบสามอายุมากกว่าเจ้าแค่หกปีเอง
              “น่ารักมากข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าใหม่นะ”
             “เพราะเหตุใด ชื่อของข้าพ่อแม่ข้าตั้งให้นะ”เจ้าเด็กบ้าทำหน้าสงสัย
             “ที่มิลานาโวซิเอต้า ชื่อของเจ้าจะแปลกไปทำให้ผู้อื่นสงสัย”
               “งั้นรึ”เจ้าฟอนเสียงอ่อยลง
               “ข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่า เบลเลเลอฟอน เพราะมาก เท่ล้ำสมัย”ชื่อนี้ข้าคิดเองเมื่อกี้เลยนะ
           เจ้าฟอน หรือในชื่อใหม่ว่าเบลเลเลอฟอนทำเฉยแต่ก็ยอมรับ
 
             เคเคที่จัดการเขมือบกวางเนื้อแน่นสองตัวเป็นที่เรียบร้อยก็เดินส่ายอาดอาดมาหาอาเทน่าและมูรานิซิสที่ยืนอยู่กลางลานของชุมชนกับพวกมนุษย์ จงงอยปากสีขาวมีคราบเลือดแดงเปรอะประปราย หน้าตาอิ่มเอมพอใจกับอาหารที่รสชาติถูกปาก
           แต่เมื่อมันรู้ถึงเรื่องที่อาเทน่าจะนำเด็กซึ่งเป็นลูกน้องของตนไปสิบคนก็แสดงความไม่พอใจออกมาเพราะเด็กพวกนี้สามารถหาอาหารสืบพันธ์ออกลูกออกหลานให้เป็นบริวารมันได้อีกมากนัก
             “ถึงเจ้าจะเป็นอาเทน่าธิดาแห่งซูสแต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาเอาลูกน้องของข้าไปได้แม้แต่คนเดียว”เคเคสยายปีกสีดำออกมาขู่ จงงอยปากอ้ากว้างสีแดง ตาเขียวปั้ด
             “เจ้าจะทำอันตรายอันใดอาเทน่ารึ”มูรานิซิสชักดาบเงินออกมาเตรียมพร้อม
             มูรานิซิสกับเคเคยืนจ้องตากัน วางท่าเตรียมสู้ ท่ามกลางความหวาดผวาของคนอื่นอื่นที่หลบไปอยู่หลังที่พัก
             อาเทน่าที่เกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลายจึงยกมือห้ามมูรานิซิสที่เงื้อดาบขึ้นมาเหนือศีรษะ แล้วเดินไปยืนตรงหน้าเคเค
            “ข้ามีสิ่งแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เจ้ามิอาจปฏิเสธได้”ข้าเองก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้เจ้ากริฟฟอนดำหน้าเลือดมีหรือที่แกจะยอมเสียเปรียบ
          เคเคที่โกรธเกี้ยวพอได้ยินคำว่าข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้มันก็มีท่าทีสงบลงหุบปีกแต่ยังระวังตัว
             มูรานิซิสลดดาบลง แต่ก็ยังไม่ไว้วางใจ
          “เจ้ามีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน”เคเคถามขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า กับสายตาที่หยั่งเชิง
           อาเทน่าเปิดกระเป๋าหนังใบเล็กออกมา และหยิบขลุ่ยทองคำออกมายื่นให้กับเคเค
              เคเคก้มหน้าลงมามองขลุ่ยทองคำในมือของอาเทน่าอย่างสงสัย สีทองของมันเป็นประกายแยงเข้าไปในตาดีแท้
            “มันคืออะไร”
            “ขลุ่ยวิเศษเมื่อเจ้าเป่ามันสามครั้งบรรดาเนื้อทราย ละมั่งกวางป่าสัตว์กินพืชจะมาหาเจ้า เจ้าลองเป่าดูซิ” อาร์เทมิสให้ข้ามาเลยนะเจ้าดำ กริฟฟอนเถื่อนอย่างแกจะรู้ค่ามันรึ
         
           มูรานิซิสที่มองอยู่ด้วยความระแวงเดินเข้ามาหยิบขลุ่ยไปจากมืออาเทน่า และยื่นให้กับเคเคด้วยมือตนเอง
              เคเคเอาเท้าหน้าหยิบขลุ่ยสีทองไปอย่างรวดเร็ว มันพิจารณาขลุ่ยซักเพลาแล้วจึงใช้จงงอยขาวคีบไว้
          “หวู่ หวู๋ หวู๊”เสียงขลุ่ยที่มันเป่าออกมาดังเป็นทำนอง
           และไม่ช้าหลังจากนั้นเสียงฝีเท้าของสัตว์นานาชนิดก็ดังใกล้เข้ามา
            บรรดาสัตว์กินพืชใหญ่น้อยที่อยู่ใกล้พอเสียงขลุ่ยไปถึงเดินออกมาจากชายป่า พวกมันเดินมารวมกลุ่มกันประมาณหลายสิบตัว ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน
            เคเคมองสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กที่มารวมตัวกันอย่างพึงพอใจด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อในอำนาจวิเศษของขลุ่ยทองคำ
           “อืมแต่สิบคนมันมากไปมั้ย เจ้าพวกนี้สามารถหาอาหารเพิ่มสมาชิกให้ข้าได้อีกมากมาย”กริฟฟอนจอมเจ้าเล่ห์ยังละโมภ
            “แต่เจ้าจะมีอาหารกินไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องออกแรงไปล่า”ข้าทุ่มสุดตัวแล้วนะ มือข้างซ้ายของข้ายกขึ้นมาเสยผมที่ปรกหน้าเพียงหนึ่งเส้น
           “ข้าให้ห้าคน”เคเคมองไปที่กลุ่มเด็กพวกนั้น
        “เจ้าจะต้องการสิ่งใดอีกหากมีขลุ่ยวิเศษนั้นแล้ว สิบคนกับเนื้อสดสดที่เดินมาให้เจ้ากินทั้งชีวิต”ข้าเองก็เริ่มหมดความอดทนแล้วนะเจ้ากริฟฟอนดำ
            เคเคนิ่งคิด ตาสีเขียวของมันกวาดตามองกับฝูงสัตว์ตรงหน้าเพื่อชั่งใจ
            “ข้าตกลง”มุมปากมันแสยะยิ้ม อย่างกับรอยยิ้มของพ่อค้าหน้าเลือดก็ไม่ปาน
 
            เจ้ากริฟฟอนดำบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อออกไปหาแหล่งอาหารในที่แปลกไปเมื่อมันได้ขลุ่ยทองคำแล้วมนุษย์พวกนี้ก็แทบจะไม่จำเป็นสำหรับมันอีก มันเพียงปล่อยทิ้งไว้เพื่อเอาไว้ใช้งาน รักษาอาณาเขตบริเวณและออกลูกหลานให้เป็นบริวารมัน
            อาเทน่ามองดูเจ้ากริฟฟอนดำที่บินหายลับตาไปยังสุดขอบฟ้า ด้วยสายตาเคืองเคืองช่างร้ายนักแต่ก็ยังตกลงกันได้
            แล้วนางจึงหันมาสั่งให้มูรานิซิสกับเด็กทั้งสิบคนเตรียมพร้อมเดินทางซึ่งหากเดินด้วยเท้าคงต้องใช้เวลาทั้งวันและคืนกว่าจะถึงทางกลับ
            “อาเทน่าท่านจะนำพวกเด็กทั้งสิบกลับไปยังดินแดนเราด้วยวิธีการใด”มูราเจ้าทำหน้าสงสัยข้าอีกแล้ว
           “นั่นซิ”ข้ารับคำแต่แกล้งมองไปทางต้นตะขบป่า
           “หากท่านพ่อท่านรู้จะเกิดเรื่องใหญ่”เสียงมูราช่างเครียดนัก
            “มูรานิซิส ข้ามีแผนการ”ข้าพูดด้วยเสียงสดใสและหันไปยิ้มเพียงนิดอย่างคนเจ้าเล่ห์
            แต่มูราเองก็ยังเครียดอยู่ดี ได้แต่ยิ้มเจื่อนเจื่อน เจ้าเองก็อยู่กับข้ามานานน่าจะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่ข้าทำไม่สำเร็จ
   
           หลังจากการร่ำลาของเด็กเด็กกับท่านผู้เฒ่าและญาติมิตรทุกคน ชายฉกรรจ์ห้าคนก็ยังเดินตามมาส่งพวกเราไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ พวกเขายังคงยืนดูพวกเราเดินห่างมาจนลับสายตาผ่านชายป่าโปร่งและห่างแม่น้ำมาไกลจนไม่ได้ยินเสียงแม่น้ำ เดินทางไปตามแนวเชิงเขาที่ทอดตัวยาวไปทางดินแดนแห่งเทพเจ้า
           พวกเราเดินทางกันอย่างไม่หยุดพัก เดินทางตั้งแต่แสงอาทิตย์ของเทพอพอลโล่ยังเข้มข้นจนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแสงในยามเย็นเงาของต้นไม้ที่ทอดตัวยาวและเสียงนกร้องหารัง แต่ก็ยังไม่ถึงทางกลับดินแดนแห่งเทพเจ้า
         ขบวนพาเหรดที่นำโดยอาเทน่าตามมาด้วยเด็กทั้งสิบคนและมีมูรานิซิสปิดท้ายเดินทางมาถึงเชิงเขาที่มีถ้ำเล็กเล็กที่มีต้นไม้และต้นหญ้าขึ้นรกปากถ้ำ ในยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า
         “มูรานิซิส เย็นย่ำแล้วพวกเราคงต้องพักกันที่นี่”ที่จริงข้ายังเดินทางได้อีกหลายเพลาแต่เด็กนะซิต้องพักผ่อน
           มูรานิซิสพยักหน้าสั่งพวกเด็กเด็กให้รอที่ปากถ้ำ เธอดึงดาบออกมาถือไว้ในมือแล้วก้าวย่างอย่างระมัดระวังเข้าไปสำรวจภายในถ้ำผ่านปากถ้ำที่เล็กและแคบรกดำเข้าไป
           สักพักนางจึงเดินออกมาจากในถ้ำด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
         “ปลอดภัยค่ะอาเทน่า ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดใด”เธอเก็บดาบเข้าฝักหนัง
          “ข้าจะไปหาฟืนมาก่อกองไฟสำหรับค่ำคืนนี้”มูรากล่าวจบจึงเดินไปหากิ่งไม้และท่อนไม้บริเวณนั้น
         ข้าสั่งให้พวกเด็กเข้าไปพักผ่อนข้างในถ้ำและทิ้งตัวลงนั่งพักเหนื่อย มองเท้าที่เดินย่ำพื้นมาทั้งวันมันเริ่มอ่อนล้าขึ้นมาเพียงนิด กล้ามจะขึ้นที่น่องข้าไหมนะถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะกลายเป็นหญิงถึกไปนะซิ ข้าเริ่มวิตกกังวล
           มูรานิซิสที่หอบท่อนไม้เป็นสิบท่อนเดินเข้ามาในถ้ำ เธอทิ้งท่อนไม้เหล่านั้นไว้ที่พื้นด้านนึงแล้วเดินกลับออกไปอีก เจ้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยหรือไร
           ข้ากวาดสายตากลับมามองพวกเด็กเด็กที่เดินเท้าเปล่ากันมาทั้งวัน บางคนก็นอนหลับพักผ่อน บางคนก็นั่งคุยกัน เด็กพวกนี้จะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจถึงแก่นวิชาที่แท้จริงได้นะ มนุษย์ที่ถูกเทพเจ้าตัดหางปล่อยวัดจะได้กลับไปยังดินแดนที่พวกเค้าเคยอยู่อาศัยอีกครั้ง
       
           กองไฟถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความสว่างและอบอุ่นด้วยกองท่อนไม้ที่มูรานิซิสไปเก็บมาและผลึกไฟของเฮฟเฟตัส ข้าทานขนมปังธัญพืชและเนื้อตากแห้งที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้มาจนอิ่มหนำถึงรสชาติมันจะสู้เนื้อสวรรค์ของเทพีเฮสเทียมิได้เลยก็ตามแล้วจึงเอนตัวลงนอน มูรานิซิสซึ่งยังคงนั่งกอดดาบไว้ในมือเพื่อเฝ้าระวังภัย
          พวกเด็กเด็กที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นเปลวไฟต่างพากันตื่นอกตื่นตา ที่ได้เห็นไฟเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ได้แต่นั่งมองอยู่ห่างห่าง
          มีแต่เจ้าฟอนหรือในชื่อใหม่ที่แสนเก๋ไก๋ว่าเบลเลเลอฟอนที่กล้ากว่าคนอื่นค่อยค่อยเดินเข้าไปใกล้และยื่นมือเข้าไปหากองไฟที่กำลังลุกโชนสีแดง
        “หากมือเจ้าเข้าไปใกล้มันอีกเพียงนิด มันจะกินมือเจ้าเข้าไป”เสียงของมูรานิซิสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบอกเตือน
         เบลเลเลอฟอนที่กำลังมีสมาธิถึงกับสะดุ้งหดมือกับเข้าหาตัว
       “เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร”เบลเลเลอฟอนเงยหน้าถามมูรานิซิส
        “มันมีชื่อเรียกว่าไฟ”
        “ไฟ”เสียงที่แสดงถึงความสงสัย
         “ซูม ซู่ เปรี้ยะเปรี้ยะ แต้ะ”เสียงของไฟและเสียงระอุของท่อนไม้ที่ถูกไฟลามเลียเป็นสีแดงส้ม
        “มันให้ทั้งความอบอุ่นและความปลอดภัยแต่ก็สามารถทำอันตรายเราได้ด้วยความร้อนแรงของมัน”
       “ข้าเพิ่งเคยได้เห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา”
         “เพราะซูสไม่อนุญาตให้มนุษย์ได้ใช้มันมีแต่เทพเจ้าและเหล่าบริวารที่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน ต่อไปเมื่อเจ้าเห็นมันอีกจงอย่าทำหน้าแปลกใจ”
          เบลเลเลอฟอนพยักหน้าแต่สายตายังคงมองที่เปลวไฟที่กำลังลุกโชน
          ข้าค่อยค่อยหลับตาลงเพื่อพักผ่อนให้มีเรี่ยวแรงสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

         ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ความมืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในถ้ำมีเพียงแสงจากกองไฟที่ให้ความสว่าง ไปทั่วโพรงถ้ำที่มืดดำ หญ้ารกรกที่ขึ้นเต็มหน้าถ้ำเป็นเหมือนดังกำบังตาจากสิ่งภายนอก “...”เสียงของรัตติกาลภายในถ้ำที่ต้องใช้ความเงียบสงบและเวลาเพื่อฟัง ข้างในถ้ำยามนี้ช่างมีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งนักว่าจะมีสิ่งใดอยู่ในนั้น
           “หวีดดหวิวว” เสียงสายลมภายนอกถ้ำดังเป็นทำนองที่โหยหา
          ปรากฏร่างร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าถ้ำเล็กเล็กที่ปากถ้ำค่อนข้างเล็กและแคบมีต้นหญ้าขึ้นรกเต็ม ร่างนั้นสูงใหญ่เกินกว่ามนุษย์ชายวัยหนุ่มทั่วไปมากนัก ร่างนั้นเปลือยเปล่าหัวมนมนโล้นเลี่ยนของมันมีคราบน้ำเยิ้มเป็นเมือกจากการตากน้ำค้างเที่ยงคืน มันสูดดมกลิ่นถ้ำอย่างเสน่ห์หา แสงสว่างจากกองไฟที่เล็ดรอดออกมาเพียงนิดสะดุดนัยน์ตากลมใหญ่เพียงดวงเดียวกลางใบหน้าของมัน             
         มันยืนลังเลสักครู่แล้วจึงหันหลังกลับเดินหายเข้าไปในป่า ถ้ำมันเล็กและแคบเกินไป อีกทั้งหน้าทำก็รก กลิ่นปากถ้ำก็ไม่ถูกใจ
       
           อาเทน่าตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่าในยามเช้าด้วยว่าเธอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เธอเทน้ำจากกระบอกน้ำรินใส่อุ้งมือเพื่อล้างใบหน้าที่สดใสขาวอมชมพู
       “อู้..ซาบซ่าจริงเลย”เสียงอุทานอย่างถึงใจของเทพธิดาน้อยในรุ่งอรุณ
       ,มูรานิซิสที่นั่งเฝ้ามาทั้งคืนอีกด้านของผนังถ้ำแม้จะเผลอหลับไปเพียงไม่นานก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่กองไฟที่มอดดับ
        เธอเขี่ยขี้เถ้าให้กระจายเพื่อดับไฟ
         พวกเด็กเด็กยังหลับอยู่
       “อาเทน่า เราจะเดินทางกันตอนไหนค่ะ”
       “ปลุกเด็กให้ตื่นขึ้นมาทานอาหารแล้วออกเดินทางกันเลย”
       “อืม วันนี้คงไปถึงปากทางกลับดินแดนเทพเจ้า แล้วนอนพักอีกนึงคืน”
          อาเทน่าทอดสายตาไปมองเด็กที่นอนหงายแผ่หรากับพื้นถ้ำ
      “มูรานิซิส ข้าจะเทรนเด็กชุดนี้ให้คว้าแชมป์โลกในอนาคต”อาเทน่าพูดด้วยแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
       มูรานิ่งอึ้ง...ค่อยค่อยหันหลังไปอีกทาง
      “เอางั้นเลย”เธอเพียงรำพึงเบาเบา

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #2 เมื่อ: 15, สิงหาคม 2010, 03:32:48 PM »

         .เคโรรอสเซนทอร์หนุ่มขั้นอัศวินผู้มีหน้าที่คุมกำลังเซนทอร์รักษาความสงบเรียบร้อยในแถบป่าโปร่งใกล้เชิงเขาขาวหรือในอีกชื่อว่า อาลิสาลาส ที่อยู่บนเทือกเขาที่ทอดแนวยาวขวางลำระหว่างดินแดนแห่งเทพเจ้าและดินแดนมนุษย์ผู้ไร้อารยธรรมซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเซอร์สตาร์แพททินอสผู้ปกครองอาณาจักรมิลานาโว่ซิเอต้าซึ่งขึ้นตรงต่อเทพซูสโดยตรง เคโรรอสเดินเยื้องย่างมาที่เชิงเขา ณจุดที่เขามาส่งเทพีน้อยอาเทน่าจอมป่วนและมูรานิซิสเมื่อสี่วันที่แล้ว ใช่แล้วละสี่วันแห่งความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่เค้าต้องเฝ้ากังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ ว่าอาเทน่าธิดาองค์น้อยแห่งซูสจะปลอดภัยหรือไร วันนี้เขาจึงรีบตื่นมาแต่เช้าเพื่อมารอรับอาเทน่าแต่ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาค่อนบ่ายอาเทน่าก็ยังไม่โผล่เงาออกมาจากปากทางเลย
               “กุ๊บกิ๊บ กุ๊บกั๊บ”เสียงฝีเท้าที่เดินวนไปมาอย่างกระวนกระวาย
                   สายตาที่มองไปยังปากทางออกครั้งแล้วครั้งเล่า
                   จิตใจที่ร้อนรุ่มดังการปะทุของภูเขาไฟ
                 “เฮ้อ”เสียงถอนหายใจ
                 “เฮ้อ”อีกครั้ง
         เคโรอสคิดถึงวัยเด็กที่เขาชาบูมาโดกะแห่งออเร้นโรด อายานามิเรย์แห่งเอวานเกเลี่ยน อัยแห่งวิดิโอเกิร์ล อิซึกิ อิโอริแห่งI’s สาวๆลูกศิษย์ของเนกิมะ มิสะมิสะแห่งเดธโน้ต สาวสาวแห่งคอบบร้า สาวสาวแห่งบ้านพักอลเวง ฮารุฮิ นางาโตะ อาซาฮินะแห่งเรียกเธอว่าพระเจ้าซึซึมิยะ ฮารุฮิ สี่สาวเคออน น้องปู น้องงู น้องลิงแห่งบาเกะโมโนกาตาริ สะสมโมเดล ด๋อย เน็นดอย ฟิกม่า ช้อบบิท เลิฟพลัส เล่มเกมส์จีบสาว รู้จักแต่นักร้องที่ชื่อ.ฮิโรโนบุ คาเกยามะ เบอร์รี่โคโบ มอร์นิ่งมอซูเมะ เกิร์ลเจเนเรชั่นไปเต้นสะบัดหัวสะบัดหางอย่างไม่อายใครในคอนเสิร์ตแก๊งการ์ตูน ชื่นชอบพิธีกรสาวแต่งคอสเพลย์ในช่องเคเบิลการ์ตูน โหลดริงโทนการ์ตูนที่ชอบไว้เป็นเสียงเรียกเข้าและเสียงรอสาย ดาวโหลดอัพโหลดหนัง เพลง รูปภาพ โดจินการ์ตูนที่ชื่นชอบ แต่งฟิคลงเว็บการ์ตูน สะสมหมอน ปลอกหมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม คัตเอ้าเท่าตัวจริงของตัวการ์ตูนสาวสาว ใฝ่ฝันและเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินไปเยือนย่านอากิฮาบาระในญี่ปุ่นดั่งผู้แสวงบุญที่ไปสักการะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตน เพื่อซื้อของถ่ายรูปสาวสาวที่แต่งคอสเพลย์จับกลุ่มกันเต้นด้วยกล้องแฮนดิแคมอย่างดีซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของพวกเขา...ซึ่งเขาเลิกทำตัวแบบนั้นได้อย่างเด็ดขาดเพราะ...อาเทน่า
     
         เวลาล่วงเลยมาจนเกือบยามเย็นแสงอาทิตย์ที่ลดความร้อนแรงกลายเป็นแสงสีส้มและค่อยค่อยต่ำลงเรี่ยดิน เคโรรอสที่ยังยืนรอ ก็ยังรอต่อไป หน้าเริ่มเหี่ยวอย่างหมดอาลัยตายอยากหากอาเทน่าไม่กลับมาในวันนี้ ตนจะเป็นเช่นใดตนจะกล้าปฏิเสธความรับผิดที่ได้สาบานว่าจะจงรักภักดิ์ดีต่อซูสได้หรือทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องราวที่หายตัวไปของอาเทน่าแล้วปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเงียบหายไปเพื่อจะได้ไม่ต้องไปออกตามหาอาเทน่ายังดินแดนไร้อารยธรรม..ตนจะกล้าทิ้งอาเทน่าสหายในวัยเยาว์ได้หรือไม่
                   “เฮ้อ”เสียงถอนหายใจของเคโรรอสเป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้
            เคโรรอสหันหน้ากลับมองไปยังเมืองมิลานาโว่ซิเอต้าด้วยใบหน้าเครียด
                    “สวบ สวบ สวบ”เสียงดังของการเดินที่ดังมาทางยังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นดังมาเข้าหูทั้งสองข้างของเซนทอร์หนุ่ม
            เคโรรอสหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
         
            ที่ปากทางเข้าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มไม้หนาปิดบังไว้ปรากฏร่างของอาเทน่า มูรานิซิสและ..เด็กชายหญิงอีกสิบคนที่เดินเรียงแถวออกมา
           เคโรรอสมองอาเทน่าด้วยแววตายินดีหน้าตาชื่นใจแต่ว่า....
              “ท่านอาเทน่า.มูรานิซิสและเด็กทั้งสิบ” จริงจริงด้วยแฮะ ข้าคงมิได้ตาฝาดเป็นแน่แท้ ท่านอาเทน่าไปนำพาเด็กทั้งสิบมาจากที่ใดกัน
              “เคโรรอสเจ้ามารอข้านานแล้วรึ”
              “ไม่นานขอรับอาเทน่า มูรานิซิสข้าดีใจที่เห็นพวกท่านกลับมา..แต่ทว่า..”เคโรรอสเหลือบสายตาไปมองเด็กทั้งสิบ
               “ลูกน้องข้านะเป็นเด็กมนุษย์ในฝั่งนั้น”
               “ท่านอาเทน่าถ้าบิดาท่านรู้เรื่องของเด็กมนุษย์ทั้งสิบนี้ละก็...”เสียงของเคโรรอสเป็นกังวล
               “เคโรรอส..เจ้าก็น่าจะรู้นะว่าเจ้าควรทำประการใด”เสียงอาเทน่าเยือกเย็น
           เคโรรอสรู้สึกหวิวหวิวกับคำพูดของอาเทน่าหากนางพูดแบบนี้แสดงว่าข้าคงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวน่าปวดหัวที่คาดไม่ถึงอีกซินะ
           
         อาเทน่า มูรานิซิส เคโรรอสพาเด็กทั้งสิบกลับไปยังวังของอาเทน่าที่อยู่ออกมาชานเมืองมิลานาโว่ซิเอต้าบริเวณกำแพงชั้นนอกของเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในแถบบริเวณที่มี ป่าไม้เบาบาง ลำธารเล็กเล็กใสสะอาดไหลผ่านข้างวังของอาเทน่าที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยที่ดูสวยงามไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ วังสีฟ้าอ่อนมียอดแหลมหนึ่งยอดอย่างในเทพนิยายดูสวยงามสะอาดตา
            ประตูวังถูกเปิดออก พัลลัสนางฟ้าผิวขาวสูงโปร่งผมน้ำตาลยาวเป็นลอนใหญ่ตากลมโตสีฟ้าปีกบางในชุดเมดเป็นผู้เปิดประตูออกมาต้อนรับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
                    “สวัสดีค่ะ ท่านอาเทน่า มูรานิซิส เคโรรอสและ..เด็กทั้งสิบน่ารักจังค่ะ”
                  “ไงจ้ะ พัลลัสฉันไม่อยู่หลายวันคิดถึงบ้างมั้ย”
                     “คิดถึงมากค่ะ ไม่มีใครชวนทายปัญหา เหงาเลย”
         นางฟ้าพัลลัสทำหน้าเหงาแต่ก็มีเสน่ห์จับใจยิ่งนัก
            เธอก้มหน้ามองดูเด็กทั้งสิบด้วยดวงตากลมโตสีฟ้าใส
                      “แล้วเด็กเด็กทั้งสิบนี่ละค่ะ”
         พัลลัสย่อตัวลงไปเล่นกับเด็กเด็ก
                       “ลูกน้องฉันนะ สนิทสนมกันไว้นะ”
                         “ฉันเป็นแม่บ้านผู้ดูแลวังของท่านอาเทน่ามีชื่อว่า พัลลัสจ้ะ”
                     “พี่สาวสวยมากเลยเป็นนางฟ้าใช่มั้ยครับ”นีสพางอสชม
                        “จ้ะ”พัลลัสยิ้มอย่างมีความสุข
        พัลลัสทักทายเด็กเด็กอย่างสนิทสนมด้วยเวลาอันรวดเร็ว แล้วจึงพาไปทานขนมอาบน้ำ
         
            ภายในห้องรับแขกเพดานสูงประดับด้วยโคมไฟระย้า  มีรูปปั้นทองเหลืองเทพีอาเทน่ขนาดเท่าตัวจริงาตั้งอยู่ อาเทน่านั่งพักบนโซฟาหนังตัวยาวสีฟ้าขอบทองคำ ข้าทิ้งตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางสี่วันสำหรับข้าในดินแดนที่ไม่มีระบบน้ำ ไฟ อาหาร ตลาดสด ข้าเริ่มนึกถึงกลิ่นหอมของขนมปังอบของร้านมิสซิสเฮสเทียที่ช่างหอมนุ่มด้วยกลิ่นสมุนไพรป่า ขาหมูชั้นเลิศของที่ทอดและอบได้หวานในกรอบนอกและแทบละลายในปาก ไวท์ชั้นเลิศที่หอมนุ่มกรุ่นกลิ่นติดจมูกไม่มีวันลืมของไดโอนิซุสชาโตส์
          มูรานิซิสขอตัวไปพักผ่อนจากการเดินทางมาหลายวัน
          เคโรรอสซึ่งตามมาส่งก็เดินเข้ามาพักผ่อนในห้องนั่งเล่นด้วยการนั่งลงกับพื้นทั้งสี่ขา
                   “ท่านอาเทน่าไปยังดินแดนมนุษย์มาเสียหลายวันได้พบเห็นสิ่งใดมาบ้างขอรับ”
                   “ฮ่า ฮ่าหลายอย่างเลย เจ้าเองคงกังวนใจมาหลายวันแล้วตอนนี้คงสงบใจได้แล้วซิ”
                      “ก็.ขอรับ..แต่เด็กมนุษย์ทั้งสิบที่ท่านนำมาเพื่อการใดขอรับ”
                     “เพื่อสร้างเด็กชุดนี้ขึ้นมาเป็นนักรบของฉันนะซิ”
        เคโรรอสขมวดคิ้ว
                 “นักรบของท่าน”
                        “ใช่..”
                  “ท่านจะไปสู้กับใครขอรับ”
                   “เปล่าข้าก็พูดเล่นไปเช่นนั้น”
                     “ว้า ข้าตกใจแทบแย่”
                  “แต่เรื่องเด็กทั้งสิบคนนี้เจ้าห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้ หากมีคนรู้ข้าก็จะบอกเรื่องราวของเจ้าให้กับซูสบิดาข้าทราบโดยตรง”
                   “โธ่ ข้านะเป็นสหายกับท่านมาแต่เยาว์ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอนครับ”
                 “ฮ่า ฮ่าข้าพูดเล่นนะ”
           อาเทน่าทำหน้าทะเล้นหัวเราะปากกว้างอย่างอารมณ์ดี
          เป็นเคโรรอสที่ทำหน้าจ๋อยยิ้มเจื่อน

        หลังจากนั้นหนึ่งวัน เด็กทั้งสิบก็ถูกนำไปพบกับเครโทสิอุสอาจารย์ผู้เคยฝึกสอนวิชาการต่อสู้ให้เธอกับมูรานิซิส
       ณ โรงฝึกของเครโทสิอุสที่มีกำแพงอิฐล้อมรอบสูงประมาณสามเมตร ภายในเป็นลานกว้างมีอาวุธและอุปกรณ์การฝึกครบครัน
       เครโทสิอุสยิ้มเมื่อเห็นอาเทน่าที่พาเด็กทั้งสิบมาพบ กล้ามใหญ่ลำบึ้กที่อกสั่นระริกเป็นจังหวะแซมบ้าเป็นการทักทาย
                  “อาจารย์ข้า ข้าดีใจที่ได้มาพบท่าน” เธอสวมกอดกับเครโทสิอุสที่สวมเพียงกางเกงหนังสีดำยาวแค่เข่าร่างกายที่ใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาช่างเร้าใจ
                  “อาเทน่าเจ้ามาหาข้าด้วยการใด แล้วเด็กทั้งสิบนี่ละ”เครโทสิอุสมองเด็กทั้งสิบ
        สายตาของเครโทสิอุสช่างน่าเกรงขามหากเขาไม่ยิ้ม
        เด็กมองอย่างกลัวกลัว เสียงครางในลำคอดัง อื๊อ               
                       “ลูกน้องข้า ข้ามาหาท่านเพราะการนี้”
                      “นำเด็กมาฝากข้ารึ”
                 “ด้วยความเมตตาที่ท่านมีให้ข้า ข้าจึงขอความเมตตาของท่านให้แก่เด็กพวกนี้บ้าง”
                    “อืมมม.”
        เครโทสิอุสนิ่งคิด แล้วจึงยิ้มออกมา
                   “ข้าจะช่วยฝึกเด็กพวกนี้ เพื่อเจ้าเลยนะอาเทน่า”
                  “ข้าซาบซึ้งท่านยิ่งนัก”
          อาเทน่ายิ้มอย่างยินดียิ่งสวมกอดเครโทสิอุสอีกครั้ง

        เวลาผ่านไปหกปีที่เด็กทั้งสิบได้ฝึกฝนและเติบโตมาพร้อมกัน พวกเขาได้รับการฝึกฝนทั้งวิชาต่อสู้ ศิลปะวิทยาการในที่สุดพวกเขาก็ฝึกสำเร็จในขั้นพื้นฐานแรก
                  “อาเทน่าตอนนี้ข้าสำเร็จทุกวิชาแล้วนะ”เบลเลเลอฟอนเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเขาโตขึ้นมากจากเมื่อหกปีที่แล้วแต่ตากลมโตสีน้ำตาลยังคงฉายแววแห่งความซุกซนและกระตือรือร้นเหมือนเช่นเมื่อครั้งยังเยาว์วัย
                “อืมข้ารู้พวกเจ้าทุกคนก็เช่นกัน”อาเทน่าในวัยสิบเก้าปีที่เติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มตัวยิ้มอย่างยินดี
       
         อาเทน่ายืนเคียงคู่กับมูรานิซิส
         บรรดาเด็กหนุ่มสาวอีกเก้าคนที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานหน้าวังของอาเทน่าต่างก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพวกเขาอยู่ในชุดเสื้อหนังคอกลมแขนกุด กางเกงหนังยาวแค่เข่าสีฟ้า สวมเกราะอ่อนสีขาวที่อกแขนขาและไหล่มีสัญลักษณ์ไนกี้ที่เกราะอกด้านซ้ายเป็นสีทองและชื่ออาเทน่าสีทองประทับตราที่เกราะไหล่ด้านขวา
       อาเทน่ายิ้มอย่างพอใจกับชุดที่เธอสั่งตัดมาจากห้องเสื้อเอ็มโมริโอ้เฮสเทียที่ใช้ผ้าไหมอย่างดีและเกราะอ่อนที่ให้เฮฟเฟตัสทำขึ้นจากการออกแบบของเธอเอง นักรบของเธอต้องเก่งและงามสง่า
          เบลเลเลอฟอนที่เติบใหญ่ขึ้นเป็นเด็กหนุ่มหน้าแก่กว่าอายุผมสั้นตายังกลมโตสีดำแววตายังกระตือรือร้นเช่นเดิม ผมสั้นยุ่งเหยิงสีน้ำตาลผิวออกสีแทนเพราะผ่านการฝึกมาอย่างหนัก
          เดเด้เติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวผมสั้นหยักศกเล็กน้อยแค่บ่าสีเขียว ผิวขาวตาโตสีเขียว สายตานิ่งเย็นอ่อนโยน
          โชโชเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มผมยาวตรงสีดำถึงกลางหลัง ตาสีดำโตเรียวยาวยังคงสุขุมเช่นเดิม
           ทาลีนีสเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวผิวขาวตัวเล็ก ตากลมโตดำผมยาวตรงสีแดงมัดไว้ด้วยเชือกสีเทา หน้าตาเธอยังแก่นเอาเรื่องเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก
          ซาราวิดิสเติบโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผิวออกคล้ำ หัวโล้นตาสีน้ำตาลมีแววไฟฟ์เตอร์ ท่าทางดุดัน
          นสสนาเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวหน้าหวานเรียบร้อย ตากลมโตสองชั้นสีดำผิวขาวผมยาวตรงสีชมพูถึงกลางหลัง ท่าทางเย็นเย็นแต่แฝงความร้อนแรงไว้ภายใน
          วีวี่เด็กสาวหน้าหวานตาโตสีทองผมตรงสั้นแค่บ่าสีทองหน้าม้า ขาวอวบผ่องใสซื่อ
          นีสพางอสเด็กหนุ่มผมสั้นเกรียนสีชมพู ตาเล็กดำผิวขาว สูงโปร่งท่าทางซื่อบื้อ เอ๋อเอ๋อ
           พาราดิสเด็กหนุ่มผิวขาวร่างสันทัด ตาโตดำผมสั้นสีเทาท่าทางนิ่งเฉยสุขุม
         ชิมม่อนเด็กหนุ่มหน้าเรียวผิวขาวสูงโปร่งตัวเล็ก ตาสีดำผมยาวยุ่งยุ่งแค่ไหล่ ท่าทางมุ่งมั่น
          พวกเขาทั้งสิบช่างสมกับเป็นนักรบของอาเทน่า แววตาพวกเจ้าช่างไฟฟ์เตอร์ร้อนแรงยิ่งนัก
       
         เครโทสิอุสเดินมาหาด้วยแววตานิ่งขรึม เขาเทรนเด็กชุดนี้ด้วยการเคี่ยวกรำดังพ่อครัวระดับแชมป์เฉือนแชมป์เคี่ยวน้ำซุปพันปี เวลหกปีเขาหมักบ่มพวกเด็กจนได้ที่แตกฉานในสุดยอดวิชารุกรบและรับ
               “อาเทน่าตอนนี้นักรบของเจ้าพร้อมแล้ว ข้ายินดีที่ได้รับใช้ท่าน”
       อาเทน่ายิ้มรับ
                 “ข้าขอบคุณท่านอย่างซึ้งใจอาจารย์ข้า เด็กพวกนี้นับว่าโชคดีนักที่ได้รับการฝึกจากท่าน”
             “มิเป็นไรข้าเพียงทำตามหน้าที่”
        เครโทสิอุสไปยืนเคียงข้างอาเทน่าและมูรานิซิส มองเด็กเด็กที่เขาฝึกมาด้วยแววตายินดียิ่งนัก
                “อืม..ต่อแต่ไปข้าคงจะออกไปท่องโลกกว้างอีกครั้ง”เครโทสิอุสเปรยออกมา
       อาเทน่าหันหน้าไปมองเครโทสิอุส
              “ทำไมเล่าในเมื่อท่านก็เดินทางไปมาแล้วรอบโลกยังมีสิ่งใดให้น่าค้นหาอีกหรือ”
                 “ข้าหยุดพักมานานถึงสิบสองปี เด็กชุดนี้คือชุดสุดท้ายที่จะได้รับการฝึกจากข้าซึ่งพวกเขาคงคว้าแชมป์โลกได้ในอนาคต”
         เครโทสิอุสถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนหันหน้ามา
                 “ข้าเริ่มรู้สึกชาชินกับชีวิตที่สุขสงบหลังจากสงครามกับเทพโครโนสก็ไม่มีสิ่งใดให้ข้าแสวงหาอีกเลย ข้าเลยอยากออกไปผจญภัยอีกครั้ง”
         อาเทน่ายิ้มให้เครโทสิอุสอีกครั้ง
                “ข้ารู้ว่าท่านเป็นนักรบผู้กล้าที่แสวงหาชัยชนะและคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ ข้ากับท่านคงจะได้พบกันอีกในวันข้างหน้า”
                  “ข้าก็หวังเช่นนั้น”
         เครโทสิอุสยิ้มอีกครั้งและเดินกลับไปยังบ้านพักของตนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
         แผ่นหลังของเครโทสิอุสช่างกว้างนัก
 
         อาเทน่าหันหน้ามาทางเด็กหนุ่มสาวที่ยืนเรียงแถวอีกครั้ง เธอเองก็เป็นผู้ฝึกวิชาให้เช่นกัน อย่างเช่น วาทศิลป์ชั้นเซียน เลือกรองเท้าเช่นไรให้เข้ากับใบหน้าและบุคลิก การแต่งตัวที่หรูและดูดี การรับประทานกาล่าดินเนอร์ วิธีทานอย่างคุ้มกับบุฟเฟ่หมูกระทะและฮอทพอท ข่าวเรื่องซุบซิบของแวดวงเทพธิดาเทพบุตร ไว้ตัวอย่างมีค่าวางท่าอย่างมีระดับ ซึ่งล้วนมีประโยชน์ในการเข้าสังคมระดับหรูหราไฮโซของเมืองมิลานาโวซิเอต้า
                   “ข้ายินดีที่พวกเจ้าฝึกฝนตัวเองจนสำเร็จ พวกเจ้าแม้มิใช่เทพเจ้า คนธรรพ์  เซนทอร์ กริฟฟอน นางฟ้าแต่พวกเจ้าก็มีพลังและความรู้ที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปมากนักอาจเรียกได้ว่าเทียบเคียงพระเจ้าเลยทีเดียว เพราะในตอนนี้พวกเจ้าคือ เซน”
                  “เซน..”ทุกคนอุทาน
                   “ใช่ เซนคือผู้ที่เข้าถึงแล้วซึ่งวิชาความรู้และพลังที่เป็นจุดกำเนิดของพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างปาฏิหารย์ได้”
                 “โอ้..โอ้”เสียงอุทานอื้ออึงของเหล่านักรบหนุ่มสาวที่ดังระงม
                   “นั้นก็คือพวกเจ้าแม้เป็นเพียงมนุษย์ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่นี้ แต่พวกเจ้าก็สามารถสร้างจักรวาลของพวกเจ้าได้ภายในกายและระเบิดมันออกมาเป็นพลังอันมหาศาล”
                “พลังจักรวาล”นีสพางอสอุทาน
                “นั้นคือพลังคอสโม”มูรานิซิสพูดด้วยเสียงดัง
                 “ใช่.และต่อแต่นี้ไปพวกเจ้าทั้งสิบจะต้องเดินทางไปยังที่ต่างต่างทั่วโลกเพื่อเผยแผ่ความรู้ให้กับมนุษย์นั้นคือหน้าที่ของพวกเรา”
                  “อาเทน่า ข้าคิดถึงพ่อแม่ข้า”ทาลีนีสทำเสียงเศร้า
                  “อืม..พวกเราจะไปยังที่หมู่บ้านของพวกเจ้าก่อนแล้วจึงเดินทางแยกย้ายกันนะที่จุดนั้น ตกลงตามนี้นะ”
                   “โอ้ทท์..”เสียงขานรับที่ดังพร้อมเพรียงกัน

         ณ บริเวณหมู่บ้านของพวกนักรบแห่งอาเทน่า ที่ซึ่งมีแม่น้ำขาวสะอาดไหลผ่าน เวลาที่ผ่านมาหกปี อาเทน่า มูรานิซิสและหนุ่มสาวทั้งสิบได้กลับมาอีกครั้ง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเมื่อหกปีที่แล้วไม่เปลี่ยนไปเลย
                 “โอ้พวกเจ้ากลับมากันแล้วรึ”พ่อแม่ของพวกเขาและคนอื่นอื่นต่างดีใจออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตา เคเคเจ้ากริฟฟอนดำซึ่งได้หายไปจากบริเวณนี้เป็นเวลากว่าสองปีแล้ว
                 “ใช่พวกข้ากลับมาแล้วและสำเร็จวิชาตามที่ปรารถนา”
                 “ท่านอาเทน่า..ข้าขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยดูแลและฝึกฝนพวกเขาจนเติบใหญ่”ท่านผู้เฒ่าซึ่งยังหนังเหนียวกล่าวขอบคุณแทนชาวบ้านทุกคน
                 “ข้าทำในสิ่งที่สมควร ตอนนี้พวกเขาทั้งสิบจะออกเดินทางไปเผยแผ่และฝึกฝนมนุษย์ในที่ต่างต่างทั่วโลกเพื่อช่วยสร้างอารยธรรมของมนุษย์ที่หายไปกลับมาอีกครั้ง คัมมอน”
           อาเทน่าหันกลับมาทางหนุ่มสาวอีกครั้ง
                  “ต่อแต่นี้ไปพวกเจ้าจะถูกแบ่งเป็นห้ากลุ่ม นสสนากับนีสพางอสพวกเจ้าจงเดินทางไปทางเหนือ..ทาลีนีสกับพาราดิสไปทางตะวันออก..เด้เด้กับโชโชไปทางใต้..ซาราวิดิสกับชิมม่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ..ส่วนเบลเลเลอฟอนกับวีวี่จะอยู่ฝึกฝนผู้คนในบริเวณแถบลุ่มแม่น้ำตรงนี้”
               “โอ้ทท์”เสียงขานรับของเซนทุกคนดังสนั่น
          วันรุ่งขึ้นพวกเขาต่างแยกย้ายกันและสัญญาว่าเมื่อใดที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลือก็จะเดินทางมายังที่ตรงนี้ ชุมชนเล็กเล็กของพวกเราที่เป็นถิ่นกำเนิดเรื่องราวทั้งมวล
     
           เมื่อทุกคนแยกย้ายกันเดินทาง อาเทน่าได้เริ่มพัฒนาชุมชนริมแม่น้ำด้วยการเกณฑ์ผู้คนที่อยู่เป็นชุมชนเล็กเล็กแถบริมน้ำมารวมตัวกันเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น จากคนสี่สิบคนกลายเป็นร้อยและเป็นพันในเวลาเพียงแค่สามเดือน มีการวางระบบน้ำทำการเกษตร วางแผนผังชุมชนสร้างถนน สร้างระบบสาธารณสุข สร้างห้องน้ำ สร้างสิ่งก่อสร้างที่มั่นคงถาวรจากอิฐหิน สร้างโรงเรียน สร้างสถานที่ชุมนุมของคนในหมู่บ้านเพื่อโหวตเลือกผู้นำชุมชน สร้างสถานที่รักษาพยาบาล โรงผลิตเครื่องมือทำการเกษตรและอาวุธ โรงฝึกนักสู้และสร้างกองกำลังดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย แม้แต่ไฟที่ซูสห้ามมิให้มนุษย์ได้ใช้อาเทน่าก็นำมันมาแก่มนุษย์
            วันนึงหลังจากการเดินทางของเหล่าเซนสี่เดือน
            ณ ที่ประชุมของเมืองที่เป็นสถานที่พักผ่อนของอาเทน่า
               “อาเทน่าตอนนี้ ชุมชนของท่านมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันคนแล้วนะครับ”เบลเลเลอฟอนในชุดกางเกงขายาวตัวเดียวโชว์กล้ามอกแน่นเนื้อ
                  “เด็ก เด็กที่อายุตั้งแต่ห้าขวบก็ได้รับการศึกษาทุกคนค่ะ”วีวี่.ในชุดผ้าแพรสีชมพูเปิดไหล่เว้าคอชายเสมอเข่า
                 “กองกำลังของเราที่คัดเลือกจากหนุ่มสาวอายุสิบห้าขึ้นไปก็มีกำลังถึงเจ็ดสิบคนที่พร้อมรบ”มูรานิซิสในชุดผ้าแพรเปิดไหล่ปิดคอชายเสมอเข่าสีเนื้อ
          อาเทน่าในชุดผ้าแพรบางสีฟ้าขาวเปิดไหล่เว้าอกชายกรอมเท้ามีผ้าไหมสีฟ้าคลุมไหล่ซึ่งนั่งบนบัลลังค์ไม้แกะสลักเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์แห่งชัยชนะบุด้วยขนนกพิราบและหุ้มด้วยหนังกูปรีป่ายิ้มอย่างพอใจ
                  “ดีมาก ดีมาก ต่อแต่นี้ไปชุมชนแห่งนี้สมควรมีชื่อชุมชนเสียทีพวกเจ้าคิดเห็นด้วยกับข้าไหม”
                  “แล้วชื่อนั้นสมควรจะชื่อว่าอะไรละครับ”เบลเลเลอฟอนยังเชลียร์ต่อ
                   “ข้าก็ไม่รู้ถึงได้ปรึกษาพวกเจ้า”
          มูรานิซิส เบลเลเลอฟอน วิวี่ต่างพากันครุ่นคิด
                   “ควรเป็นชื่อที่มีความหมายคล้องจองกับชื่อของท่าน”วีวี่เสนอความคิด
                  “ท่านชื่ออาเทน่า..เมืองชื่อเอเธนน่าจะเหมาะสม”มูรานิซิสพูดต่อทันที
                “อืม..จริงซินะ คล้องจองกันดี”อาเทน่ายิ้มรับ
               “ข้าก็เห็นด้วยช่างเพราะนัก”เบลเลเลอฟอนเห็นด้วย
                “ต่อไปนี้สถานที่แห่งนี้จะชื่อว่าเอเธน”อาเทน่าพูดด้วยเสียงเข้มแข็งมีพลัง
         อาเทน่าประกาศให้กับชาวชุมชนทุกคนได้ทราบถึงชื่อของชุมชนที่จะกลายเป็นเมืองในอนาคต
       ผู้คนกว่าพันคนที่มาชุมนุมกันที่ลานกว้างของเมืองต่างโห่ร้องยินดีว่า “เอเธน เอเธน เอเธน”ไปทั่วทั้งลานกว้างของเมือง
 
          เมื่อฤดูกาลผ่านเข้าสู่ฤดูหนาวจากชุมชนเล็กเล็กริมแม่น้ำก็ขยายขึ้นเป็นเมืองที่มีกำแพงไม้และอิฐหินถูกสร้างขึ้นมาล้อมรอบริมฝั่งแม่น้ำ ชาวเมืองเพิ่มขึ้นเป็นสองพันกว่าคน
          บรรยากาศเย็นเย็นมีไอหมอกในตอนเช้าเหมาะแก่การนั่งดื่มกาแฟจิบชาเป็นอย่างยิ่ง
                “กุ๊บกิบ กุ๊บกับ”เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาทางประตูเมืองในยามเช้าวันนึงของฤดูหนาว
         ทหารยามที่เฝ้ากำแพงบนหอไม้มองไปยังผู้ที่มายืนอยู่หน้ากำแพง
         เซนทอร์ตนนึงมาหยุดยืนมองเงยขึ้นมา
                 “เจ้าเป็นผู้ใด”ทหารยามนามว่าจิอันลุยจิผู้เฝ้าประตูเมืองทางทิศตะวันตกตะโกนถาม ควันขึ้นเป็นไอขาวขาวออกมาจากปาก เขาสวมหนังควายป่าทับบนชุดทหารสีฟ้าที่อาเทน่าสั่งทำขึ้นมาโดยความคิดของตนมีตราไนกี้และชื่ออาเทน่าปักที่อกเสื้อด้านซ้าย
                  ข้ามีนามว่า เคโรรอสมาเพื่อพบกับอาเทน่า”เซนทอร์หน้าตาประหลาดตากลมโต ปากกว้างหน้ากลมตะโกนบอกขึ้นมา
                 “มีเหตุอันใด ท่านอาเทน่ากำลังมีประชุม”
                 “ข้ามีข่าวเรื่องซูสบิดาท่านอาเทน่ามาแจ้งให้ทราบ รีบเปิดประตูให้ข้าเข้าไปโดยเร็ว”
         เคโรรอสมีสีหน้ากังวล กระสับกระส่ายตัวไปมา
         ประตูเมืองที่ทำจากไม้สักถูกเปิดออก

         อาเทน่าดีใจที่ได้พบกับเคโรรอสหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมากกว่าสิบเอ็ดเดือน
      แต่สีหน้าของเคโรรอสไม่สู้ดีเลย
                “เคโรรอสเจ้ามีเรื่องอันใด ถึงมีสีหน้ากังวลแม้ยามมาพบหน้าข้า”
                 “อาเทน่า ข้ามีเรื่องของซูสบิดาท่านมาแจ้งให้ทราบ”
                   “อันใดหรือ”
                “ซูสบิดาท่านรู้เรื่องที่ท่านนำไฟมาให้มนุษย์”
        อาเทน่ามีสีหน้าตกใจ “ตึง ตึง” เสียงแห่งความตกใจ
                 “แล้วท่านบิดากล่าวเช่นไร”
                “ท่านหาตัวผู้กระทำผิด เทพเฮฟเฟตัสซึ่งช่วยเหลือท่านจึงถูกลงโทษ..”
                “ด้วยวิธีการใด”
     เคโรรอสหน้าเครียดเหม่อมองออกไปนอกระเบียง
                “ร่างเทพเฮฟเฟตัสถูกนำไปมัดติดยึดกับแท่นหินใหญ่ด้วยโซ่ที่มิอาจตัดได้ เพื่อให้นกมาจิกกันตับจนหมดสิ้น แล้วตับก็งอกขึ้นมาใหม่เป็นเยี่ยงนี้ทุกวันทุกคืน”
          สีหน้าของอาเทน่าตกใจอีกครั้ง “ตึง ตึง ตึง”เสียงแห่งความตกใจ
                 “แต่ท่านซูสก็มิได้ว่ากล่าวท่านเพียงพูดว่าเป็นแค่การเล่นสนุกของเด็กมิได้ถือโทษโกรธเคือง”
                 “อืม..ข้าขอบใจที่เจ้านำข่าวมาบอก แต่เคโรรอสเจ้ารีบกลับไปก่อนจะมีผู้ใดระแคะระคาย”
                 “อาเทน่าหากต่อไปท่านซูสเอาจริง ท่านจะทำเช่นไร”
               “มันเป็นสิ่งที่ข้าคาดการณ์ไว้แล้ว เคโรรอสเมื่อถึงเวลานั้น ข้ากับเจ้าอาจต้องสู้รบกัน”
          สีหน้าเคโรรอสตกใจ “ตึง ตึง ตึง ตึง”เสียงแห่งความตกใจที่ดังกว่าครั้งก่อน
               “ข้ามิอาจทำแบบนั้นได้”
              “แล้วท่านจะทำเช่นไร”
                 “ข้า..ข้าจะอยู่ข้างท่าน”
           อาเทน่ายิ้มโปรยเสน่ห์
           เคโรรอสยิ้มรับอย่างจริงใจ

          เมื่อเคโรรอสเดินทางกลับไปอาเทน่าที่กลัดกลุ้มในใจดังมีไฟสุมในฤทัย  เรียกประชุม มูรานิซิส เบลเลเลอฟอน วีวี่
          เมื่อทั้งสามรู้เรื่องราวของเทพเฮฟเฟตัสก็ตระหนกด้วยคิดว่าแม้ซูสจะมิได้เอาความในยามนี้แต่ในการณ์ข้างหน้าอาจจะวิกฤต
          อาเทน่ายืนที่ระเบียงมองเมืองเอเธนที่ถูกสร้างขึ้นมาสิบเอ็ดเดือน จากที่พำนักของตนที่สร้างขึ้นจากไม้และอิฐสองชั้นกว้างขวางใหญ่โตที่สุดในเมืองเบื้องหน้าเป็นลานกว้างของชุมชนที่เป็นตลาดและสถานที่พักผ่อนที่มีน้ำพุที่สร้างจากอิฐ  มีอาคารที่สำคัญที่สร้างจากไม้เรียงรายล้อมรอบ ทั้งอาคารเรียน อาคารพยาบาล หอตำรา อาคารประชุมของเมือง ตลาดการเกษตร และถนนสายใหญ่ของเมืองที่ทอดยาวไปสู่ประตูเมืองทางด้านติดริมแม่น้ำ
         อาเทน่าถอนหายใจ เสียงถอนหายใจของเธอไม่ดังแต่ก็บ่งบอกถึงความรู้สึกในจิตใจเธอได้ดี
        เธอมองผู้คนที่เป็นพลเมืองของตนที่ยังมิได้รู้เรื่องนี้ หากทุกคนทราบคงจะเกิดโกลาหลเป็นแน่แท้
                “อาเทน่าข้าว่าเราควรวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว”
        อาเทน่าหมุนตัวกลับมา ชาแอปเปิ้ลที่ปลูกจากไร่ริมแม่น้ำของแพตตามาลินที่อยู่ในถ้วยชากระเบื้องสีขาวยังหอมกรุ่นควันขึ้นเป็นไอ
              “ฮึ เจ้าว่าสิ่งใดนะ มูรานิซิส”
              “ข้าเสนอว่าเราควรวางแผนเตรียมการเฉพาะหน้าและวางแผนรับมืออย่างเต็มรูปแบบในอนาคต”
            “เจ้าเสนอความคิดมาซิ”
              “ขั้นแรกเราควรติดต่อกับเซนคนอื่นอื่นที่แยกย้ายกันไปตามที่ต่างต่างเพื่อส่งข่าวและขอแรงในการสู้รบ”
              “อืม..เซนขอแรง แล้วยังไรต่อ”
            “เราควรฝึกฝนผู้คนของเราให้เป็นเซนภายในระยะเวลาสามปีแรกและอีกสามปีต่อไป”
             “อืม..ความคิดเจ้าใช้ได้”
         วีวี่หันหน้ามาทางอาเทน่า ดวงตาใสซื่อเป็นประกายอยากเสนอความคิดเห็น
              “เจ้ามีความคิดเช่นใดวีวี่”อาเทน่าจัดให้
             “ข้ามีความเห็นว่าเราควรสร้างชุดเกราะและอาวูธที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่านี้”
               “แจ่มมาก ข้าก็คิดว่ากับทัพเทพเราคงใช่อาวุธธรรมดามิได้”
         อาเทน่าหันไปสบตากับเบลเลเลอฟอนที่นั่งครุ่นคิดเจ้าช่างเหมาะกับการต่อสู้ที่ใช้กำลังมากกว่านะ
               “เบลเลเลอฟอน เจ้าว่าเราควรทำการใด”
                 “เออ..”เสียงอ้ำอึ้งในลำคอ
                “ว่าเช่นใดนะ”
               “ข้าช่วยตามหาเซนคนอื่นอื่นที่แยกย้ายเดินทางไปจะดีกว่า”
                 “ข้าก็จะมอบงานนั้นให้เจ้าเช่นกัน
         เบลเลเลอฟอนถอนหายใจอย่างโล่งอก ตั้งแต่เด็กมาเขาชอบที่จะเข้าตะลุมบอนกับคู่ต่อสู้มากกว่าการเสนอความคิดวางแผนใดใด
              “เบลเลเลอฟอนหน้าที่ของเจ้าคืออกตามหาเซนที่เดินทางไปยังที่ต่างต่างทั่วโลก เจ้าก็รู้นั้นคืองานที่ยากและอันตราย”
              “ข้าถนัดแบบนั้น”เสียงตอบรับอย่างยินดี
               “เจ้าจะเดินทางด้วยวิธีการใด”
                “ขี่ม้าไป”
               “ม้าของเจ้าหรือตัวเจ้าจะตายก่อน และถ้าขี่ม้าธรรมดาไปคงใช้เวลาที่นานมากอาจชั่วชีวิตเจ้าเลยนะ”
               “อืม”เบลเลเลอฟอนสีหน้าเครียดลง
               “ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งกาจ แต่ข้าต้องการเวลาข้าจึงเตรียมของวิเศษสิ่งนี้ไว้ให้แก่เจ้า”
         อาเทน่าหยิบบังเหียนทองคำจากถุงแพรสีฟ้าลายทางที่วางไว้ข้างบัลลังค์
         เบลเลเลอฟอนมองอานม้าทองคำด้วยสายตาอึ้งทึ่งแปลก
            “บังเหียนทองคำ..เพื่อทำอะไรครับ”
         อาเทน่าแย้มยิ้มเพียงนิดที่มุมปาก
             “เจ้ารู้จักเปกาซัสมั้ย”อาเทน่าถามกลับแทนคำตอบ
         เบลเลเลอฟอนนั่งคิดสักครู่       
                “ม้ามีปีกสีขาวตาโตเรียวยาวมีเสน่ห์ดังห้วงมหาสมุทรที่ลึกลับ”
                 “โป้ะเช้ะเลย บังเหียนนี้หากเจ้านำมันไปสวมไว้ที่หัวเปกาซัสเจ้าจะขี่มันได้”
       เบลเลเลอฟอนทำหน้างง แล้วจึงอ้าปากเอะใจ
                “อ้อจริงซิ..หากข้าขี่เปกาซัสได้ข้าก็สามารถเดินทางได้ในเวลาอันรวดเร็ว ข้าเข้าใจแล้วอาเทน่า”เบลเลเลอฟอนหน้าตายินดี
          อาเทน่ายิ้มรับ เพิ่งเข้าใจรึข้าเริ่มเครียดกับเจ้าแล้วนะ
          เบลเลเลอฟอนยื่นมือมารับบังเหียนทองคำ
          การประชุมจบลง เบลเลเลอฟอนรับหน้าที่ออกเดินทางตามหาเหล่าเซนคนอื่นอื่นด้วยการไปปราบพยศเปกาซัสด้วยบังเหียนทองคำเพื่อใช้เป็นพาหนะออกเดินทาง
          มูรานิซิสรับหน้าที่ฝึกฝนเหล่าเด็กเด็กเพื่อเป็นเซน
          วีวี่รับหน้าที่ฝึกฝนช่างทำอาวุธและคิดค้นผลิตอาวูธที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
          เมืองเอเธนเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ในวันข้างหน้าอย่างเข้มแข็งการต่อสู้ที่มีอนาคตของชาวโลกเป็นเดิมพัน

        เบลเลเลฟอนหลังจากที่ได้รับมอบหมายหน้าที่จากอาเทน่าเขาก็เตรียมตัวเดินทาง เย็นนั้นเขาแวะไปหาแพตตามาลินสาวน้อยเจ้าของไร่แอ้ปเปิ้ลริมแม่น้ำนอกกำแพงเมือง
         ไร่แอ้ปเปิ้ลของแพตตามาลินสาวน้อยตากลมโตแฝงแววขี้เล่นซุกซนผมยาวสีดำ ที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่พอสมควรในไร่เธอมีโรงเลี้ยงสัตว์ โรงเก็บพืชผลและเมล็ดพันธ์พืช โรงเก็บอุปกรณ์ทำงาน และบ้านไม้หลังใหญ่ของเธอที่อยู่กับป๊ะป๋า หม่ามี๋และน้องชายอีกสองคนที่เขาก็มาช่วยสร้างเมื่อห้าเดือนที่แล้ว เขากับแพตตามาลินพบกันเมื่อหนึ่งเดือนก่อนตอนที่ออกชักชวนผู้คนในแถบลุ่มน้ำมาร่วมกันสร้างเมือง เธอมีทักษะในการปลูกพืชไร่อย่างหาตัวจับยาก
            แพตตามาลินที่อยู่ในชุดชาวไร่สวมหมวกฟางเหงื่อไหลย้อยข้างแก้มสีชมพูของสาววัยสิบห้าปียิ้มกว้างเห็นฟันขาวเมื่อเห็นหน้าเบลเลเลอฟอน
          เธอยืนตะลึงตาค้างเป็นประกายหวานเยิ้มเมื่อเห็นหน้าเบลเลเลอฟอน ใบหน้าเธอแดงเรื่อเป็นผลแอปเปิ้ลสีแดง
           เบลเลเลอฟอนยิ้มกว้างตาโตกลมดำผมสั้นสีน้ำตาลในชุดกางเกงขายาวสวมรองเท้าหนังสานถึงแข้งสวมเสื้อหนังสะพายบังเหียนทองคำไว้ด้านหลังฝักดาบไว้ด้านข้างลำตัว
                  “เบลเลเลอฟอนน..ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด..ข้าเพิ่งรีดนมเจ้าบูนลอนเสร็จพอดีเลย..อ้ะอายจัง รีดนมวัว”
         แพตตามาลินยื่นถังใส่นมที่มีนมวัวสีขาวเต็มถังให้ดู เธอดูเหนียมอายยืนบิดไปมา
                  “ข้าอยากดื่มนมบูนลอนอยู่พอดี”
         เบลเลเลอฟอนรับถังนมมาและยกซด
                  “อ้า..อร่อยจริงจริง นมสดสด ไว้มีโอกาสข้าจะมาช่วยเคล้นช่วยรีดนมเจ้าบูนลอน”
       แพตตามาลินทำหน้าฉงนชม้อยตาขึ้นมาสบตากับเบลเลเลอฟอน
                   “ท่านหมายความเช่นใด เบลเล”เสียงของเธอสูงขึ้นอีกนิด
          เบลเลเลอฟอนวางถังนมกับพื้นดินหน้าโรงเลี้ยงวัว
       แล้วทั้งคู่ก็เดินไปนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้ตัวยาวหน้าโรงเลี้ยงวัวที่เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้นเพดานสูงเปิดโล่ง
         สองมือของเบลเลเลอฟอนกุมมือแพตตามาลินที่ดูสะดิ้งเขินเมื่อถูกกุมมือไว้
                   “แพตตามาลินที่ข้ามาวันนี้เพื่อจะบอกเจ้าว่าข้าอาจต้องห่างไปจากที่นี่ชั่วระยะเวลานึง”
                   “ท่านจะไปที่ใด..ฮึ”แพตตามาลินหันขวับมองหน้าเบลเลเลอฟอน
                   “ข้าได้รับคำสั่งจากอาเทน่า..ให้ออกตามหาเซนที่ออกเดินทางไปตามที่ต่างต่างเมื่อสิบเดือนที่แล้ว”
                     “โอ้..แล้วท่านจะเดินทางด้วยวิธีใด โลกช่างกว้างใหญ่นัก”แพตตามาลินพูดพร้อมผายมือออกกว้างไปข้างหน้า สายตาเธอทอดยาวขึ้นไปมองบนท้องฟ้าใสกว้าง
                     “ข้าได้รับบังเหียนทองคำเพื่อสวมบนหลังม้าเปกาซัสไว้เป็นพาหนะ อาเทน่าให้ข้าไปที่สระน้ำแร่พิเรเน่ที่ซึ่งเปกาซัสจะมาแวะพักผ่อนดื่มน้ำ”
        เบลเลเลอฟอนยื่นบังเหียนทองคำให้ดูแต่แพตตามาลินก็ไม่สนใจใยดีจะมองมัน
                      “อืม..ข้าก็เคยได้ยินเรื่องม้าเปกาซัสมันชอบกินแอ้ปเปิ้ลเขียว.เชอะ”เสียงเธอประชดทิ้งท้ายประโยค
            เบลเลเลอฟอนทำหน้าฉงนกับคำพูดของแพตตามาลิน
                 “เจ้าเคยเห็นมันรึ”
                     “ปล่าววซะหน่อย..ปู่ข้าเคยเห็นมันและเคยให้แอ้ปเปิ้ลแก่มันกิน จึงรู้ว่าหากอยากเข้าใกล้มันต้องเอาแอ้ปเปิ้ลเขียวไปให้มันกิน”เสียงเธอกระเง้ากระงอดในลำคอ
                    “ดีซิ..ข้าขอแอ้ปเปิ้ลเขียวของเจ้านะ แพตตามาลิน”
        แพตตามาลินพยักหน้ารับแต่สีหน้าเศร้าก้มหน้างุดงุด
                    “ถ้าท่านจากไปยังที่อื่นตัวข้า  โอตาคุนุสกับโอตาเรดิสน้องชายข้าคงคิดถึงท่านมาก”เสียงของแพตตามาลินฟังเศร้าสร้อยออดอ้อน
                    “ข้าต้องทำเพื่อเมืองเรา อีกไม่นานอาจมีศึกใหญ่ เจ้าต้องเข้าไปหลบภัยในเมืองนะ”
           แพตตามาลินหันขวับสีหน้าสงสัย
                “ท่านกล่าวเช่นนี้จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นรึ”
               “เจ้าอย่าตื่นตกใจไป ซูสไม่พอใจการกระทำของท่านอาเทน่า อาเทน่าจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วยการฝึกเด็กให้เป็นเซน สร้างอาวุธและชุดเกราะและให้ข้าออกตามหาเซนคนอื่นเพื่อขอแรง”เบลเลเลอฟอนทำเสียงกระซิบกระซาบเหมือนว่ากลัวจะมีใครมาได้ยิน
         แพตตามาลินทำสีหน้าตกใจ “ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง”เสียงตกใจของแพตตามาลิน
                    “ไม่จริงซูสจะทำศึกขยี้มนุษย์อีกแล้วรึ..ไม่ไม่ไม่”แพตตามาลินร้องโวยวายอย่างหวาดกลัว ส่ายตัวไปมา อ้าปากกว้างเพียงนิด ตาโตเบิกกว้าง ใบหน้าซีดขาว
            เบลเลเลอฟอนใช้สองมือจับที่ไหล่แพตตามาลินแต่ออกแรงบีบเพียงเบาเบา แพตตามิลินจึงหยุดสะดีดสะดิ้ง
                 “เจ้าใจเย็นครั้งนี้จะแตกต่างไป วันวานปล่อยมันทิ้งไป เชื่อข้าซิ”
                     “อะ.อือ”เสียงครางของแพตตามาลินที่หวาดกลัว
                    “มนุษย์จะกลับมา คัมมอนเบ้บี้”เสียงปลอบอย่างอ่อนโยน
                    “ท่าน..แต่ซูสช่างยิ่งใหญ่นัก”เสียงของแพตตามาลินยังสั่นสั่น อิงแอบตัวซุกกับอกของเบลเลเลอฟอนอย่างลูกแมว
                      “แพตตามาลิน..เชื่อมั่นข้ากับอาเทน่า  เมื่อข้ากลับมาอีกครั้งข้าจะเติบใหญ่ขึ้นและปกป้องเจ้าได้”
       แพตตามาลินเงยหน้าขึ้นมองเบลเลเลอฟอน แววตาเรื่อเรื่อเหมือนจะร่ำไห้ ริมฝีปากบางสั่นระริก
                     “ท่านมีสิ่งใดให้ข้ามั่น่ใจ”
                   “ความหวัง...ข้าคือความหวังของเจ้า”
                   “อะฮึก อะฮึก..ข้าเชื่อมั่นท่าน”เสียงสะอึกสะอื้นในความซาบซึ้ง
           เบลเลเลอฟอนส่งสายตาเป็นประกายวิ้งวิ้ง
                      “ข้าขอเวลาเจ้าสองปี”
           แพตตามาลินมองตอบด้วยสายตาออดอ้อนเป็นประกาย
                 “นานกว่านั้นข้าก็รอท่าน”
           สองมือผิวแทนของเบลเลเลอฟอนโอบกอดแพตตามาลิน
                     “อ้วก อ้วก” “โอ้ก โอ้ก” เสียงพะอืดพะอมของโอตาคุนุสกับโอตาเรดิสที่ยืนมองแพตตมาลินกับเบลเลเลอฟอนนั่งคุยกันมานานโดยที่ทั้งสองไม่สังเกตุเห็น
          เบลเลเลอฟอนเดินทางออกมาจากไร่แอ้ปเปิ้ลพร้อมตะกร้าใส่แอ้ปเปิ้ลใบหย่อมหย่อมที่สะพายไว้ข้างหลังที่มีแอ้ปเปิ้ลลูกสีเขียวผลใหญ่เต็มตะกร้า แพตตามาลินมายืนส่งที่หน้าไร่ยืนมองเบลเลเลอฟอนเดินห่างไปจนลับสายตา เธอทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาแดงชมพูหยาดน้ำตาไหลลงอาบพวงแก้มทั้งสองฉ่ำเยิ้ม สองมือจิกลงกับพื้นดินอ่อนนุ่ม
                  “เบลเลลล...เลอออ..ฟอน”เธอตะโกนเรียกชื่อเบลเลเลอฟอนอย่างสุดเสียงทิ้งตัวนอนหมอบสะอื้นกับพื้นดิน
         โอตาคุนุสกับโอตาเรดิสเดินมาเรียกแพตตามาลินให้ไปทานอาหารกลางวัน
                 “พี่แพต..ไปทานอาหารพ่อกับแม่ให้มาตาม”
          แพตตามาลินค่อยค่อยยันตัวขึ้นมาจากพื้นหันหน้ามามองโอตาคุนุสกับโอตาเรดิส ตากลมโตยังฉ่ำด้วยน้ำตา
                  “นี่เจ้าทั้งสอง..แอบฟังที่ข้าพูดกับพี่เบลเลหรือไม่”
          ทั้งสองส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกัน
                  “ก็ดี..ทานอาหารแล้วพวกแกจัดการงานในไร่ให้เรียบร้อย เข้าใจ๋”
          ทั้งสองพยักหน้ารับอย่างหวาดหวาด
                   “อืมม.ดีมาก ข้าจะได้ไปนั่งจิบชา เสวนาเฮฮาประสาผู้หญิงสวยสาวกับพอนราตี พอนราร่าและตาลายา”
         แพตตาลินใช้นิ้วมือกรีดน้ำตาทิ้ง เธอกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง แก๊งค์เพื่อนสาวของเธอคงรออยู่ที่ร้านขนมหวานลาล่าเฮ้าส์ของพอนราร่าที่อยู่ตรงน้ำพุกลางเมือง

thxby295271dark77638
บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #3 เมื่อ: 24, สิงหาคม 2010, 09:23:48 AM »

   เบลเลเลอฟอนเดินทางออกไปทางทิศตะวันออกเพื่อเสาะหาสระน้ำแร่พิเนเร่ที่อยู่ใกล้ภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีซึ่งห่างจากเมืองเอเธนไปตามแม่น้ำไม่ไกลนักเพียงแค่เดินทางด้วยเท้าสองวัน รองเท้าหนังสานถึงหน้าแข้งยี่ห้ออาเทมิสชูนั้นนิ่มเท้าเบาสบายทำให้เดินทางได้นานไม่เจ็บเท้า รองเท้าดีดีแบบนี้ร้านรองเท้าในเมืองเอเธนก็มีการทำขายแล้วบ้างแม้คุณภาพจะธรรมดาไม่หรูหราไฮโซเท่าแต่ราคาก็ย่อมเยากว่าอย่างร้านเทวิดินิน ร้านฟินดิทาราซึ่งทั้งสองเป็นลูกศิษย์ที่เคยฝึกงานทำรองเท้ามากับเทพีอาร์เทมิส เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็สั่งตัดจากห้องเสื้อเอ็มโมริโอ้เฮสเทียในเมืองมิลานาโวซิเอต้าดูทันสมัยนุ่มเบาใส่สบายไม่ยับง่ายระบายอากาศแต่บางทีเขาเองก็ไปซื้อเสื้อผ้าของร้านพัลลัสแองเจิ้ลซึ่งพัลลัสคนสนิทของอาเทน่าผู้ที่เรียนวิชาเย็บปักถักร้อย ทำขนมอาหารแกะสลักดอกไม้ผลไม้อย่างชำนาญจากเทพีเฮสเทียมาเปิดร้านเอง
            
             เบลเลเลอฟอนเดินทางเป็นเวลาสองวันสองคืนจึงมาถึงสระน้ำแร่พิเนเร่ที่อยู่ตรงตีนเขาที่มีหิมะปกคลุมทั้งปีบริเวณที่มีต้นไม้และพืชพันธ์เมืองหนาวหลากสีส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่น ผลไม้ผลโตลูกสีแดงสดรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยลิ้นฉ่ำน้ำและผลไม้ที่เป็นพวงลูกกลมสีม่วงหวานฉ่ำที่เขาเด็ดกินเด็ดทานจนเพลินระหว่างรอเจ้าเปกาซัส

            เจ้าต้องไปที่สระน้ำแร่พิเนเร่ที่อยู่ตรงตีนเขาที่มีหิมะปกคลุมทั้งปี เมื่อเจ้าไปถึงเจ้าจะรู้เองว่าใช่ด้วยน้ำที่ใสราวกระจกส่องใบหน้าเจ้าได้จนเห็นแม้แต่รอยรูขุมขนบนหน้าเจ้า ไออุ่นที่ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำทำให้เจ้าสบายกายสบายใจแม้อยู่แถบหนาวมีหิมะ รสชาติหวานชื่นใจของผลไม้สีแดงสีม่วงที่หวานฉ่ำอร่อยลิ้นที่เจ้าสามารถทานเล่นได้อย่างไม่รู้เบื่อที่ขึ้นอยู่ดาษดื่นรอบรอบสระน้ำแร่ เขายังจำคำพูดของอาเทน่าได้ดี

            เบลเลเลอฟอนนอนเล่นที่พุ่มไม้ข้างสระน้ำ ตะกร้าใส่แอปเปิ้ลวางอยู่ข้างกายโล่ห์สีทองและดาบสีทองอยู่ในฝักดาบวางไว้ใกล้มือ เขานอนเล่นนอนรอเปกาซัสมาเป็นเวลาสามวันสามคืน กลิ่นผลไม้ที่ติดลมหายใจออกมาจากการที่กินมาตลอดทั้งสามวันจนลิ้นเป็นสีแดงสีม่วง เนื้อสวรรค์ของร้านลาล่าเฮ้าที่พกมาด้วยก็พอแก้เลี่ยนได้บ้าง

            ในเช้าวันที่สี่ที่อากาศเย็นสบายหนาวพอประมาณ หมอกลงเป็นไปจางจาง แสงแดดอ่อนที่สาดแสงลงมากระทบผิวน้ำเป็นประกายวิบวิบแวบแวบ
                  “ฮี้ ฮี้ ฮี้”เสียงร้องของม้าที่ทำให้เบลเลเลอฟอนได้สติจากการนอนอย่างเคลิบเคลิ้ม หัวของเขาโผล่ขึ้นจากพุ่มไม้ที่กำบังกายเพียงให้แลเห็นทิวทัศน์

                  “มาได้ซะที..เปกาซัส”เบลเลเลอฟอนพูดด้วยเสียงเบาเบา
             ปรากฏร่างของม้าสีขาวอวบ ขาวจั้วะ ขาวเรืองแสง ขาวโอโม่ มีปีกสีขาวสยายกว้างหนึ่งคู่ มายืนอยู่ข้างริมสระน้ำใกล้กับที่เขาซ่อนตัว
                  “แจ้บ แจ้บ ซู้ด ซู้ด”เสียงดื่มน้ำอย่างกระหายของม้าบินเปกาซัสที่ก้มคอลงไปดื่มน้ำในสระน้ำแร่พิเนเร่
            เบลเลเลอฟอนถือตะกร้าแอ้ปเปิ้ลไว้ในมือบังเหียนทองคำสะพายไหล่ มือข้างนึงถือลูกแอ้ปเปิ้ลเขียว
             เขาก้าวเท้าออกไปจากพุ่มไม้ กลิ้งลูกแอ้ปเปิ้ลไปใกล้ใกล้ขาหน้าของเปกาซัสอย่างเบาเบา
        
            เปกาซัสเงยหน้าขึ้นมาจากสระเมื่อได้กลิ่นหอมของแอ้ปเปิ้ลเขียว มันหันมาดมแล้วงับลูกแอ้ปเปิ้ลกินเข้าไป
                       “อู้ อร่อยจัง แกมีอีกม้ะ”เปกาซัสหันหน้ามาทางเบลเลเลอฟอนแล้วถามเป็นภาษามนุษย์
             เบลเลเลอฟอนทำหน้างง เปกาซัสพูดภาษาคนได้
                      “ว่าไง มีอีกมะ แอ้ปเปิ้ลเขียวนะ ไม่เคยเห็นม้าพูดได้เหรอ”
            เบลเลเลอฟอนพยักหน้า ยื่นตะกร้าที่ใส่แอ้ปเปิ้ลเขียวให้เปกาซัส
                      “โฮ้ หลายลูกด้วย ข้าขอทั้งหมดเลยนะ”เปกาซัสใช้ปากลากตะกร้าแอ้ปเปิ้ลไปใกล้ตัว แล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย

            เบลเลเลอฟอนนั่งมองเปกาซัสที่จริงตอนนี้เขาน่าจะเอาบังเหียนไปคล้องคอมันได้แต่ทำไมเขาถึงต้องนั่งดูมันกินแอ้ปเปิ้ลด้วย
                        “อร่อยดี ขอบใจนะไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแล้ว ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรล่ะ”
                      “เบลเลเลอฟอน”
                       “เจ้ามาที่นี่เพราะอยากขี่ข้าซินะ”
                      “เอ้อ..”
                      “ไม่ต้องอายพูดมาเถอะ”
            เบลเลเลอฟอนพยักหน้า
                       “ก็เอาซิ มีบังเหียนทองคำมาด้วยใช่มั้ย ข้าเองก็อยากผจญภัยอยู่เลย”
                     “จริงรึ”เบลเลเลอฟอนถามอย่างแปลกใจ
                      “บังเหียนทองคำของเจ้าเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจขี่ข้าได้ ถ้าข้าไม่ยินยอม เคยได้ยินมะถ้าไม่ยอมก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ”เปกาซัสพูดด้วยเสียงประชด
            
             เบลเลเลอฟอนเอาบังเหียนทองคำสวมที่ศีรษะเปกาซัส        
           เปกาซัสสะบัดหัวให้บังเหียนทองคำเข้าที่  มันแสยะยิ้มที่มุมปากเพื่อบอกให้เบลเลเลอฟอนรู้ว่ามันพร้อมแล้ว                          
                    “ข้าเพียงมาทำตามคำสั่งของอาเทน่า”
                   “อาเทน่าธิดาแห่งซูส ฮี้ ฮี้”
                      “ข้าต้องตามหาเซนที่เดินทางไปยังที่ต่างต่างทั่วโลก”
                       “ฮี้ ฮี้ เลยต้องมาตามหาข้าเพื่อใช้เป็นพาหนะซินะ”
                      “ใช่ ข้าต้องพึ่งเจ้า เปกาซัส”
                      “เสียมารยาท ข้าก็มีชื่อ”เปกาซัสพูดเสียงสะบัดอย่างไม่พึงพอใจ
                      “ขออภัย..ก็ใครใครก็เรียกเจ้าว่าเปกาซัส”
          
             เปกาซัสเชิดหน้าทำเสียงฮึ่มในลำคอ      
                  “ข้ามีนามว่าฮาเล่..”
                       “ฮาเล่ นามเจ้าช่างดูยิ่งใหญ่ กระหึ่มมาก”
                       “ปากหวานมากขึ้นมาบนหลังข้าเลย”
             เบลเลเลอฟอนกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลัง ฮาเล่  คงจริงอย่างที่ฮาเล่พูดถ้าไม่ยอมก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมอมเหล้า      
                      “ว่าแต่เจ้ามีแฟนหรือยัง”
                       “มีแล้ว เจ้าถามเช่นนี้เพราะเหตุใด”
                     “ผู้หญิงใช่มั้ย”
                       “ใช่”
                      “หึ หึ ข้าจะได้สบายใจว่าเจ้าจะไม่แสคชหลังข้า”
          ฮาเล่สยายปีกสีขาวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงปีกม้าบินสะบัดขึ้นลงอย่างนุ่มนวล ม้าสีขาวมีเบลเลเลอฟอนนั่งบนหลังลอยอยู่กลางเวหาปะทะสายลม

          
         หลังจากการเดินทางเป็นเวลาสามเดือนทาลีนีสกับพาราดิสซึ่งเดินทางมาทางตะวันออก ดินแดนที่เต็มไปด้วยหุบเขาป่าไม้และอากาศที่อบอุ่น
      
            พวกเขาพบกับมนุษย์กลุ่มนึงซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำประมาณหนึ่งร้อยคน ในตอนแรกพวกมนุษย์กลุ่มนั้นไม่ยอมรับและขับไล่แต่เมื่อพวกเขาช่วยมนุษย์กลุ่มนั้นด้วยการปราบมังกรร้ายที่มารุกราน พวกเขาจึงได้รับความไว้วางใจทั้งจากมนุษย์และมังกรนามว่าจี

           เวลาผ่านมาเก้าเดือนทั้งพาราดีสและทาลีนีสช่วยกันวางพื้นฐานการศึกษา ระบบสาธารณูปโภค การก่อสร้าง โรงเลี้ยงม้าฝึกม้า สถานที่ฝึกนักรบ นำไฟมาให้ใช้ประโยชน์ จากการอาศัยในถ้ำก็เป็นการสร้างบ้านเรือนและกำแพงหมู่บ้านด้วยไม้ ทำการเกษตรด้วยระบบชลประทาน ผู้คนจากร้อยคนก็เพิ่มมาเป็นหนึ่งพันห้าร้อยคน
      
        ทาลีนีสในชุดกางเกงขาสั้นสีขาวเสื้อกล้ามสีขาว มัดผมสีแดงด้วยสร้อยลูกปัดเดินออกมาจากตัวบ้านมาที่ระเบียงที่พาราดิสนั่งรับลมชมบรรยากาศในยามเช้า
                   “พาราดีส เจ้าคิดอะไรอยู่รึ”เสียงของทาลีนีสสดใส ทาลีนีสที่รวบผมแดงของเธอเป็นทรงโคนิเทล เอ่ยขึ้นมา ระ.เราทำไมต้องทักเขาก่อนด้วยนะ เราเป็นผู้หญิงต้องไว้ตัวบ้างซิ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ไม้สีขาว
                     “ข้าคิดว่าอาเทน่าคงพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญมากขึ้นอย่างแน่นอน”พาราดีสเสียงสุขุม หึหึ การไว้ท่าทีและมีหลักการของข้าคงสร้างความยำเกรงและเคารพนะซิ ยัยหัวแดงเอ๊ย..จงชาบูข้าเถอะ
                      
           ทาลีนีสมองหน้าพาราดิสด้วยสายตาเป็นประกายหงุดหงิม...ตลอดเวลาเก้าเดือนที่พวกเขาทั้งคู่ต้องเดินทางมาด้วยกัน พาราดิสแม้ภายนอกจะดูเป็นคนนิ่งนิ่ง ไม่สูงใหญ่กำยำอย่างซาราวิดิสแต่ก็สร้างความหนักใจให้เธอได้ไม่มาก เธอเกลียดผมสีเทาของเขามันดูแก่และไม่เป็นทรงเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องบ้าตำรา
          
           พาราดีสยกภาชนะที่ทำจากไม้ในแถบนี้ที่มีน้ำผลไม้สีม่วงขึ้นดื่มหนึ่งอึกใหญ่..อ้า รสชาติหวานซาบซ่า..ผสมแอลกอฮอลล์ห้าเปอร์เซน..ช่วยกระตุ้นร่างกายได้ดีในยามเช้า
                      “ทาลีนีส..การที่พวกเรามายังที่แห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.นี้คือสิ่งที่ข้าจะทำเพื่อตอบแทนอาเทน่าที่ให้โอกาสพวกเรา”ดูสายตาที่เจ้ามองข้าซิ...เทิดทูนในความเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลมากเลยใช่ม้ะ
                      “งั้นรึ..ข้าเองก็ทำเพื่ออาเทน่านะที่จริงข้านะจะคู่กับใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหรอก”เสียงของทาลีนีสประชดประชัน คำก็อาเทน่าสองคำก็อาเทน่า เวลาตั้งสิบสองเดือนยังพูดถึงชื่อนางได้ทุกวัน โธ่..ระดับนั้นเขาไม่มองแกหรอก...เชอะ

            ทาลีนีสหันหน้าไปมองบรรยากาศด้านอื่นที่เป็นต้นไม้ และบ้านเรือนที่สร้างอย่างเป็นระเบียบมีถนนเป็นแนวที่มีระบบระบายน้ำเสียเป็นท่อต่ออกไปนอกชุมชน เจ้ามังกรจีเองเดินส่ายอาดอาดไปทั่วถนน ตอนนี้เจ้านั่นเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปแล้ว เจ้ามังกรตัวใหญ่สี่ขาสองปีก ตาโตเรียวยาวสีส้ม ผิวสีเขียวที่ตอนแรกอาละวาดโมโหร้ายแต่พอพ่ายแพ้ให้กับเธอและพาราดีสก็กลายมาเป็นพวกเราอย่างกลมกลืนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
           ชุมชนแห่งนี้มีนามว่าไซออน มาได้สามเดือน หลังจากการรวบรวมกลุ่มคนในบริเวณใกล้เคียงให้มารวมเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อสร้างเป็นชุมชนที่มีระบบระเบียบ มีการใช้โลหะทรงกลมกำหนดค่าในการแลกเปลี่ยน

                      “ทาลีนีส”
                    “ฮึ อะไร”เธอหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง
            พาราดีสมองทาลีนีสด้วยใบหน้านิ่งเฉยตามแบบฉบับของเขา
                  “วันนี้เธอทำผมทรงนี้ เหมาะกับเธอมากเลยนะ ทรงโคนิเทลนะ”ถึงจะเอ่ยปากชมแต่สายตาเขายังนิ่งดังเดิม สายตาของพาราดิสมองลงต่ำกว่าใบหน้าทาลีนีส
            ทาลีนีสหันไปทางอื่นหน้าเธอแดงโดยไม่มีสาเหตุ วันนี้นึกครึ้มอะไรขึ้นมา พะ..พูดแบบนี้ก็ไม่ทำให้ข้าชอบเจ้าหรอกนะ ชมคนอื่นก็เป็นด้วยเหรอ หวังอะไรหรือเปล่าเนี่ย เธอลุกขึ้นเดินเข้าบ้านพักอย่างเขินอาย
    
          มังกรจีเดินมาหยุดที่ระเบียงบ้านของพาราดีสกับทาลีนีส คอของมันโผล่มาตรงระเบียงชั้นสอง
                     “สวัสดี พาราดีส นั่งดื่มคนเดียวเหรอ ยัยหัวแดงไปไหนละ”เสียงของจีทุ้มนุ่มลึก เจ้าหัวเทาแกมานั่งเสนอหน้าทำไมให้ข้ารำคาญสายตาแต่เช้า ยัยหัวแดงสุดเอ็กซ์ไปไหนละ
                     “เธอเข้าไปในบ้านเมื่อครู่ วันนี้เจ้าเองก็ดูสดชื่นดีนะ”ถามถึงทาลีนีสข้ารู้นะว่าแกคิดอะไร
                     “ฮ่าฮ่า ข้าก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน เมืองนี้ดูเป็นระเบียบดี เมืองแบบนี้ซิที่เหมาะสมแก่ข้า มังกรผู้สูงศักดิ์ผู้ปกครองอาณาจักรแถบนี้”ข้านะเป็นมังกรที่สืบเชื้อสายมาจากมังกรเทพเจ้าเลยนะ ข้ากับแกมันคนละระดับ แต่ที่พูดด้วยเพราะเห็นแก่ยัยทาลีนีสหน้าอกใหญ่สะโพกงอนนั่นต่างหาก ..คิดแล้วก็น้ำลายไหล
                    “ใช่..ต่อไปเมืองนี้จะใหญ่กว่านี้เป็นแน่ ข้าถึงนำเจ้าไปทำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไงละ”พาราดีสพูดถึงตรามังกรกางปีกสีเขียวที่ติดไว้บนธงที่ปักไว้บนเชิงเทินหน้าประตูเมือง หึ.ที่ข้าทำแบบนั้นก็แค่เอาใจมังกรบ้ายออย่างแกให้เป็นยามเฝ้าเมืองเท่านั้นแหละ
                    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไปก่อนละ” จีกล่าวลา มันเดินต่อไปเรื่อยเรื่อยในยามเช้าเป็นกิจวัตรประจำวัน
        
            
            นสสนากับนีสพางอสเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือไปจนถึงดินแดนที่หนาวเย็นมีน้ำแข็งและหิมะ พวกเขาไปพบกับมนุษย์กลุ่มหนึ่งประมาณห้าสิบคนที่อาศัยอยู่ในถ้ำที่มีน้ำแข็งปกคลุมภายนอกถ้ำ
          
           นสสนาสังหารหมีน้ำแข็งในตำนานตัวขาวรูปร่างสูงสี่เมตรสิบเก้าเซนติเมตร เขี้ยวยาวแหลมคม กรงเล็บฉีกท้องฟ้า เท้าทำลายพสุธาที่รุกรานและสังหารผู้คนแถบนั้นลงได้ นสสนาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำในดินแดนน้ำแข็ง
           เธอเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวห้าวหาญผิดกับใบหน้าแสนหวานของเธอ เธอได้รับฉายาว่าเพชรฆาตหน้านางฟ้า
          
           นสสนาสร้างเมืองขึ้นบริเวณที่ราบที่บางเบาจากพายุน้ำแข็งและมีป่าไม้แม่น้ำโดยมีนีสพางอสเป็นผู้ช่วย เมืองแห่งนี้มีชื่อว่าแคสซิโอเปีย เมืองแคสซิโอเปียใช้เวลาสร้างสิบเดือนมีประชากรกว่าหนึ่งพันเจ็ดร้อยคนจากผู้คนในแถบนี้ที่มารวมกลุ่มกันสร้างเมืองที่มีกำแพงหินสูงสิบเมตรเพื่อป้องกันภัยจากสัตว์ดุร้าย
        เมืองแคสซิโอเปียมีการวางระบบสาธารณสุข สถานรักษาพยาบาล สถานที่ฝึกสอนการต่อสู้ โรงผลิตเครื่องมือ  
                      
                  “ท่านนสสนา ตอนนี้เมืองแคสซิโอเปียของเราใหญ่โตมากขึ้นมากแล้วนะครับ”นีสพางอสรายงาน นีสพางอสอยู่ในชุดกางเกงขายาวสีดำเสื้อแขนยาวสีเขียวเข้มใส่ในกางเกงสวมเสื้อคลุมสีดำ
                       “งั้นรึ พางอส เจ้าขยันทำงานหรือไม่”เสียงหวานหวานของนสสนาเอ่ยขึ้นมาระหว่างนั่งเคลียร์งานบนเก้าอี้หนังนุ่มที่โต้ะทำงานในห้องทำงานรูปไข่
           นีสพางอสยิ้ม เดินเข้ามาหน้าโต้ะทำงานของเธอ
                       “ขยันซิครับ ข้าก็ทำตามที่ท่านนสสนาสั่งทุกอย่าง”
                       “หิ หิ ดีมาก แบบนี้ละข้าถึงชอบเจ้า”เธอหัวเราะเล็กเล็กในลำคอ
         นีสพางอสยิ้มเขินเขิน หน้าแดงเป็นลูกตำลึง จะว่าไปเขาชอบแบบนี้ชอบทำตามคำสั่งของนสสนา

           นสสนาเองก็ชื่นชอบนีสพางอสเพื่อนสนิทของเธอที่มีผมสีเดียวกับเธอจนใครใครคิดว่าเป็นพี่น้องกับเธอคนนี้เสียจริง เธอชอบที่เขาใช้ง่ายเชื่อเธอทุกอย่างอาจเป็นว่าเธออายุมากกว่าเขาสองปีก็ได้
          นสสนาหยิบแก้วคริสตัลที่มีน้ำชาใสร้อนร้อนขึ้นมาจิบให้ชุ่มคอ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างของวังที่สร้างขึ้นมาริมทะเลสาบที่มีน้ำใสราวกระจก พวกชาวเมืองสร้างขึ้นมาให้แก่เธอเพื่อเป็นที่พำนัก
         เธอคิดถึงเพื่อนคนอื่นอื่น ยัยวี่วี่ก็ได้อยู่กับท่านอาเทน่า ยัยเด้เด้ก็ไปกับโชโช ส่วนทาลีนีสก็ไปกับพาราดีส พวกเขาจะเป็นเช่นไร
        
                    “ท่านนสสนาครับ”
                       “หึ เจ้ามีเรื่องใดจะพูดกับข้าอีก”
                       “ช่วยเหยียบย่ำผมทีเถอะครับ”เสียงของนีสพางอสสั่นอย่างเขินเขิน เขาก้มหน้าลงมองกับพื้นห้อง
                       “ได้ซิ ข้าเองก็เริ่มเครียดเช่นกัน”นสสนาตอบรับด้วยใบหน้าหวานเย็น ส่งเสียงหวานอย่างมีความสุข
           นสสนาในชุดกระโปรงยาวสีดำแขนสั้นกว้านอกลึกเห็นร่องอวบชายยาวแค่เข่าเผยเรียวขาขาวเนียนกลมกลึง จัดการสนองความต้องการของนีสพางอสอย่างเต็มอารมณ์
           หน้าหวานหวานของเธอแสยะยิ้มอย่างอ่อนโยน          
           นสสนาเอาเท้าที่สวมส้นสูงเหยียบย่ำไปบนตัวของนีสพางอสที่นอนหงายอยู่บนพื้น
                  “เจ้ารู้สึกเช่นไร บอกข้ามาซิ..บอกข้ามา”เสียงของเธออ่อนโยนดังนางฟ้าผู้ชี้นำลูกแกะหลงทาง
                        “ข้าคือใคร..เรียกข้าว่านายท่านซิ”เธอก้มหน้าลงเพื่อส่งเสียงกระซิบ
                  “นายท่าน..ข้าเป็นทาสท่าน ข้ายอมเป็นทาสท่านนสสนาชั่วชีวิต..อ๋า”นีสพางอสหน้าตาเจ็บปวดแต่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ ส่งเสียงอย่างสำลักความสุข
         เสียงแห่งความสุขของนีสพางอสที่โดนท่านนสสนาเหยียบย่ำ ดังด้วยเสียงสั่นระริกไปทั่วทั้งห้อง

          
            ซาราวิดิสกับชิมม่อนเดินทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาทั้งสองเดินทางผ่านอุปสรรคนานานัปการ แต่ทว่าพวกเขาก็หลงทิศทางจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือหลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แทน พวกเขาเดินทางมาถึงดินแดนแห่งทะเลทราย ช่างร้อนนัก แห้งแล้งสุดสุด แต่ในที่สุดพวกเขาก็พบกับกลุ่มคนประมาณสี่ร้อยคนที่อยู่ล้อมรอบโอเอซิสใหญ่แห่งหนึ่งกลางทะเลทราย
        
            พวกเขาทำให้มนุษย์กลุ่มนั้นยอมรับด้วยการเอาชนะยอดนักสู้ของมนุษย์กลุ่มนั้นยี่สิบคน และขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลทราย
        
            พวกเขารวบรวมผู้คนได้สามพันคนสร้างเป็นเมืองกลางทะเลทรายที่มีกำแพงใหญ่สูงล้อมรอบ มีการขุดบ่อทำชลประทานเพื่อทดน้ำจากโอเอซิสอื่นมากักเก็บไว้ใช้ทำเกษตรกรรม
        
            เวลาผ่านมาสิบสามเดือนนับจากการเดินทางจากหมู่บ้านของพวกเขา ในที่สุดพวกเขาก็สร้างเมืองกลางทะเลทรายที่มีนามว่าซาลาม่อน ซึ่งมาจากชื่อของซาราวิดิสกับชิมม่อนซึ่งเป็นอาณาจักรที่ใหญ่พลเมืองกว่าสามพันคน มีระบบชลประทาน ทำเกษตรกรรม ระบบการศึกษา โรงฝึกทหาร โรงงานผลิตอาวุธ สถานที่รักษาพยาบาล โรงทอพรหม ระบบสาธารณสุขและตลาดค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีโลหะทรงกลมแบนสีเงินกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงด้วยของมีค่าเช่นทอง เพชร พลอยและเครื่องเทศเครื่องหอมไว้เป็นประกันราคา

            ซาราวิดิสในชุดกางเกงหนังฟิตก้นสีดำ เสื้อตาข่ายเดินเยื้องย่างมาหยุดยืนใกล้กับชิมม่อนที่ใส่เพียงกางเกงหนังสีดำฟิตตัวเดียวเผยให้เห็นกล้ามท้องกล้ามอกและไรขน ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงวังกลางเมืองใกล้กับตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า
                  
                  “อืม..อาณาจักรของพวกเราสองคนที่สร้างมาเพียงแค่สิบสามเดือนช่างใหญ่โตมากนัก เกินกว่าข้าจะคาดถึง”เสียงขรึมขรึมของซาราวิดิส ส่งสายตาเป็นประกายวิ้งวิ้ง
          
             ชิมม่อนยังมองผู้คนที่สวมผ้าคลุมทั้งตัวมีผ้าสวมไว้บนศีรษะที่เดินไปมาขวักไขว่จอกแจกจอแจ เสียงตะโกนต่อรองราคาดังระงม บรรยากาศช่างคึกคักยิ่งนัก
                        
                   “อืมม..ข้าไม่คิดว่าเราสองคนจะสร้างเมืองได้ใหญ่ขนาดนี้ในเวลาเพียงสิบเดือนนับจากเดินทางมาถึง อ้า..มันช่างยิ่งใหญ่นัก”เสียงใหญ่ห้าวพูดเต็มเสียง
                         “โอ้ ดูนั่นซิพ่อค้าคนนั้นช่างห้าวหาญนักแบกวัวมาแลกเปลี่ยนด้วยตนเอง โอ้ช่างแข็งแรงบึกบึนสมชายชาตรี”ซาราวิดิสชี้นิ้วไปที่พ่อค้าตัวสูงใหญ่ที่แบกวัวสีขาวตัวใหญ่ไว้บนบ่าทั้งสอง
                       “โอ้..เขาช่างสมกับเป็นพ่อค้าแห่งทะเลทราย ข้าละนับถือเขาจริงจริง..อ้า..สุดยอดยิ่งนัก”สายตาเป็นประกายเจิดจ้าอย่างยอมรับในตัวพ่อค้าคนนั้นของชิมม่อน
                      
            นิ้วก้อยข้างขวาของซาราวิดิสกระดิกขึ้นมาเมื่อสายตาของเขาไปสะดุดกับร่างของชายสูงใหญ่ผิวสีแทนล่ำบึ้ก กล้ามเป็นมัดมัด ตาสีฟ้าผมสีทองหยักศก ใส่กางเกงผ้าสีขาวถอดเสื้อโชว์กล้ามซิกแพ็ก
                        “เอื้อก...”เสียงกลืนน้ำลายลงคอ
                        “ข้ามีธุระต้องจัดการข้าขอตัวก่อน”
                       “...”ชิมม่อนหันมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
            ซาราวิดิสเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทีรีบเร่ง ภารกิจที่รออยู่ของซาราวิดิสช่างยิ่งใหญ่มากนัก

        
            โชโชและเดเด้ซึ่งเดินทางลงมายังทิศใต้ พวกเขาใช้เวลาเดินทางกว่าสองเดือน ด้วยการข้ามทะเลตรงสุดแผ่นดินด้วยเรือเก่าเก่าที่เหลือรอดจากสงครามข้ามมายังแผ่นดินอีกฝั่งนึง
            พวกเขาต่อสู้กับปลาหมึกยักษ์กลางทะเลเพื่อช่วยเหลือคนหาปลา เมื่อพวกเขาปราบมันลงได้จึงได้รับการยกย่องและพาไปยังหมู่บ้านริมทะเลที่ซึ่งพวกเขาได้รวบรวมผู้คนได้กว่าสองพันสองร้อยคนสร้างเมืองริมทะเลที่มีกำแพงใหญ่หนาที่เหมือนว่าจะไม่มีวันถูกทำลาย
        
            เมืองแห่งนี้มีชื่อว่ามิราจ ใช้เวลาสร้างสิบสองเดือน เป็นเมืองชายทะเลที่เป็นเส้นทางการค้าขายทางทะเล มีระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา มีตลาดการค้าที่มีการนำโลหะทองแดงทรงกลมแบนมาเป็นตัวแลกเปลี่ยนโดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่มีสิ่งมีค่าจำพวกทอง เพชร พลอย เครื่องเทศเครื่องหอมเป็นหลักประกัน มีโรงหลอม โรงผลิตอาวุธ และโรงฝึกนักสู้ สถานที่รักษาพยาบาล อู่ต่อเรือ
            โชโชและเดเด้นั่งบนเก้าอี้ริมระเบียงหอคอยปราสาทยอดแหลมที่มองเห็นวิวทะเลภายนอกได้อย่างชัดเจน โชโชอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงยาวเนื้อผ้าพลิ้วไหว เด้เด้เองก็เช่นกัน            
                        “เดเด้ เป็นเวลาสิบสี่เดือนแล้วซินะที่พวกเราเดินทางจากหมู่บ้านอันเป็นที่รักมา..อ้า.ข้าคิดถึงจริงจริง”
           ดวงตาดำขลับของโชโชเหม่อมองไปยังทิศที่เมืองเอเธนตั้งอยู่
                        “ข้า.ข้าก็เช่นกัน แต่.เมืองมิราจที่พวกเราช่วยกันบุกเบิกก็เจริญขึ้นมามากเลย ข้าไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน”เดเด้เอ่ยวาจาผ่านริมฝีปากบางสีชมพู
           โชโชตวัดสายตามองกลับมา มองตาเดเด้ที่กลมโตใสแป๋ว
                        “เดเด้ เจ้าช่างกล่าววาจาได้ไพเราะยิ่ง..ข้าเองแม้นว่าต่อไปได้นั่งดื่มชาเลมอนเคียงข้างเจ้าที่ริมระเบียงปราสาทแห่งนี้ตราบนานเท่านานข้าก็ยินดียิ่งนัก”
           ใบหน้าเดเด้แดงระเรื่อ หลบสายตาโชโชที่ปรายตามองกลับมาอย่างรู้สึกเขินประหลาด              
                   “ปะ..ปากท่านช่างหวานนัก ข้าว่าคงหวานกว่าเกษรดอกไม้หรือน้ำผึ้งป่าที่ไหนไหน”เดเด้หลบสายตาก้มลงมองมือของตน
                        “อันจันทรา ดาราส่องชมโฉม สายลมโลมลูบไล้เกศาเจ้า แม้แต่ดวงดารายังหลบเงา สิ่งไหนเล่าหรือจะเทียบเปรียบเจ้าเอย หน้าเจ้าหวานกว่าจันทรายามเต็มดวงที่ส่องแสงนวลผ่องยิ่งนัก”
         เดเด้เขินหน้าแดง เธอบิดตัวไปมาสองมือไขว้กัน สายลมพัดผมหยักศกสีเขียวของเธอพลิ้วสะบัด
            แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้ส่องสว่างกว่าทุกวันหรือไร พื้นน้ำในท้องทะเลจึงเปรียบดังกระจกเงาที่สะท้อนเงาจันทร์ให้เห็นได้เต็มดวงจากมุมมองของระเบียงปราสาท
            อาณาจักรมิราจที่สว่างไสวด้วยแสงไฟจากตะเกียง คบไฟและกองไฟในคืนฉลองวันพระจันทร์เต็มดวงช่างสวยงามนัก ผู้คนในเมืองและพ่อค้าต่างถิ่นต่างเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้นสนุกสนานยิ่งนัก        
            
           ณ เทือกเขาโอลิมปัส
           เทวีเฮร่าช่างร้อนใจยิ่งนักเมื่อได้ทราบข่าวที่ว่าอาเทน่าธิดาแห่งซูสและเทพีเมทิสซึ่งเกิดมาจากศีรษะของซูสได้สร้างเมืองและนำไฟไปให้แก่มนุษย์
           แม้ซูสจะมิได้ถือโทษโกรธนางแต่ทว่าด้วยสัญชาตญานหญิงผู้หวงแหนอาณาจักร อำนาจและทรัพย์สมบัติ อีกทั้งอาเทน่าก็มิใช่ลูกของนาง นางจึงเกรงกลัวว่าอาเทน่าจะทำให้คำทำนายที่ว่าบุตรของซูสจะเป็นผู้โค่นบัลลังค์ซูสเอง
          เทวีเฮร่าอยู่ในชุดราตรีของห้องเสื้อจิโอวานนี่ลูน่าสีม่วงดำเปิดไหล่คว้านคอลึก ชายแค่เข่าประดับด้วยเพชรสีม่วงเม็ดเป้ง ทีท่าเธอช่างงดงามลึกลับมีเสน่ห์ยิ่งนัก เธอกำลังรอคอยใครบางคนที่นัดให้มาหาในค่ำคืนนี้ด้วยจิตใจกระวนกระวาย
            
           “แอ้ดด..”
            ประตูห้องบานใหญ่กรอบทองค่อยค่อยเปิดอออก
           ร่างของคนผู้นึงซึ่งสวมผ้าคลุมสีดำชายผ้าลอยพื้นเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา ร่างนั้นเดินมาหยุดห่างนางเพียงห้าก้าว
           เทวีเฮร่า ยิ้มนิดที่มุมปาก
                       “มี้..ข้ารอเจ้านานแล้วนะ..ทำไมมาช้าเสียจริง”เทวีเฮร่าสะบัดเสียง
                      
            ร่างนั้นก้มศีรษะที่มีผ้าคลุมลงหนึ่งครั้งเหมือนเป็นการทักทาย
                       “เปิดผ้าคลุมหัวเจ้าออกซิอยู่ในห้องข้าอย่าทำตัวลึกลับ..ข้าไม่ชอบ เข้าใจ”

            ผ้าคลุมถูกดึงลงมาแต่ปิดโฉมหน้าด้วยหน้ากากเงินผมสีทองรวบมัดไว้ ผิวขาวเนียน
                        “ข้าขออภัยท่านเฮร่า ข้าชินชากับชุดคลุมของข้าเยี่ยงนี้..”
                        “ข้าเข้าใจ..ว่าแต่งานลอบปลิดชีพอาเทน่าเจ้าจะรับค่าจ้างเท่าไร”
                        “ท่านเฮร่า...องกรค์ของเรานั้นล้วนรับแต่งานใหญ่ บุคคลที่สำคัญพวกตีศีรษะสุนัข ด่ามารดาชาวต่างชาติเราไม่เคยสน”
                         “ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณนัก เท่าไรว่ามา”
                          “ทองคำเท่าน้ำหนักอาเทน่าร้อยเท่าคือค่าจ้างในงานนี้”
                
         เทวีเฮร่ายืนอึ้งสองวิ นี่หล่อนกะจะเอาไปตั้งตัวเลยหรือไง แต่ถ้าสำเร็จก็คุ้มค่า
                          “เหรอ...ตอนนี้อาเทน่าหนักเท่าใดนะ ข้านึกก่อน”
                         “อาเทน่า ธิดาแห่งซูส อายุสิบเก้าปี ผิวขาวผมยาวดำ สูง168เซนติเมตรน้ำหนักชั่งเมื่อสามวันที่แล้ว สี่สิบสองกิโลกรัม”
        
         แกรู้ได้ยังไร ขนาดฉันเป็นแม่เลี้ยงมันยังไม่รู้เลย แกเป็นแมวมองหาเด็กประกวดมิสเวิลหรือไงย่ะ
                          “ข้อมูลแม่นจัง”แกล้งชมด้วยน้ำเสียงประชด
                           “สายสืบขององกรค์เราซึ่งมีมาก่อนครั้งสงครามมหาเทพ เพียงแค่กระซิบโลกทั้งโลกก็อยู่ในกำมือ”
                         “อืม..มืออาชีพ ถ้าอย่างงั้นเมื่อเจ้าทำงานสำเร็จข้าจะให้บริวารหล่อรูปปั้นทองคำเป็นรูปอาเทน่าที่มีน้ำหนักสี่พันสองร้อยกิโลกรัมเตรียมรอไว้”
                         “อีกเจ็ดวันท่านเตรียมฟังข่าวดี”สิ้นเสียงพูด ร่างของนางก็ค่อยค่อยเรือนลางและหายไปอย่างกับควันหมอกจางจางในยามเช้าที่หายไปโดยไม่อาจรู้
                        
             เทวีเฮร่ายิ้มอย่างประชด ธรรมดาแล้วเธอแสนจะตระหนี่ถี่เหนียวแต่ช่างเถอะเพื่ออนาคตอันมั่นคงของตำแหน่งเทวีแห่งมหาเทพนับว่าเล็กน้อยมาก เธอหยิบแก้วไวท์บนโต้ะไม้แกะสลักเป็นมังกรหมอบข้างใต้ที่มีไวท์สีขาวขึ้นมาดื่ม หากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ข้าคิดอีกสองวันอาเทน่าคงจะถูกจารึกชื่อเป็นแค่ตำนาน
                              

            ณ เมืองเอเทนหลังจากเวลาผ่านมาได้ สิบห้าเดือนนับจากการสร้างเมือง
            เมื่อมีการสร้างอาคารเรียนและห้องสมุดสร้างตะเกียงจุดไฟ ท่านผู้เฒ่าจึงได้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้คนอื่นอื่นและรวบรวมเหล่าผู้มีความรู้มาทำการรวบรวมความรู้ในแต่ละแขนงและบันทึกลงกระดาษเป็นตำรับตำราเพื่อสั่งสอนคนรุ่นต่อไป
            ความเจริญจึงมิได้มีอยู่แค่ที่เอเทนแต่ตามหมู่บ้านใกล้ใกล้ก็มีการส่งคนมาศึกษาวิทยาการที่ถูกทำลายไปให้ฟื้นคืนกลับมาดังเช่นยุคแอทแลนติสซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของมนุษย์ในอดีตกาลก่อนเกิดสงครามแห่งเทพ การค้าและการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ทำให้ความเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วโดยกำหนดค่าด้วยโลหะแบนทรงกลมที่มีตราอาเทน่าประทับจึงเฟื่องฟูอีกครั้ง
         อากาศยามนี้อบอุ่นเหมาะแก่การพักผ่อน ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป ต้นไม้รอบรอบเมืองก็ผลิใบสีสันสวยงาม

            อาเทน่าเหลือบตามองลงมาจากหน้าต่างชั้นสองของอาคารประชุม มองดูผู้คนเดินกันขวักไขว่ในตลาด มูรานิซิสนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ขัดมันสลักลายช่อมะกอก จิบชาที่พ่อค้าจากต่างถิ่นนำมาขาย  กลิ่นของมันหอมชื่นใจ รสขมฝาดแต่ชุ่มคอยิ่งนัก
            
            อาเทน่านั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวใหญ่อ่านหนังสือปกหนังสีน้ำตาลเล่มหนาหน้าปกเขียนไว้ว่าประวัติย่อของจักรวาล เธอปล่อยผมยาวดำขลับ
                      
                  “มูราเจ้าว่า ป่านนี้เซนคนอื่นอื่นที่เดินทางไปยังทิศต่างต่างนับปีพวกเขาจะเป็นเช่นไร”อาเทน่าเอ่ยถามมูรานิซิสแต่สายตาเธอยังจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือในมือ
          
         มูรานิซิสค่อยค่อยหันหน้าจากการชมวิวภายนอกมาทางอาเทน่า ถ้วยชาดินเผาที่มีชาค่อนถ้วยยังอยู่ในมือ
                      “อืม..พวกเขาต่างมีความสามารถ ข้าว่าพวกเขาทำตามความประสงค์ของท่านได้อย่างแน่นอน”
                      “ข้าก็คิดเช่นนั้น เบลเลเลอฟอนคงออกตามหาพวกเขาด้วยม้าเปกาซัสแล้วกระมั่ง”
                      “ข้าก็ว่าเช่นนั้น” มูรานิซิสวางถ้วยชาที่มีควันกรุ่นลงบนโต้ะวางของข้างข้างและหยิบหนังสือเล่มนึงบนกองหนังสือสองสามเล่มบนโต้ะขึ้นมาอ่าน
          
            สายลมอ่อนพัดผ่านหน้าต่างบานใหญ่กรอบไม้มะเดื่อขัดมันสีน้ำตาลเงาวาววับที่เปิดไว้ทั้งสองบาน ผ้าม่านไหมเนื้อลื่นสีทองถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ทั้งสองนิ่งเงียบอีกครั้งด้วยต่างสนใจเนื้อหาในหนังสือที่อยู่ในมือ

           ร้านลาล่าเฮ้าส์ ที่น้ำพุกลางใจเมืองเอเทน ตัวร้านสร้างด้วยไม้สองชั้นทาสีเขียว มีป้ายชื่อร้านทำด้วยไม้ทาสีขาวตัวอักษรสีชมพูคำว่าลาล่าเฮ้าส์ติดอยู่หน้าร้าน
           ภายในร้านที่ตกแต่งด้วยเครื่องดินเผา ทาสีไสตล์เอิร์ธโทน อยู่ติดกับร้านขายผลไม้สดและห้องเสื้อพัลลัสแองเจิ้ล ข้างหน้าร้านเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีชาวเมืองและพ่อค้าเดินกันขวักไขว่ ได้ยินเสียงน้ำพุกลางเมืองดังซู่ ซู่
         แพตตามาลิน ตาลายา พอนราตีนั่งอยู่ที่โต้ะไม้ทรงกลมมีเก้าอี้วางล้อมอยู่สี่ตัว พอนราร่าเจ้าของร้านนั่งอยู่ตรงเคาเตอร์ใกล้กัน
                      
                  “แพตตา เบลเลหวานใจเจ้าไปซะที่ใดละ”ตาลายาเอ่ยถาม ตรงหน้าเธอมีแก้วใสซึ่งมีน้ำแอปเปิ้ลคั้นสดเต็มแก้ววางอยู่ ตาลายาผิวขาวร่างเล็ก ตาหวานเยิ้ม ผมยาวตรงสีทองอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงบานเย็นเผยไหล่ทั้งสองชายยาวแค่เข่าอวดผิวสาวขาวผ่องเป็นยองใย
                      
                  “เขาไปทำภารกิจตามคำสั่งอาเทน่านะ คงอีกนานกว่าจะกลับ”แพตตามาลินพูดด้วยน้ำเสียงละห้อยละเหี่ย หน้าเธอหมอบคว่ำกับโต้ะ เธออยู่ในชุดเอี๋ยมคอกลมขาสามส่วนสวมหมวกสีชมพูลายลูกไม้
                      
                  “ตายละ เจ้าไม่เหงาบ้างรึ..อิ อิ”เสียงแซวด้วยน้ำเสียงเล็กเล็กของพอนราตีจากปากบางสีชมพู ช่างเหมาะสมกับร่างเล็กขาวขาวของเธอยิ่งนัก ตาโตสีน้ำตาลของเธอเป็นประกายสดใส ผมยาวดัดลอนใหญ่สีน้ำตาลทองที่มีโบว์สีชมพูติดอยู่เสริมความน่ารักให้กับพอนราตีที่ทำหน้าแอ้บแบ้ว เธอสวมชุดกระโปรงชมพูปิดคอแขนกุด ชายแค่เข่าลายลูกไม้
          
            แพตตามาลินเงยหน้าขึ้นมาจากโต้ะตวัดสายตามองออกไปนอกร้านแล้วจึงหันกลับมาอีกครั้ง          
                 “ไม่ละ ว่าแต่ตัวเจ้าละ พอนราตีไม่มีหวานใจดอกรึ”
                      “แหม่.ข้าเองก็มิได้สวยน่ารักสะดุดตาชายใดอย่างเจ้าหรือพอนราร่าจึงจะมีชายหนุ่มมารุมจีบ..คิคิ”พอนราตีพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ไอดอลสาวขวัญใจชาวเมืองเอเทนอมยิ้มอย่างมีความสุข
                      
                 “พวกเจ้าอย่าแซว แพตตามาลินนักซิ” พอนราร่าที่นั่งอยู่ตรงเคาเตอร์ทำเสียงดุ แต่เธอมีรอยยิ้มอย่างสม่ำเสมอบนใบหน้า เธอใส่เสื้อคอกลมสีขาวกระโปรงหนังสั้นสีดำปล่อยผมยาวสีทอง ตากลมโตสีทองของเธอเป็นประกายเจิดจ้าตลอดเวลา นางฟ้าแห่งร้านขนมหวานลาล่าเฮ้าส์ซึ่งมีคู่แข่งเป็นร้านขนมหวานแอนตีกส์ของสี่ชายหนุ่มรูปงามแห่งเอเทน
        
            ภายนอกร้านที่มองผ่านออกไปได้ด้วยกระจกใสบานใหญ่ เห็นผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ชาวเมืองเริ่มปรับตัวกับวิถีชีวิตแบบใหม่ได้อย่างกลมกลืนด้วยว่าแม้แต่ก่อนพวกเขาจะไม่ได้มีไฟหรือความเจริญทางวัตถุแต่พวกเขาก็พอเรียนรู้จากคนรุ่นเก่าที่ยังหลงเหลือมาจากสงครามแห่งเทพ การตอบสนองความเจริญจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว


         ในค่ำคืนที่ดึกสงัด ณเมืองเอเทน ชาวเมืองพากันหลับใหลอย่างไม่รู้สึกตัวด้วยอากาศที่เย็นสบายน่านอน                              
            
            นกอินทรีย์สีขาวบินโฉบข้ามกำแพงเมืองมาเกาะที่บนกิ่งไม้ใหญ่ตรงข้ามที่อยู่ใกล้กับหน้าต่างบานใหญ่ของห้องพักอาเทน่า
            แววตาของมันมองเข้าไปในห้องนอนของอาเทน่า
        
            ห่างออกไปนอกกำแพงเมืองบริเวณชายป่า  ร่างร่างนึงสวมหน้ากากเงินผมสีทองรวบไว้ เธอขึ้นสายธนูทองคำด้วยคันธนูสิงโตทองคำอันใหญ่ยักษ์กว่าตัวเธอที่มีลูกธนูสีทองปลายดอกทำด้วยเพชร พุ่งตรงไปยังทิศที่อาเทน่าอยู่
           เธอเห็นร่างอาเทน่าผ่านสายตาของอินทรีย์ขาวที่เกาะบนกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้กับห้องนอนของอาเทน่า
          
                      “เฟี้ยว...”ลูกธนูถูกปล่อยออกไปด้วยพลังอันมหาศาล แสงสีทองตัดกับขอบฟ้าในยามค่ำคืน
           ลูกธนูสีทองพุ่งแหวกอากาศจากชายป่าอ้อมข้ามผ่านกำแพงเมือง อ้อมหลบอาคารและต้นไม้ที่ขวางทาง ทะลุกะถางดอกไม้ ทะลุเสื้อผ้าที่แขวนไว้ริมหน้าต่าง พุ่งต้องไปที่อาคารที่พำนักตรงห้องนอนของอาเทน่าที่เปิดหน้าต่างแง้มไว้เพียงบานเดียว
                         “ปัก..”เสียงทะลวงเป้าหมาย
           ลูกธนูสีทองทะลุคัตเอ้าเท่าตัวจริงของอาเทน่าที่ตั้งไว้ข้างหน้าต่างอย่างแม่นยำที่กลางอกล้มลงกับพื้น
           นกอินทรีย์ขาวบินจากไป

           อาเทน่าเปิดประตูห้องน้ำภายในห้องออกมา ผิวนางหอมด้วยกลิ่นยาสระผม ครีมล้างหน้าครีมอาบน้ำสมุนไพรของเพอร์เซโฟเน่เลอมังค์ กลิ่นฤดูใบไม้ผลิที่หอมอ่อนอ่อน สดชื่นแต่ยาวนานไม่รู้ลืม
        
           อาเทน่าหยิบลูกศรทองคำขึ้นมาดู ตายล่ะ..นะ.นี่มัน
        หน้านางตกใจเมื่อเห็นเพชรแหลมที่ปลายลูกธนู  เพชรของชวาคอฟสกี้ เอ้ย.ไม่ใช่ข้าโดนลอบทำร้ายใครใครกันบังอาจจ้างมาลอบสังหารข้า นึกไม่ออกเพราะข้าเองก็มีศัตรูหลายคน
          สีหน้าอาเทน่าครุ่นคิด...แต่นอนก่อนดีกว่าพรุ่งนี้ค่อยปรึกษามูรานิซิสกับวีวี่

            มูรานิซิสกับวีวี่ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อรู้เรื่องในตอนเช้า
           นักสืบโคนัน โดมและหมอยาฮัดสันคู่หูจึงถูกเชิญตัวจากเมืองมิลานาโวซิเอต้ามาไขคดีด้วยการนำมาของเคโรรอส
            
           โคนัน โดมสำรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาเทน่า มูรานิซิส วิวี่และเคโรรอสก็ยืนอยู่ในห้อง
           โคนัน โดมในชุดเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสีดำสวมเสื้อคลุมสีชมพูที่กระเป๋าเสื้อคลุมมีอักษรย่อซีดีสีทอง ในมือข้างซ้ายมีแว่นขยายอันใหญ่ ฮัดสันเองก็แต่งตัวคล้ายกันเพียงแต่สวมเสื้อคลุมสีดำ        
                  
         เขาเดินสำรวจไปรอบห้องและไปหยุดยืนที่หน้าต่างบานใหญ่ที่ตรงกับต้นไม้ใหญ่สักครู่ ก่อนที่จะหันกลับมาทางอาเทน่า ท่าทางที่สุขุมนุ่มลึก ใบหน้านิ่งแต่แววตาฉายแววแห่งความรอบรู้ ท่ายืนแอ่นอันเป็นเอกลักษณ์เมื่อต้องการใช้ความคิด
                   “อืม...”เขาส่งเสียงในลำคอ
                         “เมื่อข้าดูจากวิถีลูกศรแล้ว แสดงว่าลูกศรต้องพุ่งผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานนั้นเข้ามาและทะลุคัตเอ้าของท่านอาเทน่าเข้าอย่างจังในจุดสำคัญ คือบริเวณหน้าอก..ซึ่งนับว่าโชคดียิ่งที่มันคือคัตเอ้ามิใช่ท่านอาเทน่าตัวจริง”เขาพูดด้วยเสียงเย็น ชัดเจน
        
         อาเทน่าแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด อุเหม่ เขาช่างรอบรู้นักสมกับฉายานักสืบที่เอาชื่อปู่เป็นเดิมพัน          
                   “ใช่เพราะตอนนั้นข้ากำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ เมื่อเดินออกมาจึงเห็นคัตเอ้าล้มลง และเมื่อเดินไปดูจึงได้พบกับลูกศรทองดอกนี้”อาเทน่าพยักหน้า
                        
         เขายิ้มที่มุมปากหลับตาลงเพื่อเพิ่มความน่าสนใจจากทุกคนในห้องให้ตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ          
                  “แต่หากเป็นการยิงจากระยะใกล้เหตุไฉนจึงไม่สังเกตเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายมิใช่ท่านอาเทน่าที่มีเลือดเนื้อและสาวสวย..อีกทั้งนอกหน้าต่างนั้นก็มีต้นไม้ใหญ่บังอยู่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยิงผ่านมาได้แบบตรงตรงในระยะไม่ไกล ข้าเองหลังจากไปสำรวจที่ต้นไม้ก็ไม่พบร่องรอยของลูกศรหรืออาวุธที่สร้างรอยถลอกบนต้นไม้แต่อย่างใด”เสียงนุ่มลึกกล่าวอย่างช้าช้า
          
            โคนัน โดมหยุดพูดลืมตาขึ้นมามองปฏิกิริยาของทุกคน สายตาตรึกตรอง ดวงตาสีเงินของเขาฉายแววครุ่นคิด
                        “อาจเป็นเพราะมือสังหารไม่อยู่ในระยะที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาของตนหรือใกล้พอที่จะแยกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ”เขากล่าวด้วยเสียงดังเพื่อเน้นให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของคดี
         ทุกคนนิ่งอึ้งไปกับการวิเคราะห์เหตุการณ์ของบุรุษผู้สวมเสื้อคลุมสีชมพูไว้หนวดเครา
                        “จะ..จ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24, สิงหาคม 2010, 09:28:33 AM โดย hideaki » บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #4 เมื่อ: 28, สิงหาคม 2010, 04:56:45 PM »

   -“จะ..จริงซิ ถ้ามันอยู่ใกล้ใกล้ก็ต้องรู้ว่านั่นมิใช่ท่านอาเทน่า”เคโรรอสรำพึงออกมาดังดังตาโตเท่าไข่ห่าน
                       
                   “หึ หึ...”เสียงหัวเราะในลำคอของโคนัน โดม เขาก้มหน้าลงเพียงนิดเพื่อเร้นอารมณ์ที่ปรากฎบนใบหน้า
                   “ข้าเองหลังจากที่ไปสอบถามชาวบ้านในบริเวณนี้และทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองก็บอกว่าไม่สังเกตเห็นคนแปลกหน้าหรือผู้ต้องสงสัยที่พกอาวุธประเภทธนูสะดุดตาในวันสองวันที่ผ่านมา”
                       
                   “ท่านจะกล่าวอะไร”อาเทน่าถามด้วยความสงสัย นางเองก็มิใช่นักสืบแต่ก็นึกสงสัยว่าคนร้ายจะเป็นใครที่มีฝีมือระดับสังหารจากที่ไกลได้อย่างแม่นยำ
                       
                  “ข้าได้ข้อมูลจากทหารยามมาว่ามีนกอินทรีย์ขาวบินผ่านกำแพงเมืองเข้ามาทางชายป่าด้านเหนือสักครู่แล้วแสงสีทองก็พุ่งผ่านเข้ามาจากทิศทางเดียวกัน  ในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดการยิงคัตเอ้า..”
                       
                   “นกอินทรีย์..แสงสีทอง”เสียงอุทานอย่างประหลาดใจของอาเทน่า สีหน้าที่ตกตะลึงของทุกคนเสียงของหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองแซมบ้า
       
          โคนัน โดมหมุนตัวกลับไปมองหน้าต่างบานเดิมอีกครั้ง แสงแดดยามสายสะท้อนเสื้อคลุมสีชมพูให้เจิดจ้า แผ่นหลังของเขาช่างหวานแหววยิ่งนัก
                 
                  “และเมื่อฮัดสันไปสำรวจที่กิ่งไม้ใหญ่ข้างนอกที่ตรงกับห้องนอนท่านอาเทน่า ก็พบกับร่องรอยของกรงเล็บที่เป็นรอยจิกบนกิ่งไม้ ซึ่งจากการสันนิษฐานแล้วน่าจะเกิดจากกรงเล็บของสัตว์จำพวกนกที่มีขนาดใหญ่พอสมควรประมาณแมวตัวโตเต็มวัย และร่องรอยนั้นก็ยังใหม่ไม่น่าจะเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงและน่าจะเกิดในเวลากลางคืนดูจากรอยน้ำค้างที่ยังเกาะอยู่เป็นคราบบนรอยเกาะบนกิ่งไม้กิ่งนั้นที่อยู่ตรงห้องนอนของท่านอาเทน่าพอดิบพอดี”
                 
         เขาหันกลับมาด้วยรอยยิ้มนิดนิดที่มุมปาก  รอยยิ้มที่แฝงแววแห่งชัยชนะ มือข้างขวายื่นออกมาข้างหน้าในมือนั้นมีสิ่งของบางอย่างที่สะท้อนกับแสงแดดที่สาดแสงเข้ามาเป็นประกายแวบแวบ
                       
                  “และนี่คือขนกนกอินทรีย์สีขาวที่หล่นอยู่ใต้ต้นไม้ เป็นหลักฐานเพื่อเพิ่มน้ำหนักคำพูดของข้า...”
         ทุกคนในห้องต่างตะลึงตาค้างไปกับขนนกอินทรีย์สีขาว ยาวประมาณฝ่ามือสองอัน
                       
                        “เป็นไปไม่ได้ในเมืองเอเทนไม่เคยมีนกอินทรีย์ขาว สะ แสดงว่า.....”มูรานิซิสอ้าปากค้างมือข้างขาวยกขึ้นมาสัมผัสที่ริมฝีปากล่าง       
                 
         โคนัน โดม ปล่อยขนนกให้ร่วงลงสู่พื้นห้องอย่างแผ่วเบา เขายืนตัวแอ่นบังแสงจากภายนอกให้เป็นออร่าเจิดจ้า           
                   “แสงสีทองนั้นก็น่าจะเป็นลูกศรทองคำดอกนั้นเป็นแน่แท้” สายตาเขามองไปที่ลูกศรทองคำบนโต้ะวางหนังสือ
                   
            เขาตบมือสองครั้ง บุรุษผู้หนึ่งซึ่งใส่ชุดทหารสีฟ้าก็เดินเข้ามาในห้อง
                        “ท่านอาเทน่า ชายผู้นี้มีนามว่า คาซิยาสผู้เฝ้าประตูทางทิศเหนือ เขาเป็นผู้เห็นนกอินทรีย์และแสงสีทองที่ข้ากล่าวอ้าง”
                       
                   “ใช่ครับ ผมคาซิยาสผู้เฝ้าประตูทางทิศเหนือ เมื่อคืนนั้นผมเห็นนกอินทรีย์สีขาวบินผ่านเข้ามาในเมืองจากชายป่าและสักครู่ก็มีแสงสีทองพุ่งมาจากทิศทางเดียวกันเข้ามาในเมืองไปทางที่พักของท่านอาเทน่า..มันเร็วมากครับ..ผมจึงยิงธนูสกัดไม่ทัน”
            โคนัน โดมยิ้มอย่างพอใจ คาซิยาสจึงเดินออกจากห้อง
             
                  “ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้จึงต้องเป็นมืออาชีพที่ฝึกฝนมาอย่างดี และลูกธนูทองคำปลายเพชรซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธชนิดพิเศษที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถปลิดชีพได้ในทันทีและสามารถยิงมาได้จากระยะที่ไกลมากมาก คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้รับการฝึกมาย่อมไม่อาจใช้ได้”เสียงเขาสุขุมนุ่มลึก
                   
                        “วิธีที่ใช้ก็เป็นหนึ่งในวิธีสังหารของนักฆ่าในองกรค์นักฆ่า มองเหยื่อด้วยสายตาของนกอินทรีย์แล้วจึงยิงธนูจากระยะไกลมาสังหารโดยที่เหยื่อจะไม่มีทางรู้ตัว...ไร้ร่องรอย ..เงียบ..เด็ดขาด”
                     “ข้าพอจะ รู้แล้วว่าผู้ใดที่ลอบสังหารท่าน”เสียงเขาเข้มขึ้นอย่างหนักแน่นด้วยประโยคทิ้งท้าย
           
            เขาหยุดพูดกวาดสายตามองทุกคนที่กำลังฟังอย่างจดจ่อ             
            โคนัน โดมชี้นิ้วชี้ข้างขวาพุ่งออกมาข้างหน้าในระดับสายตา ก่อนประกาศชื่อคนร้ายด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
                       
                 “นั้นก็คือ...ฝีมือของนักฆ่าขององกรค์ลับที่มีมาก่อนสงครามแห่งมหาเทพ...องกรค์ที่จะรับจ้างสังหารแต่เฉพาะบุคคลสำคัญด้วยค่าจ้างอันมหาศาล..ซินอีเกิ้ล นกอินทรีย์ผู้ชำระบาป”
                  “ซินอีเกิ้ล”เสียงอุทานของทุกคนในห้อง เสียงหัวใจที่รัวขึ้นดังกลองเพล
                       
            บรรยากาศในห้องเงียบไป ทุกคนต่างนิ่งเงียบเมื่อได้ยินคำว่า ซินอีเกิ้ล ไม่มีใครเคยได้ยินคำคำนี้แม้แต่ฮัดสันคู่หู         
                       “แต่มันก็พลาดนะ..แบบนี้มันจะทำอย่างไรละ”มูรานิซิสพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลขึ้นมาเป็นคนแรก
                     
                      “ข้าเองเพียงสันนิษฐานให้ได้ แต่การจับตัวคนร้ายมิใช่งานของข้ามันขัดกับอุดมการณ์ของนักสืบ”
                 “แต่ประเด็นคือผู้ใดจะมีเงิน ทรัพย์สินมหาศาลมาจ้างองค์กรนี้ได้”โคนัน โดมตั้งข้อสังเกตุเป็นประเด็นแห่งการพิจารณา           
       
         อาเทน่าครุ่นคิด       
                  “ผู้ที่ยิ่งใหญ่มีสมบัติมหาศาลและต้องการให้ข้าสิ้นนาม.....”เธอทำเสียงรำพึงในลำคอ
                       “อืม..ข้าขอขอบใจท่านทั้งสองมากโคนัน โดมกับฮัดสันและเจ้าด้วยนะเคโรรอสที่พาทั้งสองมา”
       โคนัน โดม ฮัดสัน เคโรรอสลากลับเมืองมิลานาโวซิเอต้า

        อาเทน่านั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิม เธอครุ่นคิดว่าคนที่จ้างมือสังหารระดับนี้ได้คงมิใช่บุคคลธรรมดา เธอยกแก้วชาที่มีควันขึ้นเป็นไอขึ้นมาจิบหนึ่งอึก มูรานิซิสกับวีวี่นั่งอยู่ในห้องเพื่อระวังภัยและคุ้มครองนาง  กระจกหน้าต่างถูกเปลี่ยนเป็นกระจกที่แข็งแกร่งกันอาวุธนานาชนิด การรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นจากระดับห้าเป็นระดับสาม วิชแบนสีขาวที่มีคำว่าอาเทน่าถูกแจกจ่ายให้กับประชาชนและทหารในเมืองรวมทั้งพ่อค้าต่างแดนผู้คนต่างถิ่นที่เดินทางเข้าออกเป็นประจำ ถังขยะถูกเปลี่ยนเป็นถังใส สายสืบของหน่วยองครักษ์พิเศษของอาเทน่าถูกส่งไปแฝงตัวกับผู้คน หน่วยลาดตระเวนรอบนอกกำแพงเมืองถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความปลอดภัย
       
            อาเทน่าหลับตาพักสักครู่หลังจากอ่านหนังสือมานานหลายเพลา 
         
       
         เบลเลเลอฟอนหลังจากเดินทางตามหาเหล่าเซนด้วยม้าเปกาซัสนามว่าฮาเล่เป็นเวลาสามเดือนไปทางตะวันออก เขาจึงได้พบกับเมืองไซออนของพาราดิสและทาลีนีสที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาป่ารกครึ้ม
                       
                       “เบลเลเลอฟอนเที่เจ้าว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวศึกระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ไม่มีฤทธิ์เดช...อ้าช่างยิ่งใหญ่มากนัก”พาราดีสกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซูสจะเอาจริงหรือนี่
             
            ทาลีนีสอยู่ในชุดกระโปรงสั้นสีดำเสื้อคอกลมสีชมพู นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลตรงระเบียงบ้านไม้สองชั้นมีกันสาดคลุมให้ความร่มเย็น รับลมที่โกรกผ่านไปมา เธอปล่อยผมยาวให้สยายถึงกลางหลัง หน้าเปรี้ยวเปรี้ยวของเธอทาปากด้วยสีชมพู เธอนั่งไขว้ห้างอยู่ตรงหน้าเบลเลเลอฟอน ขาอ่อนขาวขาวของเธอรบกวนสมาธิดีแท้
           
                       “เอ่อ..ข้ามาส่งข่าวเพื่อให้เตรียมพร้อมเผด็จศึก...เอ้ย สู้ศึกกับกองทัพเทพเจ้า เพื่อให้เตรียมฝึกเด็กเป็นเซนและเตรียมเสบียงกองทัพ อาเทน่าบอกให้พวกเจ้าส่งคนไปหานางในทันทีที่ได้ทราบข่าว..เอื้อก” เบลเลเลอฟอนกลืนน้ำลายอีกครั้ง

            ทาลีนีสสับขาหลอกเพื่อเปลี่ยนข้าง ดวงตาเธอหวานเยิ้มเป็นประกาย
                        “เบลเลเลอฟอนเจ้าก็พักที่นี่ซักสามวันซิ เพื่อจะได้ชมว่าเมืองไซออนของเรา..กว้างขวาง..โอ่โถง.แค่ไหน..นะ”เสียงทาลีนีสออดอ้อน ตาปรือ ปากเจ่อ
           เบลเลเลอฟอนพยักหน้า..สายตาเหลือบมองอย่างพิจารณา

           ในตอนเช้าเบลเลเลอฟอนได้รู้จักกับ แต้วา เด็กสาวอายุสิบสามปีที่สนิทสนมกับทาลีนีส เธอเป็นเด็กสาวผิวขาวตาโต ตัวเล็กผมยาวสดใส เรียบร้อย อ่อนโยน ที่จะพาเขาชมเมือง
                       
                      “เบลเลเลอฟอน สาวน้อยน่ารักคนนี้ชื่อแต้วา เธอจะพาเจ้าชมเมือง  ดูแลเพื่อนข้าด้วยนะแต้วาผู้น่ารัก”
       
            แต้วายิ้มรับใบหน้าของเธอสดใสรับกับแสงแดดในยามเช้า ตาโตเป็นประกายซุกซน เธออยู่ในชุดกระโปรงสีชมพูชายลูกไม้ฟูฟ่องแค่เข่า สวมหมวกสีชมพูประดับด้วยลูกไม้ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนลอนใหญ่ถึงกลางหลัง

                       “สวัสดีค่ะคุณเบลเลเลอฟอน คุณมาจากเมืองของอาเทน่าซินะค่ะ”เสียงเล็ก เล็กสดใสของเธอที่พูดออกมาผ่านริมฝีปากบางเล็กสีชมพู
                       
                  “อืม.เจ้าเป็นชาวบ้านที่นี่ซินะ”เบลเลเลอฟอนยิ้มรับ
                       
                  “ค่ะ...คุณทาลีนีส  มาช่วยปราบมังกรจี แล้วจึงรวบรวมผู้คนในแถบนี้สร้างเมืองไซออน ข้าเลยสนิทกับคุณทาลีนีสในตอนนั้น..เธอน่ารักมากเลยค่ะ”
                       
                   “ใช่ครับ..น่ารักมาก”เบลเลยิ้มรับ พลางนึกไปถึงชุดกางเกงขาสั้นสีขาวเสื้อเกาะอกสีครีมที่ทาลีนีสใส่ในตอนเช้าที่โชว์สัดส่วนแบบเน้นเน้น ซูมซูม
                       
         ทั้งคู่เดินไปตามถนนเอกของเมืองที่ทำด้วยทรายอัดแน่นและปูหินทับเพื่อความสวยงาม ในตอนเช้ามีร้านขายอาหาร ผลไม้ ขนมปัง อาหารสดเปิดวางขายหน้าบ้านผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ควันจากการทำอาหารและขนมลอยฟุ้งทั้งถนน ทั้งหมูป่าผัดเผ็ด ต้มเป็ดสมุนไพร ย่างไก่ดินโป่ง กลิ่นหอมของอาหารและขนมส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย แสงแดดอ่อนในยามเช้าส่องแสงพาดผ่านตัวอาคารให้เป็นเงาไปทั่วทั้งถนน..ยามเช้าช่างคึกคัก แต่ยามดึก คึกคึก
                       
                   “ข้าเคยคิดว่าอยากออกไปผจญภัยในที่ไกลไกลนะค่ะ ข้าอิจฉาเบลเลเลอฟอนจัง”แต้วาเอ่ยวาจาแต่สายตามองไปทั่วถนน
                       “มันคือหน้าที่นะครับ...ที่ต้องทำ ถ้าเลือกได้ก็อยากอยู่ที่เอเทน”เบลเลเลอฟอนพูดด้วยเสียงขรึม
                       “คิดถึงแฟนหรือค่ะ”เธอหันกลับมามองหน้าเบลเลเลอฟอน แววตาสงสัยค้นหา
                       “ใครบอก..ข้ายังไม่มีแฟน”
                       “จริงดิ ทั้งหล่อ หุ่นดี มีความรู้ กล้าหาญผิวแทนแบบนี้ แต้วาไม่เชื่อหรอก”แต้วาพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง เสียงหวานเจื้อยแจ้ว
                       
                  “จริงครับ..ที่จริงข้าเป็นคนรักครอบครัว ข้าอยากอยู่ดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา ปรนนิบัติท่าน เรื่องแฟนข้ายังไม่คิดหรอกครับ”เสียงที่ขรึมขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
                       “ทำไมละค่ะ..หรือว่าเบลเลเลอฟอนไม่ชอบสาว”
                       “สำหรับข้าเรื่องหน้าที่การงานต้องมาก่อนความรัก...”สายตาของเบลเลอฟอนฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
                       “อืม...”เธอรับคำในลำคอ
       
            เสียงดังของเสียงหายใจ “ฟืด ฟืด”ทางข้างหลังเมื่อทั้งสองหันไปดูจึงพบกับมังกรสีเขียวตัวใหญ่ที่ก้มหน้ามามองเบลเลอย่างสงสัย ตาสีส้มของมันหรี่ลง แสงแดดกระทบหน้าจี เป็นออร่าสว่างใส
                       
                       “สวัสดี แต้วาน่ารักได้ทุกวันเลยนะ..แล้วส่วนไอ้หนุ่มนี่ใครละถึงมาเดินคุยกระหนุงกระหนิงกับแต้วา” จีทำเสียงเคืองเคือง
                       
                   “เขาชื่อเบลเลเลอฟอนค่ะ เป็นเพื่อนกับคุณทาลีนีส คุณพาราดิส มาจากเมืองอื่นเพื่อมาพักผ่อนซักสามวันค่ะ”แต้วาตอบคำถามด้วยเสียงอันสดใส
                       
                   “อ้อ..งั้นหรือ ข้ามีนามว่าจี เป็นมังกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบนี้”เจ้าหมอนี่จะมาจีบทาลีนีสหรือเปล่านะ แต่หน้าตาบื้ออย่างแกนะ ทาลีนีสไม่สนหรอก
                       
                   “ข้าก็พอได้ยินเรื่องราวของท่านมาจากทาลีนีสกับพาราดิสแล้ว ช่างสมกับที่เขาร่ำลือ”เบลเลเลอฟอนเงยหน้ามองร่างกายอันใหญ่โตประมาณตึกสองชั้นของจี
                       
                       “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”จีหัวเราะดังลั่นถนน
                       “ข้าไปเดินสำรวจเมืองก่อนละ..เที่ยวให้สนุกนะ”จีกล่าวทักทายเสร็จแล้วก็เดินเล่นต่อไปตามปกติ

           แต้วาหันหน้ามายิ้มให้กับเบลเลเลอฟอน
                       “ข้าจะพาท่านไปเที่ยวที่น้ำตกที่สวยที่สุดในเมือง ไม่ไกลมากนักไปนะค่ะ”
            เบลเลเลอฟอนพยักหน้ารับ เขาเองก็เดินทางมานานหลายเดือนการพักผ่อนด้วยการไปเที่ยวน้ำตกกับสาวน้อยน่ารักตาโตใสซื่อก็ดีเช่นกัน

            แต้วาพาเบลเลไปยังน้ำตกสูงใหญ่เสียงน้ำตกไหลงปฐภีดังกึกก้อง กลิ่นหอมของไอดินไอน้ำฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ ทั้งสองนั่งลงที่ก้อนหินใหญ่ริมน้ำที่มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา แสงแดดในยามสายส่องแสงลอดผ่านร่มไม้ลงมาเป็นเงาใบไม้เย็นตา
           
           แต้วายื่นกระบอกไม้ไผ่ท่อนยาวประมาณแขนที่มีน้ำผึ้งป่าให้เบลเลอดื่ม
           เบลเลจิบน้ำผึ้งป่า รสชาติขมหวานหอมของมันติดที่ปลายลิ้น
                       
                  “สวยมากเลยใช่ไหมค่ะ..ข้าเองก็ชอบมานั่งเล่นที่นี่เวลาเบื่อ”เธอรื่นเริงสมกับวัยเด็กสาว ชายผมยาวสีน้ำตาลภายใต้หมวกสีชมพูปลิวพัดไสว
                     
                        “ใช่ครับสวยมาก”เบลเลเลอฟอนมองไปที่น้ำตกที่ไหลลงจากเบื้องบนสู่ด้านล่างดัง “ครืน ครืน”  น้ำแตกกระเซ็นขึ้นเป็นฟองฟูฟ่องสีขาว ใสสะอาด พรายน้ำสะท้อนแสงแวมแวม ระยิบระยับตา
                       
                  “ถ้าเรามานั่งเล่นที่นี่กันได้ทุกวันก็ดีนะค่ะ”แต้วาหลบสายตาลงมองพื้นดิน หน้าเธอแดงเรื่อเรื่อ
         
         เบลเลเลอฟอนมองแต้วาด้วยความอ่อนโยน น้องเขาน่ารัก ขาว หวาน เรียบร้อยเกินที่เขาจะห้ามใจไม่พิศวาสได้ และยิ่งได้มานั่งคุยกันสองต่อสองในสถานที่น่าอภิรมย์เช่นนี้...บรรยากาศพาไป
         
            มือของเบลเลเลอฟอนแตะที่หลังมือของแต้วาที่วางไว้ข้างตัวรอให้เบลเลกุมมือ หน้าเธอแดงยิ่งขึ้นเมื่อเบลเลกุมมือเธอไว้ทั้งสองมือ
           
            เสียงหายใจของเธอดังขึ้นด้วยความเขินอาย ก้มหน้าลงเพื่อปิดบังรอยยิ้มแสนหวานที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่จากกิริยาเยี่ยงนี้ เบลเลรู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญานว่า ดรุณีน้อยนางนี้กำลังสะเทิ้นอายด้วยจริตแห่งธรรมชาติของหญิงสาวที่ไว้นวลสงวนตัว
         
                    “แต้วา”เสียงเบลเลเลอฟอนนุ่มลึกบาดใจ
         
         แต้วาชม้อยสายตามองเบลเลเลอฟอนอย่างมีความนัย สายตาเป็นประกายวิบวับ ใบหน้าใสซื่อไร้จริตยิ่งเพิ่มเสน่ห์ยวนใจ
            เบลเลหน้านิ่งมองเข้าไปในดวงตากลมใสแป๋วของแต้วาด้วยสายตาเป็นประกายหยาดเยิ้มดังหมู่ดาวบนท้องฟ้ายามรัตติกาล แม้เพียงเสี้ยวของความเร็วแสงที่คิดไปถึงไร่แอปเปิ้ลที่เอเทน แต่ตอนนี้นี้เขาติดใจรสชาติของน้ำผึ้งป่าที่แสนหอมหวานในรสขม
                       
                   “ข้าสัญญานะว่าเมื่อข้าทำภารกิจเสร็จสิ้นข้าจะกลับมาที่เมืองนี้อีก”เสียงทุ่มนุ่มลึกดังเสียงของพระเอกหนังยุคเก่า
                       
                   “เพื่ออะไรค่ะ มาเที่ยวหรือว่า...”เสียงที่แสดงถึงความสงสัยภายในจิตใจ..ริมฝีปากบางขยับไหวเพียงนิด
                       
                        “ข้าสัมผัสได้ว่าที่เมืองนี้มีสิ่งที่หัวใจของข้ากำลังตามหาอยู่”ทั้งสองนิ่งเงียบไป ในช่วงเวลานี้เหมือนดังว่าโลกทั้งโลกหยุดนิ่งกับที่ ทุกสรรพสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว ไม่ได้ยินเสียงใด นอกจากเสียงเต้น “ตึก ตึก ตึก”ของหัวใจของเราสอง
         
            เบลเลเลอฟอนถอดสร้อยคอรูปกางเขนเงินจากคอตนเองคล้องคอเล็กเล็ก ขาวขาวของแต้วา
                        “ข้าขอมอบสร้อยเส้นนี้ให้เจ้า แบบว่าเหมาะกับเจ้าเลย น่ารักดี”
           
            แต้วายิ้มรับอย่างดีใจ แก้มใสใสส่องแสงสีชมพู
           
            เธอล้วง...เข้าไปในคอเสื้อดึงเครื่องประดับที่คอออกมา..
                        “เบลเลเลอฟอนสิ่งนี้เป็นเครื่องรางที่สำคัญของข้า  ทำขึ้นมาจากแร่มีธิลข้าขอมอบให้ท่านเช่นกัน”
            เบลเลรับสร้อยคอที่ประดับด้วยจี้ทองรูปทรงไข่เป็นกรอบมีแร่มีธิลข้างในแล้วสวมไว้ที่คอของตนทันที แบบว่าเอาใจสาว
                   
             เบลเลสลักกลอนไว้ที่ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดใกล้น้ำตก อันวารีไหลตกลงซู่ซู่ ต้นเมเปิ้ลขึ้นคู่ดังแฟนฉัน หากจันทรายังอยู่คู่ดาราวัน เธอกับฉันสักวันจะพบกันนะเอย
           

         เมื่อครบสามวันเบลเลเลอฟอนก็ออกเดินทางเพื่อตามหาเมืองอื่นต่อไปเขากล่าวลาแต้วาด้วยความอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก นั่งละห้อยละเหี่ยบนหลังฮาเล่ที่กินผลไม้กินน้ำผลไม้ซะอิ่มแปล้
            ดวงอาทิตย์สีส้มฉายแสงสีส้มแก่เย็นเย็นเป็นแบล็คกราวที่มีทั้งสองทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีส้มเข้ม ก้อนเมฆสีขาวอมส้มติดกันเป็นแพ  พวกเขาต้องเดินทางอีกยาวไกลสู้ต่อไปเบลเลเลอฟอน

            เมื่อแผนการสังหารอาเทน่าไม่สำเร็จ ยิ่งทำให้เทวีเฮร่าคลั่งแค้นยิ่งหนัก เมืองเอเทนก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกวันทุกปี
            นางวางแผนที่จะทำสงครามกับอาเทน่าด้วยความร่วมมือของเทพโปเซดอน จึงได้ใช้ให้คนสนิทเดินทางไปยังอาณาจักรใต้มหาสมุทรของโปเซดอนเพื่อขอความร่วมมือในการทำสงครามกับอาเทน่าและมนุษย์
       
         ด้วยการแลกเปลี่ยนกับการยกดินแดนบนพื้นดินในถิ่นของมนุษย์ให้กับโปเซดอน

           โปเซดอนตอบตกลงแต่ขอเวลาเตรียมการสามปีด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางทั้งเบื่อและเซ็งเป็นที่สุด  เวลาสามปีที่รอคอยเพื่อจะได้ยาตราทัพไปเหยียบย่ำเมืองเอเทนของอาเทน่าให้ย่อยยับ

         แต่แผนการดังกล่าวก็รู้ไปถึงหูของอาเทน่า
            ในห้องประชุมของอาคารประชุมเมืองเอเทน อาเทน่า มูรานิซิส วิวี่มาพร้อมหน้ากัน
            หน้าอาเทน่า คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันดังโบว์ผูก
                   
                  “เราคงต้องสร้างกองกำลังและอาวุธให้มากที่สุดนะค่ะ”วีวี่
                       “ข้าก็คิดแบบนั้นแต่เวลาสามปีมันน้อยเกินไปสำหรับพวกเรา”อาเทน่า
                       “เบลเลเลอฟอนก็มิได้ส่งข่าวอันใดมาเลย”มูรานิซิส
                        “เฮ้อ..” เสียงถอนหายใจที่ดังขึ้นพร้อมกัน

            เคโรรอสเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง ด้วยทีท่ารีบเร่ง กระวนกระวาย เขาเป็นห่วงจิตใจของอาเทน่าอย่างสุดซึ้ง
                        “ท่านอาเทน่า ข้าจะช่วยท่านสุดความสามารถ”เขากล่าวอย่างหนักแน่น
           
            อาเทน่าเพียงยิ้มรับ
                          “เจ้าตนเดียวไฉนเลยจะรับมือกับกองทัพของเทพโปเซดอนได้”
                    “ท่านอาเทน่า ข้ามีลูกน้องสองร้อยตนข้าจะหาเซนทอร์มาร่วมด้วยให้ได้พันตน”
                         “เคโรรอสถ้าทำแบบนั้นเท่ากับเจ้าจะเป็นกบฏต่อซูสเลยนะ”
                        “ข้ายอมพลีชีพเพื่อท่านอาเทน่า”
         
            อาเทน่าพุ่งเข้าไปกอดเคโรรอส
                        “ข้าชอบเจ้าจริงจริงให้ดิ้นตายเถอะ”
                         
                       “แต่อาเทน่าค่ะแล้วทหารของเราละจะหาจากไหนกันให้ได้มากมายขนาดนั้น”
                       “ฝึกทุกคนให้เป็นทหารทั้งเด็กและผู้หญิงคนแก่ จ้างพวกพ่อค้าต่างเมืองคงได้ซักสองพันคน”มูรานิซิส
           
          อาเทน่ายืนนิ่งเพื่อคิด เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง
                       “เวลาอีกสามปีเมืองอื่นอื่นคงส่งคนมาช่วยเราได้..ข้าหวังว่าการต่อสู้ในศึกอีกสามปีข้างหน้าพวกเราคงไม่เดินเดียวดาย”
       
          แสงแดดที่ผ่านกระจกสีชากระทบที่ชายกระโปรงสีขาวของอาเทน่า นางยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ใจนางเต้นเป็นจังหวะช่าช่าช่า ศึกใหญ่กำลังจะมาแต่กองทัพของนางยังไม่พร้อม ทั้งเซน ทหาร เสบียง เงินตรา อยากให้เหมือนในหนังที่เกณฑ์คนมาได้เยอะเยอะ เอาอาวุธใส่มือให้เข้าสนามรบ อีกทั้งกุนซือผู้วางยุทธศาสตร์การรบด้วยเล่า อีกสามปีเหมือนว่าจะถึงในวันรุ่งขึ้น
         
          ณ กระท่อมหลังเล็กบนภูเขาใกล้เมืองเอเทน  มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า กัดเหลียง ซีดาเน่ผู้มีปัญญาหลักแหลมยิ่งนัก เขาได้รับการถ่ายทอดความรู้จากปราชน์แห่งยุคแอนแลนติสซึ่งหลบภัยสงครามแห่งเทพมาอาศัยอยู่กับเขาตั้งแต่อายุได้สี่ปี บัดนี้เขาอายุยี่สิบปีได้รับการถ่ายทอดทุกอย่างจากปราชน์ผู้นั้นจนหมดสิ้น เขาได้รับฉายาว่า “มังกรหมอบนิ่งนิ่ง” และในวันที่อาจารย์หมดลมหายใจในวัยแปดสิบสี่ปี เขาจึงตัดสินใจลงจากเขาเพื่อเข้าเมืองเอเทน
                       
                      “ข้าจะไปช่วยอาเทน่า...”เขารับรู้ถึงข่าวการเตรียมทำศึกของอาเทน่าจากชาวไร่แอปเปิ้ลที่เขาสนิทสนม แม้จะมิได้มีผู้ใดมาอ้อนวอนขอให้ไปช่วยงานที่หน้าบ้านถึงสามครั้งสามครา แต่เขาก็พร้อมทั้งตัวและหัวใจที่จะอุทิศให้กับอาเทน่า
             
           เขาเดินทางเข้าเมืองเอเทนด้วยชุดแต่งกายที่ดีที่สุด กางเกงขายาวสีดำผ้าไหมเสื้อสีขาวแขนยาวผ้าไหม เสื้อคลุมไหมสีขาวมีอักษรแอนแลนติสที่ด้านหลังสีน้ำเงินตัวใหญ่ รองเท้าหนังสีดำ ถือพัดหางนกเป็ดน้ำสีแสดไว้ในมือข้างซ้าย
           
            เมื่อเข้าไปในเมืองเอเทนที่มีความศิวิไล จึงได้พบผู้คนมากมายเดินกันอึกทึกจอแจในตลาดค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแผงนำเสนอสินค้าแปลกแปลกจากต่างเมือง ที่มีน้ำพุกลางเมืองทำจากหินอ่อนขนาดใหญ่เบิ้มมีรูปปั้นอาเทน่าตั้งอยู่กลางน้ำพุ ถนนสายหลักของเมืองปูด้วยหินอ่อนสะอาดตา มีถังขยะใสและผู้คนใส่วิชแบนสีขาวที่มีชื่อของอาเทน่า
       
         :ซีดาเน่เข้าไปนั่งดื่มกาแฟโบราณในร้านลาล่าเฮ้าส์ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจและนั่งพักจากการเดินทาง เขานั่งทอดอารมณ์ปล่อยสายตาให้ชาชินกับบรรยากาศภายนอกร้านผ่านกระจกใสใสบานใหญ่  มีเพียงแสงแดดเล็กน้อยที่ลอดผ่านกันสาดสีชมพูเข้ามาภายในร้าน
             
              ภายในร้านยามนี้มีเพียงโต้ะสามตัวกับเก้าอี้ที่วางล้อมรอบ และตัวเขากับพอนราร่าเจ้าของร้านคนสวยตาเป็นประกาย         
                       “ข้าอยากรู้ว่าจะเข้าพบอาเทน่าได้เช่นใด”เขาเอ่ยถามพอนราร่าที่กำลังง่วนกับการทำอาหาร
             
             เธอเงยหน้าขึ้นมา       
             พอนราร่านิ่งคิด ตาเธอยิ้ม เธอเองก็สะดุดตากับชายแปลกหน้าผู้นี้ตั้งแต่แรกเห็นที่เดินเข้ามาในร้านนั่งเล่นชิลล์สำหรับวัยรุ่นและกลุ่มสาวสาว แต่เขาดูขรึมคงแก่เรียนแม้จะดูดีก็เถอะ
                         
                       “ก็เดินไปที่อาคารสามชั้นที่เป็นที่ประชุมของเมืองหลังใหญ่ข้างหน้านี่แหละค่ะ แล้วก็ติดต่อประชาสัมพันธ์ ว่าแต่ท่านต้องการพบอาเทน่าด้วยเหตุใดละค่ะ”เสียงเธอร่าเริงและเป็นกันเอง

                       “ข้าจะมาช่วยอาเทน่าทำศึก ข้าได้ยินเรื่องการเตรียมพร้อมรบกับทัพโปเซดอน ข้าเป็นชาวบ้านนอกเมืองจึงอยากมาร่วมด้วยกับอาเทน่า”

            ตาใสใสของเธอโตขึ้นเป็นประกาย รอยยิ้มกว้างเห็นฟันขาว             
                       “ว้าว...กล้าหาญมากค่ะ ข้าจะแถมแซนวิชไส้ถั่วเขียวให้อีกสองชิ้น”เสียงของเธอสดใสร่าเริงขึ้นมาทันทีด้วยว่า ในตอนแรกเธอก็สงสัยในพฤติกรรมของชายแปลกหน้าตัวสูงเพรียวผิวขาวผมสีม่วงผู้นี้จะเป็นฝ่ายศัตรูหรือไม่

                       “ข้าชื่อพอนราร่า ท่านชื่ออะไรค่ะ”
                       “ข้ามีนามว่า กัดเหลียง ซีดาเน่ผู้มาจากบ้านบนผู้เขาใกล้กับไร่แอ้ปเปิ้ล”
                       “อืม..ชื่อไพเราะ...ท่านมาทานอาหารที่ร้านข้าอีกนะค่ะ”
                       “กาแฟกับขนมของเจ้ารสชาติดีมาก...ข้าจะมาร้านเจ้าอีกบ่อยบ่อย”
                       “ค่า....”เสียงของเธอหวานอย่างยินดี

            เมื่อซีดาเน่ได้พบกับอาเทน่าเขาแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่าจะต่อสู้กับกองทัพของโปเซดอนอย่างห้าวหาญ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีขาวในห้องทำงานของอาเทน่าที่มีมูรานิซิสนั่งอยู่ด้วย
 
           อาเทน่านึกสงสัยตั้งแต่แรกเห็นว่าชายผมม่วงผู้นี้เป็นใคร ถึงกล้าเสนอตัวมาหาเธอถึงที่ ท่าทางเขาดูสุภาพนัยน์ตาเล็กเรียวหางตายาว หน้าขาวสูงเพรียวผมม่วง ไว้ใจได้รึ นางสงสัยในท่าที
                         
                       “เจ้าจะช่วยข้าในงานใดรึ..ซีดาเน่”เสียงเย็นเย็นของนางช่างน่าเกรงขาม นางนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีฟ้าอ่อนนุ่ม
         
                       “ข้าได้เรียนรู้ในกลศึกและกลยุทธการจัดทัพเข้าต่อสู้จากปราชน์แห่งแอตแลนติสมาตั้งแต่อายุได้สี่ขวบเป็นเวลาถึงสิบสี่ปี..ข้าสามารถให้คำปรึกษาแก่ท่านในการทำศึกได้..ท่านอาเทน่า”:ซีดาเน่พูดด้วยเสียงที่มั่นใจ
                 
                       “แต่เจ้ายังมิได้เคยลงสนามจริง..แค่รู้ในตำรา..ศึกกับทัพเทพมิใช่การละเล่น”เสียงเธอจริงจัง
                       “ข้ามั่นใจว่าข้าจะมีประโยชน์แก่ท่าน”เสียงเขาหนักแน่น

                       “ท่านอาเทน่า...ข้าเห็นว่าการศึกครั้งนี้ฝ่ายเราจำเป็นต้องมีผู้รู้ในหลายหลายด้าน...และเราก็ยังขาดตำแหน่งนี้อยู่นะค่ะ”มูรานิซิสเสนอความคิดเห็น เธอคิดว่าในยามนี้ควรจะหาพวกไว้เยอะเยอะและชายผู้นี้ก็ดูภูมิฐานทรงภูมิแต่งตัวอย่างผู้มีการศึกษา
            อาเทน่าหันไปมองมูรานิซิส ทำหน้านิ่งตรึกตรอง         
                      “อืม..ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด”
 
                       “ซีดาเน่..ข้าจะรับเจ้าไว้ทำงาน”
                       “ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”ซีดาเน่กล่าวอย่างยินดี สีหน้าแสดงออกถึงความกระหาย...ในการทำงานยิ่งนัก
                       “แต่ตอนนี้เจ้าก็ไปช่วยมูรานิซิสฝึกเด็กก่อนนะ”
                       “ครับ...แต่ข้าก็รู้เกี่ยวกับการทำอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง”

                      “หึ...อาวุธเช่นใดรึ”เสียงของนางสงสัยและเอะใจ
                      “เครื่องยิงหน้าไม้หลายอันขนาดใหญ่...เครื่องดีดหิน...และอื่นอื่นอีกมากมาย”
           
            อาเทน่าทำหน้าประหลาดใจ เจ้าหมอนี่ช่างขี้คุยเสียจริง จะทำได้เหรอ         
                      “โอ้ ขนาดนั้นเชียวรึ...งั้นข้าแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้ควบคุมการผลิตอาวุธของเราอีกตำแน่ง”

         :ซีดาเน่ได้รับการแต่งตั้งให้ช่วยเหลือวีวี่ในการคิดค้นอาวุธใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพออกมา โรงผลิตอาวุธถูกสร้างขึ้นใหม่ให้ใหญ่และทันสมัยกว่าเดิมที่กำแพงเมืองด้านตะวันตก


บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #5 เมื่อ: 08, กันยายน 2010, 03:01:10 AM »

   -. ณ ดินแดนน้ำแข็งที่แสนหนาวเย็นของเมืองแคสซิโอเปีย ผู้คนในเมืองต่างรู้สึกปลอดภัยในระดับหนึ่งที่มีกำแพงเมืองที่แสนแข็งแกร่งสูงใหญ่ปกป้องพวกตนจากสัตว์ร้าย และมีผู้นำนามว่าท่านนสสนากับนีสพางอส พวกเขาช่วยกันสร้างเมืองให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นเวลาสิบห้าเดือน

            นสสนาเดินเล่นชมบรรยากาศริมทะเลสาบซึ่งในช่วงเวลานี้น้ำในทะเลสาบยังไม่เป็นน้ำแข็งมีหงส์ฟ้า หกตัวลอยตัวอยู่ในน้ำ ขนสีขาวของมันเป็นประกายโอโม่ ต้นไม้หลายต้นมีใบสีเขียวขึ้นอยู่รอบรอบทะเลสาบ นีสพางอสเดินตามเธอมาเป็นเพื่อนเหมือนเช่นทุกครั้ง

                “ท่านนสสนาครับ...วันนี้ดูมีความสุขจังนะครับ”ใบหน้าของนีสพางอสยิ้มแย้มระรื่นอย่างมีความสุข แม้จะมีลมหนาวพัดมากระทบใบหน้าเป็นระยะ
                   
                “หน้าข้าดูเครียดนักหรือไง..นีสพางอส”เธอเองหันกลับไปเล่นด้วยเจ้าหมอนี่ชักทะลึ่งใหญ่แล้ว เธอสวมเสื้อคลุมขนหมีขาวทับไว้อีกชั้น ผมสีชมพูยาวตรงสยายถึงกลางหลังสะบัดพลิ้วตามแรงหมุนตัว     
                   
        นีสพางอสยิ้มแหยแหย       
                “ไม่ครับ...ผมเห็นท่านนสสนามีความสุขก็ทำให้ผมมีความสุขไปด้วย”
                    “หึ หึ..งั้นรึ..แล้วเด็กของเจ้าละที่ฝึกเป็นเซน..เป็นเช่นไร”
                    “ทุกคนตั้งใจฝึกมากครับ..พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นเซน”เขาพูดด้วยเสียงภูมิใจ

            นสสนายิ้มหวาน ความหวานเปล่งประกายออกมาจากดวงตาที่เป็นประกาย สายลมพัดเส้นผมสีชมพูให้ปลิวเป็นลอนสยายไปทางนึง
             
        เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้นีสพางอสที่ยืนตัวตรงข้างหน้าลมหายใจอุ่นอุ่นของเธอกระทบที่ใบหน้านีสพางอส เขาเคลิ้มไป
 
                    “แล้ว...สิ่งที่ข้าให้เจ้าทำละ...การสร้างอาวุธสำหรับทหาร”เสียงเธอเย็นแต่ชัดเจน
                   “ข้าได้ให้ ช่างเหล็กซลาตันกับนักปราชน์นามว่าเสวนคิดค้นขึ้นมา…พรุ่งนี้ท่านนสสนาไปพิสูจน์ผลงานของพวกเขาได้เลย”
                      “อืม..ดีมากจ้ะ..ข้ารักเจ้านะ..นีสพางอส”เธอพูดเสียงเบาเบาแต่คำพูดช่างจับใจนีสพางอสยิ่งนัก
 
       ใบหน้าของนีสพางอสเคลิ้มยิ้มหวาน ช่วงเวลานี้เขามีความสุขยิ่งนัก กับการได้ใกล้ชิดกับท่านนสสนา จะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
               “ไหนเจ้าลองเต้นท่าไก่ย่างให้ข้าดูซิ”เสียงของนสสนาร่าเริง
                        “ได้ครับเพื่อท่านนสสนาข้าทำได้ทุกอย่าง”
            นีสพางอสเต้นท่ามูไก่ย่าง
 
       บัดนี้บนท้องฟ้า มีเสียงดัง พึบพึบ พับพับ ม้าสีขาวมีปีกที่มีคนนั่งบนหลังบินทะยานลงมาหาทั้งสองคน
                       “นั่น...เบลเลเลอฟอน”นสสนาอุทานอย่างตื่นเต้นเมื่อม้าบินบินเข้ามาใกล้
                     
            เปกาซัสร่อนลงตรงหน้าทั้งสอง เบลเลเลอนฟอนลงจากฮาเล่ย์มายืนตรงหน้าทั้งสองคน           
                        “ข้าเองนสสนา นีสพางอส..ข้ามาเพื่อแจ้งข่าวแก่พวกเจ้า”
                        “เบลเล..ท่านมาถึงเมืองนี้ได้อย่างไร”
                       
           เบลเลเลอฟอนหันกลับไปมองม้าบินมีปีกสีขาวที่ยืนเชิดหน้าอยู่ข้างหลัง         
                         “ฮาเล่..เอ่อม้าบินเพื่อนข้า ..สอบถามกับฝูงนกที่บินมาจากทิศเหนือจึงได้รู้ว่ามีเมืองแห่งนี้”

          นสสนาพาเบลเลไปยังวังริมทะเลสาบ เพื่อพักผ่อน ทั้งสามเข้าไปนั่งในห้องรับแขกของวังที่กว้างขวางโอ่โถง เพดานสูง มีชุดโซฟาสีน้ำตาลอ่อนและเตาผิงให้ความอบอุ่น
           
                        “ท่านบอกว่ามีข่าวมาแจ้ง ข่าวเรื่องใดรึ”
                         “อืม...บัดนี้เมืองเอเทนจะถูกศึก  ด้วยทัพโปเซดอนในอีกสามปีข้างหน้า อาเทน่าจึงให้ข้ามาแจ้งข่าวแก่เซนทุกคนซึ่งข้าไปเมืองไซออนของพาราดิสกับทาลีนีสซึ่งอยู่ทางตะวันออกมาแล้ว”

            นสสนากับนีสพางอสทำหน้าตกใจ อะไรกันศึกโปเซดอน กับเวลาอีกแค่สามปีช่างร้ายกาจนัก 
                       “ช่างร้ายกาจนัก...อีกสามปีก็เหลือเวลาเพียงไม่นาน”
                       “พวกเจ้าจงรีบส่งคนติดต่อไปทางเอเทนเถอะ...เพื่อที่จะเตรียมพร้อมทำศึก”

                        “เจ้ามาเหนื่อยเหนื่อยพักผ่อนที่นี้ก่อนซิ”นสสนาเอ่ยเชิญชวน
       เบลเลเลอฟอนยิ้มรับอย่างยินดี
                        “เบลเลเลอฟอนข้าเองก็มีสิ่งที่จะให้เจ้าได้เห็นด้วย”นีสพางอสพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนจะภูมิใจ
 
       นสสนา นีสพางอสพาเบลเลอฟอนไปที่แอเรียหกเก้า สถานที่พัฒนาอาวุธของเมืองแคสซิโอเปีย ที่นั่นพวกเขาได้พบกับช่างเหล็กซลาตันกับนักปราชน์นามว่าเสวนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของนักปราชน์แอนแลนติสที่หลบภัยสงครามมาอยู่ที่แห่งนี้
                        “มันสามารถป้องกันอันตรายจากอาวุธได้และยังป้องกันความหนาวเย็นกับความร้อนได้ในระดับนึง ถึงแม้จะใช้สวมคลุมทั้งร่างแต่มันก็มีน้ำหนักที่เบามากมาก”เสวนสวมเสื้อคลุมยาวถึงเข่าสีน้ำตาลสวมแว่นเลนส์หนา ผมฟูสีขาว อธิบายถึงสรรพคุณ เมื่อเขาโชว์ชุดเกราะสีทองแวววาว ที่ใช้สวมคลุมทั้งร่าง ตั้งตะหงานไว้บนที่ยึดคล้ายคนยืน
                   
       ทั้งสามนิ่งเฉยกับชุดเกราะ อืม..ก็แค่ชุดเกราะ
                             
                        “ที่จริงเจ้าน่าจะเติมสีแดงเข้าไปหน่อยนะ จะได้ตัดสีทอง เพิ่มความฉูดฉาด”นสสนาแนะนำ
            เธอเอานิ้วนางข้างซ้ายสัมผัสที่วงกลมเรืองแสงสีขาวตรงหน้าอกชุดเกราะ อย่างสงสัยทางใบหน้า           
                        “แล้วตรงหน้าอกที่เป็นวงกลมเรืองแสงนี่ละคืออะไร”
                           
                        “นั่นคือแหล่งพลังงานของชุดเกราะทำมาจากแร่กันดาเนี่ยม มีคุณสมบัติเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของชุดเกราะ”
                        “สวมแล้วคงเหมือนมนุษย์เหล็ก”เธอพูดในลำคอ
 
                       “และข้ายังมีสิ่งที่สำคัญอีกอย่าง”เสวนเรียกความสนใจ
            เขาหยิบของบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วถือโชว์ให้กับทุกคนได้เห็น
                        “มันคือ...แว่นตากันแสงอาทิตย์”

           นสสนา นีสพางอสกับเบลเลเลอฟอนถึงกับตะลึงกับของชิ้นเล็กเล็กที่มีที่เกี่ยวหู มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่มิได้ลอกเลียนแบบงานของผู้ใด โดยมันสมองและความมานะอุตสาหะของเขาโดยแท้
                        “อ้า...มั่นช่างยิ่งใหญ่นัก”นีสพางอสอุทาน
                               
                         “ข้าขอลองใส่ดูซิ”เบลเลเลอฟอนเอ่ยปากขออย่างสนใจ

             เบลเลเลอฟอนสวมแว่นกันแดดเลนส์ดำที่กรอบแว่นทรงสี่เหลี่ยมทำมาจากแร่กันดาเนี่ยม มีอักษรเสวนแอนด์ซลาตันที่ขาแว่นสีเขียว
                       “สะ..สุดยอด ช่างล้ำเลิศอะไรเช่นนี้”เบลเลเลอฟอนเผลอตัวตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง
                        “ทำไมรึเบลเล”
                        “ทุกอย่างดูดำมืดแต่กลับมองเห็นได้ชัดเจนไม่ปวดตา...ข้า..ชอบเจ้าสิ่งนี้จริงจริงเลย ..ข้าขอเถอะนะ”
        เสวนพยักหน้าอย่างยินดีด้วยรอยยิ้มที่ฉีกต็มปาก เขาดีใจที่ผลงานของเขาเป็นที่ต้องการ
        เบลเลเลอฟเก็บแว่นกันแดดสีดำใส่กระเป๋าเสื้อ

           นสสนายิ้มอย่างพอใจกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ล่าสุดของหน่วยงานพัฒนาและผลิตอาวุธที่เธอตั้งขึ้นมา คนในแถบเมืองหนาวไม่ค่อยมีกิจกรรมสิ่งใดทำมากนักจึงได้มีเวลาในการพัฒนาวิจัยด้านเทคโนโลยี
                       
                        “ เบลเลเลอฟอน..ทานอาหารกันเถอะ..เจ้าคงหิวและเหนื่อยจากการเดินทาง”
                         “ดีซิ...ข้าก็รู้สึกหิวแล้วด้วย”
     
        ที่โต้ะอาหารทั้งสามนั่งรับประทานค่ำกันเป็นครั้งแรกหลังจากเวลากว่าปีที่ต้องแยกย้ายกัน
                         “เบลเลเลอฟอนข้าสังเกตเห็นสร้อยคอที่เจ้าสวมใส่อยู่ดูสวยงามดี เป็นของแฟนเจ้าให้ไว้รึ”นสสนาเอ่ยถามเป็นครั้งแรกบนโต้ะอาหาร
                         
           เบลเลเลอฟอนสะอึกไปกับคำพูดหยอกของนสสนา คงใช่ที่ว่าผู้หญิงมีเซนในการสังเกต เขาคิดไปถึงแพตตามาลิน แต่ภาพนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของแต้วา                 
                        “เอ้อ...ใช่ เป็นสร้อยคอที่แฟนข้าให้มาเพื่อเป็นเครื่องรางคุ้มภัย”เสียงเขาอ้อมแอ้มในลำคอ

          นีสพางอสหันมามองสร้อยคอของเบลเลเลอฟอนอย่างสนใจ  เขาเองก็เพิ่งสังเกตุเห็น         
                         “สวยดีนะ..แล้วแฟนเจ้ามีนามว่าอะไรรึ..เบลเลเลอฟอน”นีสพางอสถาม
                        “เอ้อ...แพตตามาลิน เป็นชาวเอเทน”เขาพูดติดขัด
                        “ชื่อเพราะมากคงน่ารักเหมาะกับเจ้าและรักเจ้าด้วยใจจริงเป็นแน่แท้...เพราะที่ข้าสังเกตุนั้นคงเป็นแร่มีธิลที่แสนหายากและมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก...”สายตาของนสสนาช่างละเอียดและเฉียบคม
                 
            นสสนายิ้มอย่างเยือกเย็น แม้เธอจะมีใบหน้าที่หวานสวยแต่รอยยิ้มของเธอกับสร้างความเย็นยะเยือกจับใจเขายิ่งนัก  มือทั้งสองของเธอมาชันไว้ที่คาง           
                        “เบลเลเลอฟอนเจ้ารู้ถึงอำนาจของมันหรือไม่”เสียงเธอนิ่มนิ่ม
                       “ข้าไม่ทราบ”
                        “มันมีพลังในการคุ้มครองผู้สวมใส่และ....”

            เธอหยุดพูดไว้เพียงนิด ปล่อยให้เบลเลเลอฟอนกับนีสพางอสรอคอยอย่างตั้งใจฟัง
                        “มันยังมีพลังในการลงโทษแก่ผู้ที่สร้างบาปให้สำนึก..แม้จะเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของมัน”
                        “ข้าหวังว่าเจ้าคงไม่เคยทำสิ่งใดที่ผิดบาปในจิตใจไว้ซินะ...เบลเลเลอฟอน” นสสนายิ้มที่มุมปากเพียงนิด แววตาหวานแต่แฝงแววเมตตาต่อลูกแกะหลงทางอย่างเขา
           
            หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ เบลเลเลอฟอนก็นอนหลับพักผ่อนในค่ำคืนแรกที่เมืองแคสซิโอเปียที่วังวัลฮัลล่าของนสสนากับนีสพางอส
                             
             เขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะเปิดประตูออกไปนอกห้องแต่ทว่าประตูกลับเปิดไม่ออก เมื่อมองออกไปนอกห้องตรงตาแมวก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดใด  แต่ไม่ว่าจะพยายามเปิดอย่างไรประตูห้องก็เปิดไม่ออกเหมือนดังว่าภายนอกห้องได้มีตะปูและโซ่อันเบ้อเร้อติดตรึงประตูห้องไว้
                        “มีใครอยู่ข้างนอกนั้นบ้าง...ช่วยด้วยประตูเปิดไม่ออก” เขาตะโกนด้วยเสียงอันดังด้วยหวังว่าคนที่อยู่ภายนอกห้องจะได้ยิน    แต่ความพยายามของเขาก็ไร้ผล
 
            แม้เขาจะเห็นคนเดินภายนอกห้องแต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงเบลเลเลอฟอนที่ตะโกนจากภายใน...
            มันเกิดอะไรขึ้น เขาทรุดตัวลงนั่งที่หน้าประตูพลางคิด...ข้าฝันไปหรือปล่าว..ต้องใช่แน่แน่..มันต้องความฝัน
       
            เขาลุกขึ้นยืนเดินไปที่หน้าต่างห้องเพื่อจะมองวิวภายนอก   ภายนอกห้องเป็นวิวของทะเลสาบที่เขามาถึงเมื่อวาน อากาศยามเช้ายังสดใสเช่นเดิม แสงแดดอ่อนอ่อนสาดแสงเข้ามา แต่หน้าต่างกลับปิดสนิททุกบานไม่สามารถเปิดได้เหมือนกับประตูห้อง ให้ตายเถอะ

            เขาหายใจทิ้งอย่างท้อแท้...เดินผ่านเตียงนอนไปที่ห้องน้ำเพื่อจะล้างหน้าให้สดชื่น..ถ้าหากว่านี้คือความฝัน..หากข้าได้อาบน้ำให้สดชื่น..ข้าอาจจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา

           “แก็ก...”เสียงของลูกบิดทองคำลายค้างคาวกินกล้วย   
           เมื่อเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปสิ่งที่เห็นก็คือ อ่างล้างหน้ากระจกเงาทรงกลมขอบทองคำเหนืออ่างล้างหน้างาช้าง อ่างอาบน้ำสีขาวและ โถหินอ่อน แสงแดดส่องสว่างเข้ามาทางผนังคริสตัลใสที่ใส่ไว้แทนผนังปูนครึ่งนึง ทางผนังฝั่งด้านนอกอาคาร

            แต่...ผนังด้านในตรงอ่างอาบน้ำ...มีอะไรบางสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่ได้...มันเป็นเมืองโพรงใหญ่ขนาดครึ่งนึงของตัวเขา..ที่เหมือนว่าจะทะลุออกไปเชื่อมต่อกับที่ใดซักแห่ง

                        “นั่น..มันอะไรกันนะ” เขาอุทานอย่างประหลาดใจ  เมื่อคืนมันไม่มีนิ..เขาแน่ใจเช่นนั้น ไอ้บ้าที่ไหนมาขุด
            เบลเลเลอฟอนเดินไปที่โพรงนั้นแล้วย่อตัวลงไปดู มันมืดมากมองไม่เห็นอีกฝั่ง..แต่ในตอนนี้มันอาจจะเป็นทางออกทางเดียวสู่โลกภายนอกจากห้องนี้
           
             เบลเลตัดสินใจเพียงชั่วครู่ เป็นเซนจะหวาดกลัวไม่ได้ เขามุดเข้าไปในโพรงที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกนั้น

            เขาคลานไปตามทางที่มืดไม่เห็นสิ่งใดเลยได้สักพัก แล้วเขาก็เห็นแสงสว่างที่ปลายโพรง ใจเขาชื้นขึ้น ทางออกเห็นอยู่ร่ำไร เขาเคลื่อนที่เร็วขึ้นเร็วขึ้นเพื่อจะไปให้ถึงทางออกให้เร็วที่สุด

       ที่ปลายโพรงเมื่อเบลเลเลอฟอนรอดตัวออกมา เขากลับพบว่าสถานที่นั้นเป็นป่าที่แสนรกทึบเหมือนกับไม่มีทางออกไปได้
                       “ที่นี่มันที่ไหนกัน...”เสียงอุทานของเบลเลเลอฟอน สีหน้าที่ประหลาดใจ
                       
            เบลเลเลอฟอนหมุนตัวมองไปรอบรอบ บรรยากาศช่างอึดอัด ต้นไม้ที่สูงใหญ่ใบหนาปกปิดแสงอาทิตย์ที่สาดแสงส่องลงมารอดผ่านใบไม้เพียงนิด  ความเงียบวังเวงไร้ซึ่งเสียงแห่งทุกสรรพสิ่ง…เงียบเสียจนได้ยินเสียงของหัวใจตนเองดัง “ตึก ตึก”

        เบลเลเลอฟอนพยายามมองหาทางออก แต่ดูเหมือนว่าทุกทุกด้านถูกปิดกั้นไปเสียหมด

            เขายืนนิ่งนิ่ง  เพื่อทำจิตใจให้สงบ การสร้างสมาธิย่อมทำให้มีสติและเกิดปัญญา ที่แห่งนี้เป็นส่วนไหนของเมืองแคสซิโอเปียกัน แล้วโพรงในห้องน้ำเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ฮาเล่ละ เจ้าอยู่แถวนี้หรือไม่
       
           ขณะที่เขายืนคิด เสียงเสียงนึงก็ดังแว่วมา เขาหันไปทางเสียงนั้นต้นไม้ที่รกทึบเมื่อครู่ก็ปรากฏเป็นทางเล็กเล็กพอคนเดินผ่าน ช่างน่าแปลกใจหรือเขาไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรก
     
        เบลเลเลอฟอนตัดสินใจก้าวเท้าเดินไปตามทางเล็กเล็กทางนั้น เส้นทางที่คดเคี้ยวไปมีต้นไม้ใหญ่และพุ่มหญ้าสูงขึ้นปิดทางด้านข้าง เสียงครางอย่างประหลาดจากข้างทางที่มองไม่เห็นว่าคืออะไร

           เขาเดินไปตามเส้นทางที่เล็กแคบและยาวคดเคี้ยวไปเรื่อยเรื่อย...จนกระทั่งความมืดเข้ามาปกคลุมอย่างไม่ทันรู้ตัว สภาพป่ารอบตัวเปลี่ยนไปกลายเป็นป่าน้ำแข็งที่หนาวเย็น...
 
                  “อะไรกัน อยู่อยู่ไปก็รักกันไปเอง...เอ้ย ถึงเป็นป่าน้ำแข็ง”
     
                       “อะฮึก..อะฮึก”เสียงร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้นดังมาทางด้านหลัง  เขาหยุดยืนเงี่ยหูฟังเพื่อความแน่ใจ

            ความหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลังของเบลเลเลอฟอน   เสียงนั้นยังดังอยู่เป็นเสียงสะอื้นของหญิงสาวที่ฟังดูหดหู่และเศร้าหมอง  แต่ผู้หญิงที่ไหนจะมาร้องไห้ที่นี่ ตอนนี้ก็ในเมื่อตอนที่เดินผ่านมาไม่พบสิ่งใดใดเลยนอกจาก...ทางที่เปล่าเปลี่ยว

            เบลเลเลอฟอนค่อย ค่อยหมุนตัวกลับไปดูอย่างช้าช้า...

            ภาพที่เห็นก็คือ...

           แอ้ปเปิ้ลผลยักษ์สีแดงขนาดเท่าคน..มีตา หู จมูก ปาก ที่มองมาที่เขาตาแป๋วใสซื่อ
 
           เบลเลเลอฟอน อึ้งกับภาพที่เห็น มันคืออะไรกันแอ้ปเปิ้ลยักษ์มีตาปากจมูก  รึ..หรือว่า มันคือปีศาจแอ้ปเปิ้ล

                       “เบลเลเลอฟอน..ข้าเหงาจังเลย..ข้าคิดถึงท่าน”แอ้ปเปิ้ลยักษ์ผลนั้นพูดผ่านริมฝีปากบางสีชมพู ดวงตาที่ใสซื่อเป็นประกายระยิบระยับ จ้องมองมาที่เขาไม่ไหวติง  ช่างน่ากลัวนักแอ้ปเปิ้ลพูดได้
     
                       “เบลเลเลอฟอนท่านเคยสัญญาว่าจะดูแลคุ้มครองข้าไงละ...ท่านจำได้ไหม ท่านเคยพูดว่า แพตตามาลินข้าจะคุ้มครองท่าน..รอข้าสองปีนะ”แอ้ปเปิ้ลแพตตาลินพูดเลียนเสียงเขา

           ขณะที่เบลเลเลอฟอนยืนงงกับเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้า....เสียงเรียกชื่อเขาของหญิงสาวก็ดังมาอีกทางนึง
                      “เบลเลเลอฟอน”เสียงนั้นหวานเย็นไพเราะจับใจ

           เมื่อเขาหันไปมองก็พบกับ....ก้อนหินกลมก้อนใหญ่เท่าคนมีตาปากจมูก มองมาที่เขา

                       “เบลเลเลอฟอน ข้าคิดถึงท่าน ท่านจำได้ไหมที่บอกข้าว่า แต้วาข้าจะกลับมาหาเจ้า”เสียงของก้อนหินที่อ่อนหวาน
     
        มันอะไรกัน มันเกิดอะไรขึ้น ด้านซ้ายก็แอ้ปเปิ้ลแพตตามาลิน ด้านขวาก็ก้อนหินแต้วา เขากำลังอยู่ในโลกอะไรกัน
 
            เบลเลทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น  สองมือยกขึ้นมากุมที่ศีรษะ..หลับตาลงด้วยคิดว่ามันคงเป็นความฝัน...ฝันร้าย

            แต่เสียงเรียกชื่อของเขายังคงดังเข้าหู...ทั้งสองข้างจาก แอ้ปเปิ้ลยักษ์กับก้อนหินยักษ์

                        “เบลเลเลอฟอน” “เบลเลเลอฟอน” “เบลเลเลอฟอน”  “เบลเลเลอฟอน”

            เสียงเรียกชื่อเบลเลเลอฟอนดังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนเหมือนว่าบัดนี้มันได้มาอยู่ข้างหูทั้งสองข้าง

                       “เบลเลเลอฟอนแกจะเลือกใคร”ประโยคที่ดุดันดังก้องมาจากทั้งสองทาง
                 
                       “ไม่อย่ามากดดันกันซิ..ข้าเลือกทั้งสองคน”เบลเลเลอฟอนตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
 
           สิ้นเสียงตะโกนเสียงเรียกชื่อของเขาก็เงียบไป..เขาค่อยค่อยลืมตาขึ้นมา

          แอ้ปเปิ้ลแพตตามาลินกับก้อนหินแต้วามารวมตัวกันเป็นครึ่งก้อนหินครึ่งแอ้ปเปิ้ลแดงผลยักษ์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขา  สายตาคู่นั้นจ้องมองเขาไม่กระพริบ ตวงตาใสแป๋วที่มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ...

                        “อะฮึก อะฮึก...เบลเลใจร้าย คนหลายใจ”เสียงต่อว่าด้วยสองเสียงที่ผสานกัน 
     
            แอ้ปเปิ้ลก้อนหินพุ่งเข้ามาทับตัวเขาแล้วกลิ้งผ่านไปมาบนตัวครั้งแล้วครั้งเล่า...

                       “นี่แหนะ...ลงโทษ..ลงโทษ”
               “ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ..ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว..ข้าจะรักเดียวใจเดียว”เบลเลเลอร้องอย่างสุดเสียง
       
            เบลเลเลอฟอนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงนอนหนานุ่มในห้องนอน เหงื่อแตกพลั่ก พลั่กเต็มหน้า เต็มตัว เขากลืนน้ำลายลงคอ ถอนหายใจยาวสองสามครั้ง...

            บรรยากาศรอบรอบเป็นยามเช้าที่มีแสงแดดอ่อนอ่อนสาดแสงเข้ามา....เขาฝันไปหรือว่าเป็นความจริง

            เบลเลเลฟอนรีบลุกขึ้นจากเตียงเดินไปที่ประตูห้องในทันที  เขาเอื้อมมือไปจับที่ลูกบิดสีทอง...ค่อยค่อยออกแรงบิดทีละนิด...ลูกบิดหมุนตามมืออย่างช้าช้า...แล้ว
   
                       “กริ๊ก”เสียงคลายล๊อคของประตู  ประตูห้องเปิดเข้ามาอย่างช้าช้า 

            เบลเลเลอฟอนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหน้าห้อง ถอนหายใจดัง “เฮ้อ” แร่มีธริลคล้องอยู่ที่คอ 

            หากเป็นไปได้...เขาอยากจะไปสารภาพบาปกับทั้งสองคน

            ที่เมืองเอเทน...มีการเตรียมพร้อมรบอย่างเข้มแข็ง ทุกคนในเมืองตระหนักดีว่าอีกไม่นานศึกใหญ่จะบังเกิด และเวลาก็ใกล้เข้ามาทุกทีทุกที

            ซีดาเน่คิดค้นเครื่องยิงหน้าไม้ขนาดใหญ่ที่ยิงลูกดอกได้ห้าลูกพร้อมกันและแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว  เครื่องดีดหินก้อนใหญ่ที่มีขนาดมหึมาสามารถดีดได้ไกลแรงกว่าเดิม 
                 
        อาเทน่ามาเยี่ยมชมโรงผลิตแห่งใหม่ที่ใหญ่และทันสมัยกว่าเดิมภายในนั้นมีช่างฝีมือกว่าห้าสิบคนที่มีซีดาเน่กับวีวี่เป็นผู้คุมการผลิต
                       
               “ท่านอาเทน่า..ท่านมีความเห็นเช่นใดกับอาวุธชิ้นใหม่ของเอเทน”ซีดาเน่เอ่ยถาม
                       “ดีมาก...คงทำให้กองทัพของเราแข็งแกร่งขึ้น”นางพูดด้วยเสียงเย็นเย็น

            อาเทน่าหยุดยืนมองเครื่องดีดหินที่สูงใหญ่กว่าเครื่องดีดหินทั่วไปที่ทำจากไม้ทั้งอัน วีวี่ กับซีดาเน่ยืนยิ้มอย่างภูมิใจกับผลงานของตน
                       
                “ท่านอาเทน่า..ข้าคิดว่านักรบของท่านควรมีเกราะสำหรับออกศึกเพื่อป้องกันคมหอกคมดาบ”
                        “อืม...จริงซินะ  หากสู้ด้วยตัวเปล่าก็คงจะแย่..แต่เจ้าจะทำเกราะแบบใดละ”

       ซีดาเน่ถือพัดด้วยมือข้างซ้ายแนบไว้ข้างลำตัว สายตามุ่งมั่นเป็นประกายยอแสง ผมสีม่วงถูกเก็บไว้ในหมวกสีน้ำตาลทรงกลมแบน
                        “ข้าได้รู้มาว่ามีแร่ชนิดนึงเหมาะแก่การทำชุดเกราะยิ่งนัก ซึ่งมีความแข็งแกร่งทนร้อนทนหนาวและมีความยืดหยุ่นเบาสบายระบายอากาศแก่ผู้สวมใส่..มันมีชื่อว่าแร่โอลิฮัลคอน”
                        “โอลิฮัลคอน...ชื่อคุ้นหู เจ้าเคยได้ยินไหมวีวี่”นางเอ่ยถามวีวี่อย่างสงสัย หันหน้าไปข้างหลังเพื่อสบตากับตาสีทองของสาวน้อยผมทองที่มัดผมรวบตึงไม่ให้เกะกะเวลาทำงาน
 
             วีวี่ยิ้มอย่างหน้าชื่นตาบาน ใบหน้าเธอยังคงผ่องใสแม้ต้องเคร่งเครียดกับงานมาหลายเพลา
                         
                        “ค่ะ อาเทน่า..เป็นแร่ในตำนานของเมืองแอนแลนติส ว่าสามารถนำมาสร้างเป็นทั้งอาวุธและเกราะสำหรับสวมใส่เพื่อต่อสู้”

       อาเทน่าพยักหน้าหนึ่งที เธอหันไปหาซีดาเน่อีกครั้ง ชุดกระโปรงสั้นเสมอเข่าสีม่วงปิดคอปิดไหล่คลุมด้วยเสื้อแพรสีชมพูของเธอให้ความสบายแก่ผู้สวมใส่ได้ดีแม้อยู่ในโรงผลิตที่มีอากาศร้อน
               
                “แล้วเจ้าจะไปค้นหาแร่โอลิฮัลคอนที่ใดเล่า..ซีดาเน่”เสียงนางยังคงสงสัย เจ้าแร่โอลิฮัลคอนมันเป็นตำนานของแอตแลนติสอาณาจักรที่หายสาบสูญไปแล้วนะ...ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายง่าย..เจ้าหมอนี่รอบรู้เยอะจริง

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #6 เมื่อ: 17, กันยายน 2010, 12:53:49 AM »

   --“ท่านอาเทน่า..แร่โอลิฮัลคอนไม่ใช่ว่าจะหายาก..ข้าสามารถนำมันมาให้ท่านได้”
                       “จริงรึ.. แล้วเจ้าจะไปหาที่ใดเล่า”
             
            ซีดาเน่ยิ้มนิดที่มุมปาก กระแอมหนึ่งครั้ง ยกพัดหางนกเป็ดน้ำขึ้นมาแกว่งไปมาสองที           
               
               “อันตำนานตามความแอนแลนติส   อาณาจักรยอดฮิตแสนหรรษา   มีผู้พร่ำรำพันพรรณนา   ถึงแร่อันมีค่านามว่าโอลิฮัลคอน   ว่าสามารถปรุงแต่งและผลิต   เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ฤทธิ์แรงกล้า   ดังคลังแสงร้อนแรงทั้งกายา   เพิ่มพลังเพิ่มค่าอัพเลเวล   ดังบทความตามลำนำครีเทียส   ว่าเทมเพียสโพเซดอนและเคโท   ว่าด้วยบทสนทนาของพลาโต   เปรยเปรียบสิ่งนั้นว่าโล่ห์กำแพง   คือสุดยอดแห่งแร่ในพิภพ   ข้าจะดั้นด้นให้พบจริงจริงนะ” เสียงด้นกลอนสดที่เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาน

        อาเทน่าและวีวี่ต่างอึ้งทึ่งไปกับบทกลอนพาไปของซีดาเน่...เขาช่างดูดีมีความรู้และเจ้าบทเจ้ากลอน เพชรเม็ดงามเปล่งแสงแวบแวบเป็นประกายให้เห็น

           ซีดาเน่ปล่อยตัวตามสบาย เขารู้ว่าการสร้างความประทับใจที่ดีที่สุดคือการแสดงถึงความรู้และภูมิปัญญา มีแต่บัณฑิตและนักปรัชญาที่เจ้าบทเจ้ากลอน การเรียงร้อยถ้อยคำจากร้อยแก้วให้เป็นร้อยกรองคือการแสดงออกถึงความมีกึ๋น

           อาเทน่าสะดิ้งตัวเพียงนิดเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญ 
                       
               “ซีดาเน่..เจ้าจะไปค้นหาแร่โอลิฮาคอนเมื่อใด”
                       “ท่านอาเทน่า ข้าพร้อมเสมอ..ณเวลานี้ หลังจากที่ข้ามาอยู่กับท่านได้หนึ่งเดือน ข้าได้ถ่ายทอดความรู้แก่วีวี่บ้างแล้วพอสมควร...นางสามารถคุมงานได้..จริงไหมวีวี่”

            วีวี่ยกมือขึ้นมากำเป็นกำปั้นวางไว้ที่อก สายตามุ่งมั่น
                         
                        “ท่านอาเทน่า..ข้ามีความสามารถ..ข้าเต็มที่ค่ะ..รับซ้าบบ”เสียงยืนยันอย่างแน่นหนัก
                 “โอ้..วีวี่ เจ้าเข้มแข็งขึ้นมาก..ข้าดีใจจัง”อาเทน่าปลื้มปิติกับเด็กของเธอคนนี้..เพราะด้วยความที่วีวี่ดูแบ้วและขี้อายที่สุดในกลุ่มนางจึงต้องเอาเธอไว้ข้างกายมิให้ออกไปยังดินแดนแสนไกล

          อาเทน่าที่หน้าเปื้อนยิ้มหันไปหาซีดาเน่ ชายผู้มากไปด้วยความสามารถ แม้ในตอนแรกที่ได้พบกับเขา ข้าจะดูแคลนไปบ้างในความขี้โม้โอ้อวดแต่คงจริงอย่างที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน
                         
                “ซีดาเน่ เจ้าจะเดินทางคนเดียวรึ..ข้าเป็นห่วงนะหาคนไปเป็นเพื่อนด้วยซิ”
                        “ท่านอาเทน่า..การเดินทางครั้งนี้ข้ามีผู้ที่เลือกไว้แล้วสองคน ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าเห็นแววว่าจะช่วยงานข้าได้”

            สีหน้านางแปลกใจ มีคนที่เลือกไว้แล้ว.หาพวกแล้วรึนี่
                        “ใครรึ...”
           
            ซีดาเน่ยิ้มรับแล้วหมุนตัวไปข้างหลัง   ร่างสูงโปร่งของเขาดูคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ       
               “พวกเจ้าสองคนมานี่ซิ”เขาตะโกนเรียกด้วยเสียงอันดัง ไปยังช่างสองคนที่กำลังทำงานขัดไม้ให้เรียบ

            เด็กสาวผมยาวเขียวตาโตกับเด็กชายผมสั้นดำในชุดช่างใส่เอี๋ยมสีน้ำเงินเดินมาหา                 
               “นี่คือลันลัน กับวานาม ทั้งสองอายุสิบสองเป็นเด็กที่มาฝึกงานกับข้าและเห็นได้ว่ามีแวว”

            เด็กทั้งสองคนหน้าตาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นและยินดี           
                       
               “สวัสดีค่ะท่านอาเทน่า ข้ามีนามว่าลันลัน มีความสามารถพิเศษนอกจากการสร้างเครื่องมือและอาวุธก็คือการวาดภาพบรรยากาศทิวทรรศชั้นเซียนแบบมืออาชีพด้วยมุมมองขั้นเทพ”
                       “สวัสดีครับท่านอาเทน่า ข้ามีนามว่าวานาม มีความสามารถพิเศษคือการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และจับผิดจับพิรุจ คนโกหกหลอกลวง”
           
            เด็กทั้งสองพูดด้วยเสียงเข้มแข็ง ยืดอกอย่างผึ่งผาย เจ้าซีดาเน่ช่างตาแหลมยิ่งนัก..ข้าควรสบายใจดีไหมเนี่ย

                        “อืม..ใช้ได้..เจ้าตาแหลมมากซีดาเน่..แล้วเจ้าคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการตามหาแหล่งแร่โอลิฮัลคอน”
       
        ซีดาเน่ ยกพัดขึ้นมาชี้ไปยังทิศปัจฉิม สายตาทอแสงเป็นประกาย เชิดหน้า
                       
                       “ท่านอาเทน่า..ข้าขอเวลาสามเดือน ข้าจะหาแร่โฮลิฮัลคอนให้พบ..ข้ายืนยัน”เสียงทรงพลังและมุ่งมั่น

                       “ซีดาเน่..ข้าเชื่อมั่นเจ้า..”ข้าให้ความมั่นใจแก่เขา

            ณ อาณาจักรใต้สมุทรของเทพโปเซดอนผู้ครอบครองท้องน้ำและพื้นสมุทรมานับแต่เอาชนะศึกมหาเทพโค่นล้มเทพโครโนส แล้วขึ้นปกครองพื้นมหาสมุทรแทนเทพโอเชียเนียส    แต่ทว่าสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจลึกลึกแล้วก็คือการได้ครอบครองพื้นดิน โปเซดอนฝันอยากเพียงว่าจะมีสวนดอกไม้เล็กเล็ก ทุ่งหญ้าเล็กเล็ก  และฝูงแกะที่แสนน่ารักเป็นของตนเองบนพื้นโลก โปเซดอนเบื่อปลาการ์ตูนและแนวปะการังที่เห็นอยู่ทุกวันจนชินชา

            โปเซดอนยืนชมแนวปะการังแถบมหาสมุทรแอนแลนติกเหนือ ในเทวสถานใต้สมุทร ปราสาทสีเทาสว่างประดับด้วยเสาโรมันต้นใหญ่หลายร้อยต้น บันไดสูงชันเป็นขั้นหลายสิบขั้น เทพมหาสมุทรพลางคิดไปถึงเรื่องการตอบรับข้อเสนอของเทพีเฮร่าเรื่องทำสงครามกับอาเทน่าเพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแดนบนพื้นโลก  เวลาอีกไม่ถึงสามปีระดมกองทัพเตรียมพร้อมทำศึก  กักเก็บเสบียงจากพวกปลานีโม ปลาดาว ปลาพยูน แมวน้ำ สร้างอาวุธยุทธโธปกรณ์จากพวกเต่าทะเล คิงส์เพนกวินและฉลามหัวค้อน ฝึกรบด้วยการระดมพลจากฉลามเพชฌฆาต วาฬสีน้ำเงิน แมงกะพรุนไฟ ปลาไหลไฟฟ้า
           
            โปเซดอนในชุดลำลองสีส้มแสดสวมผ้าคลุมหลังกำมะหยี่พื้นด้านในสีน้ำเงินเข้มด้านนอกสีขาวประดับด้วยไข่มุขทองคำ คาดหัวด้วยมงกุฎเจ้าทะเลทองคำมีสัญลักษณ์สามง่ามฝังอัญมณีสีน้ำเงินเข้ม เดินกลับมานั่งบนบัลลังค์ทองคำเพื่อจิบชาสาหร่ายไสปล์รูลิน่าให้ชื่นใจ
           
           บริวารนางหนึ่งเดินเยื้องย่างเข้ามาในห้องพักผ่อน นางเป็นหญิงสาวเลอโฉม ตาโตสีเขียวมรกต ผมสีทองส้มผิวขาวสวมเพียงบราเซียสีขาวและกางเกงหนังรัดรูปสีครีม สวมกำไหล่ทองคำไว้ที่ต้นแขนทั้งสองข้าง

           นางย่อตัวลงต่อหน้าโปเซดอน             
               “ท่านโปเซดอนข้านางอัปษราไซเรน มิยาบิ..มาตามคำบัญชา”

           โปเซดอนวางถ้วยชาใส ลงบนโต้ะวางของสีขาวแกะสลักลายวาฬบลูด้าข้างบัลลังค์
                       “มิยาบิ..เจ้ายังน่ารักเช่นเดิม..ว่าแต่งานที่ข้าสั่งให้ทำละ..เป็นเช่นไร”
                     
         มิยาบิเงยหน้าขึ้นมาสบตา โปเซดอน วงหน้าหวานตากลมโตสองชั้นสีเขียวมรกตของเธอสบสายตากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มยาวรีดังห้วงมหาสมุทรที่ยากแท้หยั่งถึงของเทพเจ้าแห่งมหาสมุทร
                       “ท่านโปเซดอนค่ะ...ข้าตามหามันจนพบแล้วค่ะ”นางเว้นช่วงคำพูด
                       “เรือฟลายอิ้งดัตแมน”
   
               “อืม..ดีมาก  เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง”เสียงทุ้มนุ่มลึก
           
             มิยาบิยิ้มที่มุมปากดวงตาวิววับด้วยอายไลเนอร์สีส้มจี๊ด         
                       “นอกจากนี้ข้ายัง...ได้พบกับขุนพลในตำนาน..บาบารอสซาจ้าวแห่งมหาสุทรทั้งเจ็ดคาบ”

            โปเซดอนเบิกตากว้างขึ้นอีกนิด ผงกหัวอีกหน่อย บาบารอสซา คำนี้ช่างยิ่งใหญ่มากนักแม้ข้าจะเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลแต่ชื่อแห่งนักรบในตำนานผู้ปราบมาทั้งเจ็ดย่านทะเลไร้ผู้ต่อกร..ช่างน่าเกรงขามเสียจริง
                        “เจ้าพูดว่า..บาบารอสซางั้นรึ”
                        “ค่ะ..ท่านโปเซดอน”
                       
                        “แล้วบาบารอสซาอยู่ที่ใดละ”
                        “อะฮึ่ม...บาบารอสซา ได้ออกไปตามหานักรบอีกห้าคนเพื่อมาร่วมทัพของท่านโปเซดอนค่ะ...คงใช้เวลาอีกหนึ่งปี”
                         
            รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของโปเซดอน  ศึกครั้งนี้จำเป็นต้องมีนักรบที่เก่งกาจแบบร้อยเอ็ดเจ็ดย่านมหาสมุทรถึงจะเอาชนะกองทัพของนางได้...แม้อาเทน่าจะอ่อนด้อยด้านประสบการณ์แต่ฤทธ์เดชนางไม่เหมือนใคร
                        “มิยาบิ..เจ้าสุโค่ยมาก..ข้าจะมอบชุดเกราะแห่งมหาสมุทรให้แก่เจ้าเป็นรางวัล”
                        “ค่ะ.ท่านโปเซดอน เพื่อท่าน..มิยาบิทำได้ทุกอย่าง”มิยาบิยิ้มหวานอีกครั้ง..รอยยิ้มมีเสน่ห์ยั่วยวนให้หลงไหล

        อาณาจักรแสนงามนามยิ่งใหญ่  ระบือไกลโด่งดังไปทั่วหล้า  ว่านั้นคือโปเซดอนแสนงามตา  วิหารหินผินหน้าสู่เบื้องบน  ถนนใหญ่หลายสายตัดพาดผ่าน  สู่อาณาจักรใต้บาดาลฉ่ำน้ำฟ้า  ล้วนอุดมด้วยบริวารนางอัปษรา  ดุจอัญมณีมีค่าแห่งบาดาล  เสาสมุทรยุดค้ำทั้งเจ็ดคาบ  ดำรงตราบมานานแสนนานหนา  สมเป็นดังมหาเทวสถานโบราณมา  แห่งมหาจ้าวสมุทรโปเซดอน 

             
            ท้องทะเลแสนกว้างใหญ่ .ปรากฏเรือสำเภาเดินทะเลลำใหญ่สีขาวแล่นฉิวมาแต่ไกล ลมทะเลผสมกลิ่นเค็มพัดมากระทบใบสำเภาซึ่ง กางใบมุ่งสู่ท้องน้ำมหาสมุทรกว้าง ดัง“พั่บ พั่บ พั่บ” ชายผู้หนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หัวเรือ เขาแต่งตัวด้วยชุดกางเกงขายาวเสื้อเชิ้ตแขนยาว สวมเสื้อกั๊กทับและสวมหมวกโจรสลัด  ผมยาวผอมเพรียว

          เขายืนกางแขนที่หัวเรือ แอ่นท้าลมทะเลที่พัดมากระทบร่างกาย
                       “ข้าคือราชาแห่งโลกา...ฮ่าฮ่าฮ่า..ฮู้ว์”เสียงร้องตะโกนดังลั่น
       
                       “กัปตัน แจ็ค พวกเราจะไปที่ใดกัน”เสียงทักด้วยเสียงอันดังทางด้านหลังของกัปตันแจ็ค
         
            กัปตันแจ็ค ผู้ผจญภัยในทะเลกว้างมานานสิบกว่าปี ด้วยเรือเดินสมุทรสีขาวนามว่า “ไวท์เลิฟโบ้ท” ลูกเรือทั้งสิบของเขาต่างเชี่ยวชาญการเดินเรืออย่างไว้ใจไม่ค่อยได้
                     
        ลูกเรือทั้งสิบคนมายืนรวมกันอยู่เบื้องหลังหน้าตาเคร่งเครียด
                       
           กัปตันแจ็คหมุนตัวกับมามองลูกเรือหน้าเชิด หรี่ตาเหลือบมองลงล่าง             
                       “เมื่อกี้..พวกเจ้า ถามข้าว่าอะไรนะ”
                     
                       “พวกเราถามว่า..ท่านจะเดินทางไปยังที่ใด”ลูกเรือคนนึงที่ยืนอยู่ด้านหน้าถามอีกครั้ง
           
            กัปตันแจ็คขมวดคิ้วเพียงนิดแหงนหน้ามองท้องฟ้าใสมีเมฆขาวจับกลุ่มเพียงเล็กน้อย  นิ้วชี้มือขวายกขึ้นมาแตะที่ขมับซ้าย 
                      “อืม...ที่ใดน้า..”เสียงพึมพำในลำคอ
                      “อ้อ.จริงซิ..ข้าได้ข่าวมาว่า มีเมืองแห่งหนึ่งริมทะเลเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่..ชื่อ..ชื่อว่าอะไรนะ”สีหน้าครุ่นคิด 

       กัปตันแจ็คยืนคิดถึงชื่อเมืองที่กำลังจะเดินทางไปสักครู่  ลูกเรือทุกคนมองอย่างรอคำตอบท่ามกลางเสียงคลื่นเสียงลมทะเลที่ดังอยู่ตลอดเวลาแม้ในยามที่ท้องทะเลสงบฟ้าใสปราศจากเมฆฝนและพายุ
 
           เขาเผยยิ้มออกมา
               “ข้านึกออกแล้ว...เมืองมิราจ..ข้ากับเรือลำนี้และลูกเรือทุกคนจะไปที่นั้น..เข้าใจ”เสียงที่กระหยิมยิ้มย่อง ใบหน้าระรื่นชื่นบานอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อนต่อสิ่งใด
       
       เรือไวท์เลิฟโบ้ทแล่นฉิวตัดผิวน้ำที่มีคลื่นเพียงเล็กน้อยถึงปานกลางมุ่งสู่ทิศที่เป็นที่ตั้งเมืองมิราจของเดเด้และโชโช ใบเรือสั่น ป้าบ ป้าบ ด้วยลมทะเลที่พัดมาตีเมื่อเรือแล่นด้วยความเร็วที่มากขึ้นมากขึ้น หัวเรือแหวกน้ำดังซ่า ซ่า ผืนน้ำสีน้ำเงินครามแหวกออกแยกเป็นฟองขาวกระเซ็นเป็นรอยยาวตามท้ายเรือไป
         
           เมืองมิราจเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งตั้งอยู่บนดินแดนอีกฝากของแผ่นดินมิลานาโวซิเอต้า  บัดนี้เมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเวลาเกือบสองปี   กำแพงหินสูงตระหง่านป้องกันการรุกรานจากศัตรู เสาประตูเป็นดังหอคอยคู่ที่ไม่มีวันถูกทำลาย  ด้านในกำแพงริมทะเลอู่ต่อเรือถูกสร้างขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อเรือเดินสมุทร ถูกต่อเติมขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถรับต่อเรือเดินสมุทรที่ใหญ่โตกว้างขวางได้หลายลำ  และท่าเรือที่อยู่ติดกันกว้างขวางใหญ่โตรับเรือเข้าเทียบท่าได้หลายสิบลำ

            สิ่งก่อสร้างในเมืองถูกสร้างขึ้นด้วยหินฉาบปูนผิวเรียบแกะสลักลายนกนางนวลทาด้วยสีฟ้า สีเขียว สีส้ม ถนนของเมืองปูด้วยหินอ่อน ยกพื้นเป็นขั้นจากริมกำแพง จากท่าเรือไปจนถึงปราสาทที่พักของโชโชและเดเด้ ที่เป็นปราสาทสีฟ้ามียอดแหลมสามยอด   ด้านหลังของเมืองติดกับภูเขาสูงทอดแนวยาวลึกเข้าไปในแผ่นดิน         

            ภายในห้องโถงของปราสาทที่ถูกสร้างให้มีเพดานสูงประดับด้วยโคมไฟคริสตัลและแกะสลักภาพเทพีอาเทน่าบนเพดาน พื้นด้านล่างปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสีขาวลายโลมาพ่นน้ำ  กรอบหน้าต่างไม้ทาด้วยสีทองสลักลายคลื่น กระจกใสลายกุหลาบบานใหญ่ 
       
            โชโชนั่งคุยกับเพอร์ซี่เด็กหนุ่มวัยสิบเอ็ดปีผู้ฝึกเป็นเซน เด็กหนุ่มผิวสีแทนแบบเมดิเตอร์เรเนี่ยน สูงใหญ่บะเริ่มเทิ้ม ผมหยักศกสีทองตาสีฟ้า กล้ามเป็นหมัดหมัด ในชุดเสื้อคอกลมกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล มีสายคาดเอวสีขาว  ทั้งสองนั่งที่เก้าอี้ริมหน้าต่างติดกับโต้ะน้ำชางาช้าง
     
            ในยามกลางวันที่แสงแดดภายนอกช่างแรงกล้ายิ่งหนักในอานุภาพแห่งดวงอาทิตย์ของเทพอพอลโล่  มองออกไปเบื้องล่างเห็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีผู้คนเดินกันคึกคัก ซึ่งเป็นบริเวณจตุรัสกลางเมืองแห่งนี้มีรูปปั้นอาเทน่าในท่ายืนกางแขนสองข้างระดับไหล่แบมือออกสูงห้าเมตรตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยกสูงสี่เมตร ซึ่งแกะสลักสัญลักษณ์ไนกี้ของนางทั้งสี่ด้าน ผู้คนชาวเมืองมักจะมาขูดตัวเลขและนำดอกไม้ช่อมะกอกมาวางไว้ที่ฐานในวันเสี่ยงโชคซึ่งจะมีทุกกึ่งเดือน
     
            เพอร์ซี่ยิ้มระรื่นมองวิวภายนอก เขาสนิทกับท่านโชโชเพราะว่าเขานั้นมีสายเลือดของเทพเจ้าอยู่ในกายครึ่งนึง ท่านโชโชจึงหวังปั้นเป็นเด็กสร้างเพื่อให้เป็นผู้นำกองทัพเมืองมิราจในอนาคต
         
                       “เพอร์ซี่เจ้าเห็นว่าเมืองมิราจเมืองนี้เป็นเช่นไร”
                        “เพอร์เฟ็ค  ติดทะเล แดดดี สาวสวยวัยขบเผาะมากมาย ชายหาดขาวสวยทรายละเอียด  คลื่นแรงเหมาะแก่การเซิฟ  และงานฉลองยามดึกช่างมีสีสันยิ่งนัก”เพอร์ซี่ยิ้มกว้างตอบคำถามด้วยเสียงสดใส

                       “สิ่งที่เจ้าพูดมาช่างสมกับวัยหนุ่มรุ่นกระทงที่เลือดลมฉีดพล่าน”เขาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม เด็กในยุคนี้ช่างน่าอิจฉานัก เขาเองตอนอายุสิบสามสิบสี่ปีต้องออกมาสร้างเมือง ใช้ทั้งความอดทนและสติปัญญาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับความศิวิไล

                       “ท่านโชโช ท่านอาเทน่าเป็นเช่นไร นางคือธิดาของซูสมิใช่หรือใยจึงมาช่วยมนุษย์”น้ำเสียงและแววตาสงสัยของเด็กหนุ่มในวัยกำลังห้าวหาญ เขาคิดเพียงว่าพวกเทพเจ้านั้นล้วนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบมนุษย์และโหดร้ายป่าเถื่อน น่ากั้วน่ากลัว
                     
                      “ท่านอาเทน่า ทรงมีสติปัญญาเฉียบแหลม จิตใจดีงามอ่อนโยน งามสง่าและกล้าหาญ นางเสียสละเพื่อมนุษย์แม้จะเป็นธิดาของซูส ในภายหน้าเจ้าต้องได้พบกับนางเป็นแน่แท้”โชโชกล่าวถึงอาเทน่าด้วยน้ำเสียงเทิดทูน ดวงตาเป็นประกายวิบวิบ เขายังจำได้ถึงตอนเด็กเด็ก ที่ฝึกเป็นเซนกับนางแล้วพลาดท่าบาดเจ็บ อาเทน่าโยนกล่องยาให้เขาด้วยแววตาอ่อนโยนเพื่อรักษาบาดแผล นางช่างมีน้ำใจงามยิ่งนัก

       ทั้งสองยังคงนั่งสนทนาบนระเบียงปราสาทชมวิวทิวทรรศน์จัตุรัสกลางเมืองในยามบ่าย
       
            ณ ท่าเรือของเมืองมิราจกัปตันแจ็คเดินลงมาจากเรือไวท์เลิฟโบ้ทพร้อมลูกเรือ เขาเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรกจากคำบอกเล่าของเพื่อนโจรสลัดที่พบกันโดยบังเอิญ ณเกาะกลางทะเล เมืองมิราจ ช่างใหญ่โตและเจริญกว่าที่คิด ท่าเทียบเรือของเมืองที่ยื่นยาวออกไปในทะเลสิบห้าท่าสามารถเทียบเรือได้ถึงสี่สิบห้าสิบลำ  ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าและโกดังเก็บสินค้าที่แยกโซนไว้เป็นสัดส่วน  พ่อค้า ลูกเรือและนักเดินทางเดินกันขวักไขว่ที่ย่านท่องเที่ยวริมท่าเรือ
                 
                       “พวกเจ้าดูซิเมืองมิราจแห่งนี้ช่างน่าสนใจและน่าค้นหาสมกับชื่อยิ่งนัก”กัปตันแจ็คที่เดินแทรกผู้คนไปตามถนนปูนผิวหยาบริมน้ำ บอกลูกเรือที่เดินตามหลัง
       
            ถนนริมท่าเรือเป็นทางเดินฉาบปูนผิวหยาบกว้างประมาณเจ็ดเมตรด้านติดริมน้ำสร้างเป็นที่กั้นทำด้วยไม้สูงประมาณหนึ่งเมตร อีกด้านเป็นอาคารไม้สองชั้นเปิดเป็นร้านขายอาหาร ร้านเหล้า เรียงเป็นแถวยาวจากอู่ต่อเรือ ท่าเทียบเรือไปจนสุดกำแพงเมืองผู้คนเดินสวนกัน ผู้คนแน่นหนา                                 
               
              “สาวสวยก็มากมาย สินค้าแปลกแปลกก็เยอะ เหล้าอาหาร สวรรค์โดยแท้”เขาพูดขึ้นเมื่อมาหยุดยืนหน้าร้านอาหารแห่งนึงที่หน้าร้านประดับด้วยหลอดไฟทรงกลมเล็กเรืองแสงหลากสีทั้งสีเขียว สีส้ม สีแดง สาวสวยสี่นางหน้าตาสวยด้วยเครื่องประทินโฉมนั่งบนม้านั่งตัวยาวสีเขียวหน้าร้านในชุดบิกินี่ท่อนบน ผ้าแพรคาดเอวยาวถึงเข่าท่อนล่าง ที่ส่งยิ้มหวานมาให้กับลูกค้าที่เดินผ่านไปมา
                   
            เขาหมุนตัวกลับมาทางลูกเรือที่ยืนรวมเป็นกลุ่ม ผู้คนเดินเบียดผ่านไปมา
              “พวกเจ้า...หาความสำราญไปก่อน..ข้าจะไปทางโน้นแป๊ปนึง”
                       “ท่านจะไปไหน..กัปตันแจ็ค”
                   
            กัปตันแจ็คเหลือบตามองขึ้นด้านบน เม้มปาก มือข้างขวาแตะที่คาง
                      “เอ่อ...ไปทำธุระสักแป้บนะ..ข้าไปละนะ..พวกเจ้าก็เพลิดเพลินกับสตรี อาหาร เหล้าไปเถอะนะ..ข้าไปละ”

        พูดจบกัปตันแจ็คเดินปะปนหายเข้าไปในฝูงชน เขาเดินเข้าไปทางซอยเล็กเล็กที่กว้างประมาณสองเมตรที่ทะลุจากถนนริมน้ำไปสู่ถนนใหญ่ที่ตรงสู่จัตุรัสกลางเมือง ภายในตรอกไม่มีผู้คนแม้จะเป็นตรอกที่ไม่ยาวมากนักแต่บรรยากาศช่างเงียบวังเวง เขาไม่เร่งรีบฝีเท้าเดินเป็นจังหวะย่ำเท้าไปเรื่อย ตามองทางข้างหน้า
         
            ระหว่างทางกลางซอยนั้นก็มีมือมือหนึ่งจับหมับเข้าที่ชายเสื้อ เขาสะดุ้งหยุดยืน แล้วค่อยค่อยหันกลับไปดู ก็พบกับ คนแปลกหน้าที่สวมผ้าคลุมทั้งตัวสีดำ ไม่เห็นใบหน้าตัวเล็กท่าจะเป็นผู้หญิง
       
                        “จะ  เจ้าเป็นใคร เรารู้จักกันหรือ”เสียงตกใจระคนปนสงสัยว่าเหตุไฉนจึงมีคนลึกลับมาสัมผัสตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ อีกทั้งในซอยเล็กเล็กแห่งนี้ก็ไม่มีผู้คน เธอโผล่มาเมื่อใด
                “เจ้า..ข้าเห็นวิญญาณหญิงสาวตามติดเจ้า”เสียงที่พูดออกมาเป็นเสียงหญิงสาว

                        “เจ้าเป็นใคร...เจ้ามีซิกเซนเห็นผีหรือไง ..ปล่อยมือจากตัวข้านะ” กัปตันแจ็คสะบัดตัวให้หลุดจากมือของหญิงสาวลึกลับ
                       
                 “ข้ามีนามว่า...น้ำใบเตย มีความสามารถเห็นวิญญาณ ข้าเห็นในสิ่งที่เจ้ามองไม่เห็น”เสียงหวานอ่อนโยนประหนึ่งสียงของอโฟไดตี้เทพธิดาแห่งความงาม
                         
                 “ข้าจะเชื่อเจ้าได้รึ”สายตาเขาพยามยามมองเพ่งเข้าไปเพื่อให้เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมสีดำ

                         “เชื่อได้ซิครับ”เสียงของผู้ชายคนนึงที่เดินเขามาใกล้ โดยไม่รู้ตัว
           บัดนี้รอบตัวเขานอกจากสาวน้อยเห็นผีแล้วยังมีชายแปลกหน้าอีกสี่คนเดินเข้ามาประชิดตัว พวกแกมาจากไหนเนี่ย
                         
                        “น้ำใบเตยเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีงามมีเมตตา  ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยพลังวิเศษที่เธอมี เธอเปรียบได้ดังเทพธิดาลงมาจุติในร่างหญิงสาวผู้เลอโฉม”เสียงชายผมดำ
                 
                “เธอคือศาสดาองค์ใหม่...ทั้งสวย จิตใจดี มีน้ำใจ ทำบุญศุลทาน เธอเห็นวิญญาณมาตั้งแต่เด็กและใช้พลังนั้นช่วยเหลือผู้ถูกวิญญาณร้ายคุกคาม  จะหาหญิงใดในโลกเทียบเธอได้ยากยิ่ง  ท่านช่างโชคดีนักที่เธอเลือกท่าน”เสียงชายผมทอง

                       “เลือกข้า  พวกเจ้าพูดเรื่องใด”แจ็คค่อยค่อยเดินถอยหลังไปทีละก้าวทางปากซอย
                       “น้ำใบเตยเลือกท่านให้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกแห่งลัทธิเรา  ท่านโชคดียิ่งนัก”เสียงชายผมน้ำตาล
               
                        “ไม่พวกแกอย่ามายุ่งกับข้า..ใครมันจะเห็นผีได้ทุกวัน ใครมันจะดีเลิศขนาดนั้น ไม่ใช่เจนนิเฟอร์เลิฟในเรื่อง โกสวิสเพอร์เรอร์นะ”แจ็คพูดตัดบทด้วยเสียงดัง

            เขาหมุนตัวแล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้ที่สุดในชีวิต ทางออกอยู่ไม่ไกล เสียงเรียกเขาของคนพวกนั้นดังไล่หลังแต่เขาก็ไม่สนใจที่จะหันกลับไปมอง

             เขาวิ่งออกมาถึงถนนใหญ่ ผู้คนเดินไปมาแม้ไม่มาก เป็นถนนที่มุ่งตรงสู่จัตุรัสกลางเมือง เขาหยุดยืนที่หน้าร้านขายขนมปังแห่งนึง กำแพงปราสาทสีขาวสูงตระหง่านอยู่อีกด้าน เมื่อหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นพวกนั้นตามออกมาจากซอยลึกลับ  เจ้าพวกนั้นคงสิงกันอยู่ในตรอกแห่งนั้นเป็นแน่แท้เพื่อคอยดักจับคนแปลกหน้าที่หลงเข้าไปให้เป็นสมาชิกลัทธิประหลาดประหลาดของร่างจุติเทพธิดาแห่งความงาม ความดีที่จะหาหญิงใดในโลกาเปรียบได้..เอากันเข้าไป

            แจ็คเดินไปตามถนนเลียบกำแพงปราสาทที่มียอดแหลมสีฟ้าสามยอดที่ปูด้วยหินตัวหนอนสีเทาสะอาดตา มุ่งสู่จัตุรัสกลางเมืองที่มีรูปปั้นอาเทน่ายืนกางมือบนแท่นหินอ่อน  ข้างข้างเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่สร้างเป็นอาคารสูงประมาณสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ภายในเป็นลานกว้างประมาณสองในสามสนามฟุตบอล เพดานโล่งสูง หน้าต่างบานใหญ่ระบายอากาศด้านบนให้ถ่ายเทติดกระจกสีที่ตกแต่งเป็นรูปอาเทน่ายืนมีรัศมีที่ศีรษะรอบอาคารหลายสิบบาน พ่อค้าต่างเมืองและพ่อค้าในเมืองนำสินค้ามาตั้งแผงนำเสนอสินค้าเต็มความจุ ผู้คนเดินดูสินค้ากันเต็ม เสียงต่อรองราคาดังลั่นไปทั่วทั้งฮอลล์ ดัง “จอกแจก จอกแจก” “จอแจ จอแจ”
           
            กัปตันแจ็คมาที่เมืองแห่งนี้มิใช่แค่การมาเที่ยวหาความสำราญ แต่เขาต้องการมาพบเจ้าเมืองเพื่อที่จะนำสิ่งของบางอย่างมาเสนอ สิ่งของที่เขาได้มาจากเพื่อนโจรสลัดที่เกาะร้างกลางทะเล

          ย้อนหลังกลับไปเมื่อสามอาทิตย์ก่อน เมื่อเขาแวะที่จุดพักกลางทะเลบนเกาะร้าง เขาได้พบกับบาบารอสซา โจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งออกท่องทะเลมาทั้งเจ็ดคาบมหาสมุทร 

                       “แจ็ค เมื่อสามวันที่แล้วข้าได้พบกับเรือฟลายอิ้งดัตแมน”บาบารอสซาตัวสูงใหญ่ผิวแทนผมยาวหยักศกสีทอง
                        “เจ้าหลอกข้ารึนั่นคือเรือในตำนาน เรือของอมนุษย์ มนุษย์ธรรมดาหากได้พบเจอมันไม่มีใครรอดชีวิตได้”

                       “ข้าไม่ได้หลอกเจ้า บนเรือลำนั้นมีนางอัปษรไซเรนนามว่ามิยาบิ  สมุนของโปเซดอน”
                “โปเซดอน มิยาบิ  ช่างเป็นตำนานที่สนุกนัก..สำหรับเรื่องเล่าของสหายเก่า”แจ็คทำตาโตข้างนึงหรี่ตาลงนึงข้าง

                      “โปเซดอนจะทำศึกกับอาเทน่าที่เมืองเอเทนในอีกไม่ถึงสามปีข้างหน้า  มิยาบิมาชวนข้าไปร่วมทัพกับโปเซดอน..”บาบารอสซาทำเสียงจริงจังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือสายตานิ่งไม่วอกแวก

                       “แล้วเจ้าจะไปร่วมทัพโปเซดอนรึ...”
                     
                        “ข้าจะตามหาสหายร่วมสู้ด้วย..เจ้าสนใจมั้ย”
                       
                        “โอ้...ข้าขอปฏิเสธ  ข้าเกิดมาเพื่อเป็นโจรสลัด ปล้นและหาความสำราญเรื่องการสงครามมิใช่ไลพ์ไสตล์ของข้า”
                 
                        “ข้าก็คิดแล้วว่าเจ้าต้องปฏิเสธ...”
                        “อืม..แต่ศึกครั้งนี้หากทัพโปเซดอนมีเรือฟลายอิ้งดัตแมนนำทัพแล้ว กองทัพเรือของอาเทน่าคงยากจะเอาชนะได้”
 
                       “แจ็คหากมนุษย์พ่ายแพ้ครั้งนี้ผืนแผ่นดินบนโลกคงกลายเป็นของเทพเจ้าทั้งหมด”
                      “ข้าขอแค่พื้นน้ำที่สามารถล่องเรือไปได้สุดขอบฟ้า”แจ็คทอดสายตาไปสุดขอบปลายฟ้า
                     
                       “แต่หากมนุษย์มีเรือแบล็คเพิร์ลอาจเอาชนะกองทัพเรือของโปเซดอนได้”
                       “เรือแบล็คเพิร์ลคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกับฟลายอิ้งดัตแมน..เจ้าพูดเช่นนี้เพราะเหตุใด”แววตาแจ็คฉงน

                       “ข้ามีแผนที่ที่สามารถนำไปยังที่ซ่อนของเรือแบล็คเพิร์ล”
                       “จริงรึ...แล้วเจ้าบอกข้าด้วยเหตุใดกันเล่า”
             
                       “ข้าจะมอบแผนที่ให้เจ้าเพื่อเจ้าจะได้ค้นหามันเจอ”
                       “มีเหตุผลใดที่ข้าต้องเชื่อ..โจรสลัดเช่นเจ้า..หึ”
                       “หากกองทัพโปเซดอนมีเรือฟลายอิ้งดัตแมนกับเรือแบล็คเพิร์ล..กองทัพของอาเทน่าต้องแพ้แน่แน่”
                     
                        “เมื่อตะกี้เจ้าบอกข้าว่า มนุษย์จะต้องสูญสิ้น..เจ้าก็เป็นมนุษย์”
   
                       “ข้าไม่ใช่มนุษย์หากข้าชนะศึกครั้งนี้ข้าจะเป็นอมตะและเรือฟลายอิ้งดัตแมนจะเป็นของข้า..เจ้าเองก็เช่นกัน..หากร่วมทัพโปเซดอนเจ้าก็จะมีชีวิตเป็นอมตะ”
           
               “ข้อเสนอน่าสนใจ..เป็นอันว่าข้าตกลงตามนี้  ว่าแต่ข้าจะมาเจอกับเจ้าที่  เอ่อที่ไหนนะ..”
                     
                       “ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ชายฝั่งด้านตรงข้ามแผ่นดินมิลานาโวซิเอต้า มีเมืองแห่งใหม่ที่ตั้งขึ้นมาชื่อว่ามิราจ  เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นมาโดยเซนของอาเทน่า..อีกสองปีทัพโปเซดอนจะไปยึดที่นั่น”
 
            ข้อตกลงที่ข้ามิอาจปฏิเสธได้..ชีวิตที่เป็นอมตะ  ช่างน่าขันนัก  คำสัญญาของเทพเจ้าช่างหลอกลวงดังพวกเรา  ข้าเดินดุ่มดุ่มไปตามถนนหินอ่อนที่ยกพื้นขึ้นไปอีกระดับบนลานกว้างของจัตุรัส  รูปปั้นอาเทน่ามีนกนางนวลบินมาเกาะและอึใส่  ช่อมะกอกและดอกไม้วางที่ฐานรูปปั้นเต็มทั้งสี่ด้าน

             ประตูปราสาทบานใหญ่ทำด้วยไม้สักมีรูปไนกี้ทั้งสองบาน ทหารยามร่างกายบึกบึนผิวเข้มในชุดสีน้ำตาลเข้มยืนถือหอกอยู่ด้านหน้าสองคน
                     
                       “เอ่อ...พวกเจ้า ข้ามาเพื่อพบกับ..ท่านเจ้าเมือง”
                       
           ทหารยามทั้งสองเหลือบมอง ชายผู้แต่งชุดรุงรังสวมหมวกปีกกว้าง หน้าตาไว้ใจไม่ค่อยได้
                        “เจ้าเข้าไปไม่ได้...”ทหารยามคนทางซ้ายพูดขึ้นมา
                     
                        “ข้ามีเรื่องสำคัญนะ..แบบว่าความเป็นความตายเลยละ”แจ็คพูดด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
                       
                        “เจ้าบอกชื่อและเรื่องที่เจ้าต้องการบอกมา  ข้าจะไปเรียนท่านเจ้าเมืองเอง”เสียงที่ดุดันของทหารยามทางขวา
 
                       “ข้าคงบอกพวกเจ้ามิได้  เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากมาก...แบบว่าความลับของโลกเลยทีเดียว”แจ็คยื่นหน้าเข้าไปใกล้
               
        ทหารยามทั้งสองยังคงนิ่งเฉย สายตามองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว
                       
                “เอายังงี้ข้าจะให้สิ่งนี้แก่พวกเจ้า..แล้วที่นี่ข้าจะเข้าไปพบท่านเจ้าเมืองได้รึยัง” เหรียญทองสองเหรียญยัดใส่ในมือทหารยามคนละเหรียญ
       
       ทหารยามทั้งสองเหลือบสายตาลงมองเหรียญทองคำทรงกลมสะท้อนแสงแดดยามบ่ายวิบวิบในมือที่โผล่มาให้เห็นเพียงนิด สีทองของมันช่างยั่วตายิ่งนัก       
               “อืม...ถ้าเจ้ามีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับเมืองของเรา  ท่านเจ้าเมืองยินดีให้พบ”ทั้งสองพูดพร้อมกันด้วยเสียงที่แค่พอได้ยิน

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #7 เมื่อ: 28, กันยายน 2010, 12:49:10 AM »

   -โชโชรู้สึกแปลกใจระคนสงสัยกับชายหนุ่มแปลกหน้าท่าทางแปลกที่สวมเสื้อผ้ารกรุงรังไว้ผมยาวสกปรกที่มาขอพบเขาด้วยเรื่องที่บอกว่าสำคัญยิ่ง เพอร์ซี่ซึ่งนั่งอยู่บนโต้ะประชุมตัวยาวก็มองอย่างแปลกใจเช่นกัน
                          
                      “ท่านเจ้าเมืองข้ามีนามว่าแจ็ค ข้ามีของบางอย่างมานำเสนอท่าน”
               “เจ้าเป็นพ่อค่าตางเมืองรึ..แจ็ค สินค้าของเจ้าเป็นสุมนไพร ผ้าแพรผ้าไหมหรือเครื่องดินเผารูปปั้นอะไรละ”
              
                        “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง..แต่ข้ามีของสำคัญยิ่งกว่านั้นมาก ความเป็นความตายของโลกเลยละ”แจ็คยิ้ม
                        “เพราะสิ่งที่ข้านำมาเสนอท่านในวันนี้คือ แผนการบุกยึดเมืองมิราจของเทพโปเซดอน”

        โชโชและเพอร์ซี่ทำหน้าสงสัยระคนตกใจ เจ้าชายแปลกหน้าผู้นี้ใยจึงรู้แผนการของโปเซดอนได้ อาจเป็นสมุนของโปเซดอนแฝงกายมารึ
                      
                       “เจ้าเป็นสมุนของโปเซดอนรึ”เพอร์ซี่ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หนังปลาฉลามเพชรฆาตฟอกหนังสีขาวตั้งท่าจะเดินเข้าไปหาแจ็คที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

                       “เพอร์ซี่เจ้าอย่าเพิ่งวู่วาม..”โชโชกล่าวด้วยเสียงเย็น เพอร์ซี่จึงหยุดอาการหุนหันพลันแล่นแต่ยังคงมองแจ็คอย่างไม่ไว้ใจ

                      “แจ็คเจ้ามีวัตถุประสงค์ใดจึงมาบอกข้าเรื่องนี้”โชโชหันไปพูดกับแจ็คที่ยังยืนนิ่งเฉย
                     “ขอประทานโทษท่านเจ้าเมืองที่ข้าทำตัวน่าสงสัย  แต่ในอีกสองปีข้างหน้าเมืองของท่านจะถูกทัพโปเซดอนบุกยึดเพื่อเป็นฐานทัพในการบุกเมืองเอเทนต่อไป ข้าเป็นนักผจญภัยซึ่งไปทราบเรื่องนี้จากสหายข้า และข้ามีทางออกสำหรับเรื่องนี้”

                      “อะไรรึ”
                      “ข้าสามารนำท่านไปสู่ที่ซ่อนเรือแบล็คเพิร์ลซึ่งจะสามารถต่อกรกับทับโปเซดอนที่มีเรือฟลายอิ้งดัตถ์แมนนำทัพได้”
                       “เรือแบล็คเพิร์ล”โชโชอุทานถึงเรือในตำนานที่ว่ากันว่ามีอานุภาพยิ่งนัก
                       “ออกทะเลแล้วรึนี่”เพอร์ซี่รำพึงในลำคอ
                       “ได้เวลากางใบ”แจ็คพูดด้วยรอยยิ้ม
                                  
        หลังจากที่เบลเลเลอฟอนเดินทางออกจากเมืองแคสซิโอเปียเขากับฮาเล่ก็มุ่งเดินทางลงใต้ เพื่อจะบินไปให้สุดแผ่นดินจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  เพื่อจะตามรอยโชโชและเดเด้ที่มุ่งลงมาทางทิศใต้ของเมืองเอเทน  
        
            เบลเลเลอฟอนสวมแว่นกันแดดของ ซลาตันแอนด์เสวนที่ช่วยให้เขามองได้สบายตายิ่งขึ้นในเวลากลางวันที่มีแสงแดดร้อนแรงเมื่อยามที่บินย้อนแสง

                       “ฮาเล่...เจ้าถามพวกนกที่บินผ่านไปมาได้ไหมว่ามีเมืองมนุษย์เมืองใดแถวนี้บ้าง”
                       “เจ้าพวกนกโง่เง่าแถบนี้มันจะไปรู้อะไร...มันไม่ใช่นกอพยพที่บินมาจากทางใต้”

                       “แต่มันอาจจะมีเพื่อน ญาติมิตรที่อยู่ในต่างแดนที่อาจมาเล่าสู่เรื่องเมืองในต่างถิ่นให้ฟังบ้างก็ได้”
                       “โฮ้...ขนาดข้าเป็นม้าบิน จินตนาการยังไม่พุ่งทะลุขีดจำกัดแบบเจ้าเลยนะ..ญาติของนกที่มาจากต่างแดน..ต้องทำวีซ่าด้วยม้ะถึงจะข้ามแดนได้..ฮี้ฮ้า ฮี้ฮ้า”เสียงหัวเราะอย่างกวนโสตประสาทของฮาเล่ที่ดังขึ้นมาเป็นจังหวะ  เจ้าม้าบินตัวนี่กวนมากมาก

        เบลเลเลอฟอนถอนหายใจออกมาดัง “เฮ้อเธอ” ใบหน้าที่ตากลมตากแดดตากฝนมานานเกือบปีแต่ก็ยังไม่หมองคล้ำใสหน้าเด้งเช่นเดิมด้วยครีมกันแดดครีมบำรุงผิวทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืนของอโฟได้ลอเร้นทรีสูตรยับยั้งอนุมูลอิสระ

            ฮาเล่โฉบลงมายังพื้นแผ่นดินริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เสียงคลื่นซัดซาดเข้าหาชายฝั่งดัง “ครืน ครืน” ชายหาดขาวทรายละเอียด แดดกำลังดี ลมทะเลพัดแรง ต้นมะพร้าวลำต้นสูงยาวเรียงแถวเป็นแนวยาวเต็มตลอดชายหาด สีเขียวตองอ่อนของใบมันทำให้ดูเย็นตา ร่มเงาของใบและลำต้นที่แผ่ใบยาวสะพรั่งช่วยสร้างความเย็นกายสบายใจ

           ฮาเล่เดินไปไปยังต้นมะพร้าวต้นเล็กใกล้ใกล้ ที่มีลูกมะพร้าวสีเขียวเป็นพวง มันยื่นคองับลูกมะพร้าวลงมาทั้งทะลายเคี้ยวกลืนกินอย่างเอร็ดอร่อย น้ำมะพร้าวแตกดังซ่าออกมาจากผลหอมหวานชื่นใจ
    
           เบลเลเลอฟอนไปนั่งอยู่ใต้ต้นมะพร้าวใกล้กัน แสงแดดในยามบ่ายส่องแสงแรงกล้า เขามองวิวทิวทรรศผ่านแว่นตากันแดดเลนส์ดำ ฟังเสียงคลื่นและรับลมทะเลที่พัดมากระทบใบหน้าทำให้ผมเผ้ายุ่งกะเซิง ใบหน้าของเขายุ่งและเครียดด้วยที่ว่าเขาใช้เวลาเดินทางมากว่าเจ็ดเดือนแต่ยังต้องตามหาเมืองอีกสองเมือง
            
                       “เบลเลเลอฟอน  เจ้าอย่านอยย์นักเลยน่า ขอพักเดี๋ยวนึงก่อนนะคร้าบ”เสียงของฮาเล่ที่ร้องบอกมา
        
            เบลเลเลอฟอนหันไปพยักหน้าให้ฮาเล่ที่ยิ้มเห็นฟันขาวมีคราบน้ำมะพร้าวเลอะทั้งปาก  ใต้ร่มเงาของต้นมะพร้าวที่แผ่ทางมะพร้าวปกคลุมให้ความเย็นสบาย
          
            เบลเลเลอฟอนเอนกายลงนอนใต้โคนต้นมะพร้าวบนทางมะพร้าวสีน้ำตาลสามทางใช้สองมือหนุนหัวแทนตักของแพตตามาลินกับตักของแต้วาคิดถึงทั้งสองจริงแฮะ สองขาเหยียดตรง ฟังเสียงคลื่นที่ซัดซาดเข้ากระทบฝั่งเพื่อพักสายตาสักครู่

            ณ เมืองซารามอน  หลังจากที่ซาราวิดิสกับชิมม่อนสร้างเมืองกลางทะเลทรายแห่งนี้ขึ้นมาได้สองปีพวกเขาก็สถาปนาตนเองเป็นจ้าวแห่งทะเลทรายสร้างกองทัพนักรบที่แข็งแกร่งด้วยเกราะสีดำที่ถูกคิดค้นขึ้นจากนักเล่นแร่แปรธาตุ ทำให้ชุดเกราะมีน้ำหนักเบาแข็งเหนียวทนต่อคมหอกคมดาบ อีกทั้งยังได้นักออกแบบจากดินแดนตะวันออกไกล รูปแบบของเกราะจึงทันสมัยโฉบเฉี่ยวอินเทรน
 
           อาวุธทั้งดาบ หอก แส้ มีดสั้น กริช และอื่นอื่นถูกสร้างขึ้นจากแร่อันดามันไทที่มีความแข็งแกร่ง นักรบของพวกเขาจึงมิเคยพ่ายแพ้ผู้ใดมาตลอดสองปี
        
            ราชวังเมืองซารามอน ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปทรงโดมสามโดม ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาด้วยกระจกสีแดง สีเขียว สีฟ้ารายรอบทั้งบนเพดานโค้งสูงโอ่โถงที่ประดับด้วยทองคำและเพชรนิลจินดาและหน้าต่างที่ติดไว้รอบ เสาต้นใหญ่สีทองหลายต้นวาดเป็นลวดลายรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ พื้นราชวังปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ตรงกลางห้องโถงมีสระขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีน้ำใสลึกหนึ่งเมตร มีปลาคราฟหลายสิบตัวแหวกว่าย มีน้ำพุเป็นรูปคนคู่สองคนที่หันหลังชิดกันถือดาบและธนูอยู่กลางสระ

            ซาราวิดิช ชิมม่อน แฮสซาซิน นั่งล้อมอยู่รอบโต้ะทองคำทรงกลมลายเรียบสามขาใกล้กับสระน้ำ ซาราวิดิชกับชิมม่อนใส่กางเกงหนังสีขาวท่อนบนสวมเสื้อหนังสีดำ แฮสซาซินนสวมชุดคลุมสีดำปล่อยผมยาวสีดำ
      
           แฮสซาซินคือมือลอบสังหารของชนเผ่าลึกลับในทะเลทรายที่ทั้งสองได้ช่วยชีวิตไว้ด้วยการมอบยารักษาพิษบาดแผลจากการโดนธนูอาบยาพิษ เขาเป็นผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจยากจะหาใครเทียบได้
      
                        “แฮสซาซิน..นักฆ่าของเจ้าช่างร้ายกาจนัก”ซาราวิดิชเอ่ยปากชมหลังเหตุการณ์ที่แฮสซาซินลอบสังหารคิงสกอร์เปี้ยนผู้นำของฝ่ายศัตรูที่เข้มแข็งลงได้
                        “นั่นคืองานของพวกเรา..ท่านจงมีบัญชาก็พอ”เสียงพูดที่แหบต่ำภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยแววตาเหมือนดังไร้ความรู้สึกแต่แฝงความน่ากลัวดังงูเห่า
        
                       “เจ้าต้องการสิ่งใดอีกไหม..นอกจากเงินทองและเพชรนิลจินดาที่ได้รับเป็นรางวัล”
                        “ท่านมีคำสั่งให้ข้าได้รับใช้นั่นก็เพียงพอแล้ว”

                       “....”
                       “แฮสซาซิน...เจ้าจงกลับไปพักผ่อนเถอะเมื่อข้ามีภารกิจให้ทำจะไปหาเจ้าเอง”
            แฮสซาซินพยักหน้ารับหนึ่งที ลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวกลับเดินออกไปทางประตูห้องโถงที่เป็นซุ้มโค้งใหญ่กว้าง                
                
           ซาราวิดิสกับชิมม่อนยิ้มให้แก่กันที่มุมปากเมื่อแฮสซาซินเดินหายออกจากห้องไปได้สักครู่ ทั้งสองยกมือข้างขวามาตั้งไว้บนโต้ะ สองสายตาที่ประสานอย่างไม่หลบสายตา พวกเขาจ้องกันตาไม่กระพริบ ในยามนี้ที่แห่งนี้มีแต่เพียงเราสอง  สองมือเอื้อมมากระชับมั่น  ลำตัวเข้าประชิดโต้ะ
        
          เสียงหายใจทั้งสองดังขึ้นด้วยเสียงสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด และปล่อยออกมาเป็นจังหวะ “ฟืดฟาด..ฟืดฟาด” เหงื่อกาฬไหลย้อยไปทั่วทั้งใบหน้าและท่อนแขน  ความพลุ่งพล่านที่โชติช่วงด้วยความเร่าร้อนของกลิ่นกายยิ่งร้อนแรงด้วยพลังของชายชาตรี  
                        
                        “ซาราวิดิชเจ้ายังแข็งแกร่งเช่นเดิม..ฟืดฟืด”
                        “เจ้าเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลย..แฮก แฮก”

               “ชิมม่อนเจ้าอย่าฝืนเลย...ข้ารู้ว่าเจ้าทนไม่ไหวแล้ว”ซาราวิดิชเร่งโหมแรงให้มากขึ้นเพื่อเผด็จศึก
                      “ซาราวิดิช..เจ้าอึดจริงจริง..แต่ข้าก็จะ...อ้า”เสียงร้องของชิมม่อนที่ดังขึ้นมาอย่างสุดเสียง
                  
           ชิมม่อนคว่ำหน้าลงกับโต้ะอย่างอ่อนแรงเวลาร่วมห้านาทีเขาก็สู้แรงของซาราวิดิชไม่ได้แล้วหรือนี่  แขนข้างขวาของชิมม่อนอ่อนเปลี้ยหลังจากใช้แรงทั้งหมดที่มีไปกับการต้านทานพลังแขนของซาราวิดิช ข้อมือของซาราวิดิชช่างแข็งแกร่งนัก...ชิมม่อนพ่ายแพ้การแข็งงัดข้อกับซาราวิดิชอีกครั้ง

     หลังจากออกเดินทางเพื่อค้นหาแร่โอลิฮาคอนได้หนึ่งเดือน ซีดาเน่ ลันลัน วานาม ทหารสิบคนและลูกหาบอีกยี่สิบคนก็เดินทางมาถึงถ้ำริเจียวซึ่งอยู่ในแถบเทือกเขาดำห่างไกลจากเมืองเอเทนมาทางตะวันออก ซีดาเน่มีแผนที่โบราณซึ่งบ่งบอกถึงแหล่งแร่โอลิฮัลคอน เขาได้รับมันมาจากอาจารย์ของเขา
        
           ซีดาเน่มาหยุดยืนที่หน้าปากถ้ำใหญ่กว้างขวางโอ่โถง ปากถ้ำสะอาดสะอ้านแต่รกด้วยต้นไม้ใบหญ้าและเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวปิดปากถ้ำไว้
  
           ซีดาเน่กางแผนที่บนโต้ะไม้ที่พับได้และกางออกมาตั้งไว้เข็มทิศโลหะขาวถือในมือซ้าย พัดหางนกเป็ดน้ำเหน็บไว้ที่เอว ผ้าโพกหัวสีม่วงอ่อนเก็บผมสีม่วงยาวไว้อย่างเรียบร้อย หน้าเคร่งเครียดแต่แฝงแววยินดีในดวงตาที่ใสประกายเจิดจ้า

                “ถึงแล้วซินะค่ะอาจารย์ ทิวทรรศน์สวยงามมาก”ลันลันถามขึ้นด้วยเสียงสดชื่นพร้อมกับถอนหายใจโล่งอก
                       “โอ้.นี่หรือคือถ้ำริเจียวที่มีแร่โอลิฮัลคอนซ่อนอยู่ มองด้วยสายตาของข้าแล้วมันช่างน่าสงสัยยิ่งนัก”วานามมองด้วยสายตาครุ่นคิด เขาสังเกตตั้งแต่ปากถ้ำ ว่าจะมีสิ่งใดผิดแผกไปหรือไม่

         ซีดาเน่หันมายิ้มพร้อมกับพยักหน้าอย่างอ่อนโยนกับลูกศิษย์ทั้งสอง ทหารและลูกหาบคนอื่นอื่น พวกเขาใช้เวลาเดินทางหนึ่งเดือนจึงมาถึงยังที่แห่งนี้ด้วยความบากบั่นอุตสาหะไม่ย่อท้อด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นของคนแกร่งดุจเพชร เพื่อดั้นด้นมาถึงถ้ำริเจียวที่มีแร่โอลิฮัลคอนในตำนานหากเข้าไปแล้วไม่พบแร่ดังกล่าวคงหน้าแตกหาทางกลับเอเทนไม่ถูก
      
          ทหารสิบคนและลูกหาบทั้งยี่สิบคนนั่งพักกับพื้นอย่างอ่อนแรงวางสัมภาระทั้งหมดกองรวมกันที่พื้นหน้าถ้ำ
        
          ลันลันหยิบกระดานดำกระดาษสีขาวและดินสอดำออกมาจากเป้สัมภาระ เธอเดินหามุมมองที่เหมาะสมเพื่อวาดรูปปากถ้ำในมุมมองขั้นเทพอย่างมืออาชีพ แม้จะเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กเล็ก แต่สายตาและติสท์ขั้นเทพเช่นเธอแม้แต่มืออาชีพยังยอมรับ

           วานามเดินสำรวจไปทั่วบริเวณปากถ้ำซึ่งเขายังเข้าไปภายในไม่ได้เนื่องจากยังไม่ได้ส่งทหารเข้าไปสำรวจภายใน เข้าทำการจดบันทึกลักษณะถ้ำ ทั้งลักษณะหิน ดิน ทราย ต้นไม้ ดอกไม้ ต้นหญ้า แมลง ผลไม้ วัชพืชเพื่อเก็บเป็นข้อมูลในการตั้งประเด็น

           ซีดาเน่นั่งลงพักใต้ต้นไม้ใหญ่มีเสื่อวัชพืชปูรองนั่ง หยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำผสมสมุนไพรขึ้นมาดื่มแก้กระหาย เหงื่อออกที่ใบหน้าหลายเม็ด น้ำหนักลดลงไปพอสมควรแต่หน้าตายังแช่มชื่น

           เสียงสายลมพัดแผ่วแว่วมาทางทิศตะวันตก แสงอาทิตย์อ่อนแสงลงเป็นแสงสีส้มเย็นตา ฝูงนกพากันบินกลับรัง กองไฟถูกจุดขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นและความสว่างไสวในยามค่ำคืน  ค่ำคืนนี้ฉันนอนไกลบ้านอีกครั้ง ไม่มีที่นอนนุ่มหนุนหลังอุ่นสบาย แม้ลำบากหัวจิตและร่างกาย แต่เพื่อคนที่อยู่ข้างหลังเป็นความหวัง ฉันสู้สู้

        ณ เมืองมิลานาโวซิเอต้า เคโรรอสได้ส่องสุมกำลังเซนทอร์ไว้จำนวนนึงเพื่อที่จะเป็นกำลังเสริมให้กับทัพของอาเทน่า ซึ่งเป็นเรื่องราวถูกเก็บเป็นความลับแบบสุดยอดเพราะหากแผนการดังกล่าวล่วงรู้ไปถึงหูของเซอร์สตาร์แพทตินอสผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ พวกเขาต้องโดนลงโทษสถานหนักเป็นแน่แท้
 
            ภายในปราสาทของอาเทน่าในเมืองมิลานาโวซิเอต้าจึงเป็นเสมือนฐานบัญชากรลับของพวกเขาเหล่าเซนทอร์ผู้อยู่ข้างอาเทน่าภายใต้ชื่อองกรณ์ เพื่อนอาเทน่า มีสัญลักณ์ รูปมือชี้นิ้วชี้ขึ้นด้านบนมีลูกนัยย์ตาอยู่กลางมือ พวกเขาจัดการประชุมลับภายใต้หน้าฉากที่เป็นงานชุมนุมของกลุ่มผู้รักในการ์ตูนยอดฮิตของเมืองมิลานาโวซิเอต้าเรื่องอคิลลิสเทพบุตรหมัดสายฟ้าซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มนามว่าอคิลลิสผู้ฝึกเป็นนักสู้และต่อสู้กับเทพโครโนสและบริวารเพื่อปกป้องความดี ความยุติธรรมความถูกต้องให้กับโลกใบนี้ซึ่งจะประชุมสามัญที่จะจัดเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งมีเซนทอร์ระดับหัวหน้าสายมาประชุมทั้งหมดสิบสองตนและเคโรรอสผู้เป็นผู้นำองกรณ์

            บนโต้ะไม้สักสีน้ำตาลอ่อนตัวยาวมีกองหนังสือการ์ตูนอคิลลิสกองอยู่ยี่สิบแปดเล่มและแผ่นหนังการ์ตูนอีกยี่สิบแผ่น อาหารเครื่องดื่มวางไว้เต็มโต้ะ แอลซีดีห้าสิบนิ้วเปิดฉายเรื่องอคิลลิสตอนบุก12ปราสาทเทพไททัน ภาพคมชัดเสียงรอบทิศทาง เซนทอร์ทั้งสิบสามนั่งบนโซฟานั่งสีฟ้าตัวยาวสามตัวและเก้าอี้หนังสีฟ้าที่วางล้อมรอบอีกหกตัว ในมือถือแก้วเครื่องดื่มกับจานอาหาร
                
               “ท่านเคโรรอส..แผนการของพวกเราช่างยิ่งใหญ่นัก ข้านับถืออุดมการณ์ท่านที่ทำเพื่อมนุษย์ชาติโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน” เซนทอร์นามว่าอิโอลอสกล่าวขึ้นในระหว่างรีแล็กปากยังเคี้ยวแผ่นแป้งบางกรอบขอบไส้กรอกและชีสยืดยาวหอมหวาน                  

               “ท่านเคโรรอสเวลาอีกไม่ถึงสองปีข้าอดใจรอแทบไม่ไหว ข้าอยากอัดหน้าเจ้าพวกสมุนของโปเซดอน แบบว่าหมั่นไส้”เซนทอร์นามว่าวีออสพูดด้วยเสียงดุดันขบกรามเขี้ยวแน่นเนื่องจากมีน่องไก่ที่ชุบแป้งทอดกรอบสีทองรสสไปซี่ชิ้นใหญ่ส่งกลิ่นหอมเครื่องเทศสมุนไพร

               “ข้าหมั่นไส้เจ้าพวกครึ่งบกครึ่งน้ำพวกนี้เสียจริง”เซนทอร์นามว่าปอเช่กล่าวด้วยน้ำเสียงขรึมขรึมพลางจิบเครื่องดื่มน้ำสีดำ

                     “เจ้าพวกนั้นนะไม่พอมือข้าหรอก”เซนทอร์นามว่าเฟอร์รี่แต่ภายในปากมีขนมปังรสกาแฟ

                       “ข้านะแข็งแกร่งกว่าพวกมันทั้งหมด”เซนทอร์นามว่าเบนลี่กัดเนื้อไก่ช่วงปีกรสคลาสสิคเคี้ยวในปาก

                      “หึหึหึ”เซนทอร์นามว่าบูกัตติหัวเราะเบาเบาภายในปากยังมีอาหารอยู่เต็มคำ
        
           เซนทอร์ที่เหลือหันมาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็หันกลับไปตั้งใจดูเนื้อเรื่องการ์ตูนที่กำลังฉายอยู่ในจอ

                      “ทุกทุกท่านข้าปลาบปลื้มยิ่งนักที่ได้เห็นการร่วมแรงร่วมใจของพวกเรา ข้าขอขอบคุณในความน้ำใจของพวกท่าน”เคโรรอสกล่าวอย่างปลื้มปิติ หยาดน้ำเอ่อคลอที่เบ้าตา แววตาเป็นประกายวิบแวบเจิดจ้า ในมือขวาถือน่องไก่ชุบแป้งทอดสีทอง มือซ้ายถือแก้วเครื่องดื่ม

            เคโรรอสยิ้มปลาบปลื้มกับการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน เซนทอร์ยังบลัดผู้มีเลือดในกายฉีดพล่านและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเจิดจรัส...ความหวังของชนพรุ่งนี้ แต่ที่พวกเขามาชุมนุมกันมิได้ขาดเป็นเพราะรักอาเทน่าหรือรักการ์ตูนอคิลลิสกันแน่
        
         ภายนอกปราสาท หน่วยสืบราชการลับหน่วยs t a rของเซอร์สตาร์แพททินอสที่ถูกส่งมาสังเกตุการเฝ้าดูเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงเพื่อเฝ้าดูพวกเซนทอร์กลุ่มนี้
        
                     “ก็แค่พวกคลั่งไคล้การ์ตูนไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกต”สายลับเอ
                     “ก็เหมือนพวกที่ไปงานแก็งการ์ตูน  แต่ก็ต้องจับตาดูไปอีกสักพัก”สายลับบี ทั้งสองยังคงเฝ้าดูต่อไป

     ณ เมืองเอเทน หลังจากที่ซีดาเน่และคณะกลับมากจาการตามหาแร่โอลิฮัลคอนพวกเขาก็ได้ขนแร่กลับมาจำนวนมากแต่ก็ยังส่งคนกลับไปขนแร่อีก ชุดเกราะ อาวุธที่ถูกทำขึ้นจากแร่โอลิฮัลคอนมีความแข็งแกร่งและเบามีประสิทธิภาพยิ่งนัก

           หน่วยรบพิเศษของอาเทน่าถูกจัดตั้งขึ้นมีจำนวนหนึ่งร้อยคนที่ได้รับชุดเกราะแบบพิเศษซึ่งมีส่วนผสมของแร่โอลิฮัลคอนผสมกับทองคำเรียกหน่วยรบนี้ว่าเซนทองขึ้นตรงต่ออาทเน่าโดยตรงมีสัญลักษณ์ไนกี้สีฟ้าประทับตราไว้ที่เกราะอกด้านซ้ายบริเวณหัวใจ  ชุดเกราะสีทองงดงามเจิดจ้าเป็นประกาย

        อาเทน่า มูรานิซิส ซีดาเน่ยืนชื่นชมกับหน่วยรบสีทองที่มายืนเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งจำนวนสิบแถวหน้าโรงฝึก
                      “ท่านอาเทน่าชุดเกราะทองคำของหน่วยเซนทองนั้นแข็งแกร่งกว่าชุดเกราะธรรมดาที่ใช้แร่โอลิฮัลคอนผสมกับทองแดงสำหรับทหารธรรมดามากนักเรียกได้ว่าคนละเกรดเลยก็ว่าได้ สิ่งนี้นับว่าเป็นของขวัญที่พวกเราทุกคนตั้งใจมอบให้ท่าน”ซีดาเน่พูดด้วยเสียงรื่นรมณ์พัดนกเป็ดน้ำแกว่งเบาเบา

                   “อืม..คงจะจริงเพราะจากการทดสอบด้วยการยิงธนูเข้าใส่แล้วไม่ปรากฏรอยถลอกอันใดเลย ช่างแข็งแกร่งนัก”เสียงของนางยินดีอย่างยิ่งนางเพิ่งจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบยี่เอ็ดสิบปีไปเมื่อวาน

                    “แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้สวมใส่ด้วยนะค่ะที่ต้องเข้าถึงคอสโม”มูรานิซิสกล่าวพร้อมกับยิ้มไปทางซีดาเน่

                       “ก็เป็นเช่นนั้นแต่ชุดเกราะทองคำก็ช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้ให้มากขึ้นไปอีกนะครับ”ซีดาเน่ยกพัดนกเป็ดน้ำมาบังใบหน้าไว้ครึ่งนึง

                    “หึหึ  ถ้าคนใส่ไม่เก่งชุดเกราะดีแค่ไหนก็เป็นแค่เกราะหนักหนัก ไร้ซึ่งประโยชน์อันใด”เสียงมูรานิซิสเยือกเย็นแต่รอยยิ้มช่างประทับใจนัก

                       “แหม่ แหม่ ก็ต้องดีทั้งคู่นั่นแหละข้าซาบซึ้งน้ำใจพวกเจ้าจริงจริงนะ”อาเทน่าหัวเราะร่าด้วยเสียงยินดี
        
           เสียงหัวเราะที่ร่าเริงก้องกังวานนั้นช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารของนางทุกคนเวลาที่เหลือเกือบสองปีกำลังใกล้เข้ามาใกล้เข้ามา

            หลังจากได้ทราบข่าวเรื่องเมืองมิราจจากเต่าทะเล เบลเลเลอฟอนกับฮาเล่ก็รีบเดินทางมุ่งหน้าข้ามทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนียนมายังเมืองมิราจ เมือ่มาถึงจึงได้พบกับเมืองท่าริมทะเลที่มีทั้งอู่ต่อเรือ โกดังเด็บสินค้า สาที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่แสนบันเทิงใจ ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีสินค้านานาชนิดและพ่อค้านักเดินทางต่างถิ่นมากมายหลายเชื้อชาติที่เดินไปมากันขวักไข่ว

           เบลเลเลอฟอนร่อนฮาเล่ไปยังปราสาทปลายแหลมสามยอด ฮาเล่ร่อนลงไปตรงระเบียงปราสาทที่หันหน้าออกทะเลที่นั่นเขาพบกับเด้เด้เพียงผู้เดียว

           เด้เด้เมื่อได้พบกับเบลเลเลอฟอนเธอก็ดีใจยิ่งนักเนื่องจากไม่ได้พบกันเกือบสองปี

                      “เด้เด้ ข้ายินดียิ่งนักที่ได้พบกับเจ้า”เบลเลเลอฟอนลงจากหลังฮาเล่เดินมาใกล้เดเด้ที่ลุกขึ้นมาจากเตียงผ้าใบ เขาเก็บแว่นตากันแดดที่สวมใส่กระเป๋าเสื้อ
                      “เบลเลเลอฟอนเจ้าเองหรือ ข้าดีใจจัง”เสียงเดเด้สดใสร่าเริง เธออยู่ในชุดเสื้อเกาะอกสีเขียวกางเกงเลสีขาวสวมผ้าแพรคลุมไหล่ลายปลาโลมาพื้นส้ม ผมสีเขียวหยักศกยาวถึงบ่าถูกรวบไว้ดว้ยที่คาดผมสีเหลือง ตาโตเป็นประกาย .ในตอนแรกเธอก็แปลกใจกับชายผู้สวมแว่นกันแดดขี่ม้าบิน

                      “นั่นม้าบินเปกาซัสรึ ขาวสวยจังแฮะ”เดเด้มองผ่านไปยังม้าบินสีขาวที่ยืนเชิดหน้าหุบปีกตรงระเบียงปราสาท
                     “ข้ามีชื่อว่า ฮาเล่”ฮาเล่ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตน หันหน้ามามองอย่างไม่สบอารมณ์
                      “อุ๊ย..ขอโทษจ้ะ ฮาเล่ชื่อเจ้าช่างกระหึ่มยิ่งนัก”

                      “เดเด้แล้วโชโชล่ะ”เบลเลเลอฟอนกวาดตามองไปทั่วห้องโถงของปราสาท
                       “โชโชออกทะเลไปกับเพอร์ซี่และกัปตันแจ็คพร้อมทหารเพื่อไปตามหาเรือแบล็คเพิร์ลนะ”
                      “หาเรือแบล็คเพิร์ลเพื่อการใด ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงสองปีเมืองเอเทนจะเกิดศึกกับทัพโปเซดอนแล้วนะ”
                      “...แต่อีกสองปีทัพโปเซดอนก็จะมายึดเมืองนี้เป็นฐานเพื่อบุกเอเทน.. โชโชถึงต้องออกไปตามหาเรือแบล็คเพิร์ลเพื่อมาต่อสู้กับทัพโปเซดอน”เสียงเดเด้หงอยลง โชโชกับเพอร์ซี่ก็ออกไปตามหาเรือแบล็คเพิร์ลได้เกือบเดือนแล้วแต่ยังไม่ส่งข่าวอันใดกับมาเลย

        เบลเลเลอฟอนหน้าจ๋อย ตกลงทัพโปเซดอนจะมาบุกเมืองมิราจก่อนหรือนี่ ความกังวลและความเครียดแสดงออกทางใบหน้าของชายหนุ่มผู้ออกผจญภัยด้วยม้าบินและสวมแว่นตากันแดด

                      “เจ้าจะกังวลไปใย  สิ่งสำคัญคือเมืองเอเทนจะต้องไม่แตก”เสียงฮาเล่ดังขึ้นมา
  
   เบลเลเลอฟอนกับเดเด้หันหน้าไปหาฮาเล่ที่ยืนเท่ส่งยิ้มเห็นฟันขาว

                    “วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของทัพโปเซดอนก็คือเมืองเอเทนหากเอเทนอยู่ยั่งยืนยง ทัพโปเซดอนก็ไม่อาจเอาชนะมนุษย์ได้ เจ้าแค่ป้องกันเมืองเอเทนเอาไว้ไม่ช้าทัพโปเซดอนก็จะพ่ายแพ้ไปเอง”ฮาเล่หรี่ตาเอียงคอลงยิ้มนิดที่มุมปาก

           ทั้งสองอึ้งไปกับมุมมองของม้าบินตนนี้ เปลวเทียนกลางพายุแม้จะอยู่ท่ามกลางลมแรงพัดโหมกระหน่ำแต่เปลวเทียนแห่งวุฒิปัญญาก็ยังส่องแสงเจิดจ้าไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด

        ขณะที่ทั้งสองยังยืนนิ่งอยู่นั้น เสียงของประตูห้องโถงก็ดังขึ้นใครผู้นึงก้าวเข้ามาในห้อง เธอผู้นั้นมีแววตาที่แสนซุกซนตากลมโตดำ ผมยาวสีดำสยายถึงกลางหลังเธออยู่ในชุดเสื้อคอกลมกางเกงเลสีชมพูตัดกับผิวขาวอมชมพูนวลเนียนดูสุขภาพดี

                     “อุ้ย  คุณเดเด้มีแขกหรือค่ะ ข้านำชาและอาหารว่างยามบ่ายมาให้ท่านค่ะ”เสียงหวานสดใส สองมือของเธอถือถาดสีทองที่มีเหยือกขาวลายกุหลาบมีควันกรุ่นลอยออกมา กับจานกระเบื้องที่มีขนมหวานสีชมพูห้าชิ้น
          
                 “นูนา เองเหรอ”เดเด้หันมาทักนูนาคนสนิทของเธออายุเพียงสิบสองปีแต่มีแววฉลาดและคล่องแคล่าวว่องไวยิ่งนัก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06, ตุลาคม 2010, 01:23:47 AM โดย hideaki » บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #8 เมื่อ: 06, ตุลาคม 2010, 01:26:40 AM »

     --นูนายิ้มรับรอยยิ้มของเธอช่างสดใสร่าเริงสมวัยเหมือนดังดอกไม้ช่อตูมที่รอวันคลี่กลีบผลิบาน เธอเดินอย่างกระฉับกระเฉงแต่กิริยามารยาทงดงาม ถาดสีทองถูกวางไว้บนโต้ะวางของสีขาวงาช้างริมระเบียง ลมทะเลที่พัดเข้ามาพัดเส้นผมเธอปลิวไสวเร้าใจยิ่งนัก

          นูนาเดินมายืนใกล้กับเดเด้มองเบลเลเลอฟอนด้วยสายตาเป็นประกายอย่างไม่เคอะเขิน

                      “นูนานี่เบลเลเลอฟอนเพื่อนฉันที่ฝึกเป็นเซนมาด้วยกัน เบลเลเลอฟอนนี่นูนาคนสนิทของฉันเอง”เดเด้แนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน
 
                      “น่ารักนะครับ”สายตาเบลเลเลอฟอนเป็นประกายวิ้งวิ้ง

                      “ค่ะ”นูนารับคำสั้นสั้น

                     “เบลเลเลอฟอนเจ้าพักที่นี่ซักสามวันซิ ดูท่าเหนื่อยอ่อนมาจากการเดินทาง”

                     “ข้าจะให้นูนาพาเจ้าชมเมืองมิราจ”

                      “ข้ายินดี”เบลเลเลอฟอนพยักหน้ารับอย่างหน้าชื่นตาบาน

            ชายหาดนอกกำแพงเมืองมิราจเป็นชายหาดที่มีทรายขาวละเอียด ทอดตัวยาวเป็นชายฝั่งสุดลูกหูลูกตา ชายหาดลาดเอียงเป็นระดับลงไปในทะเล คลื่นลมกำลังดี แดดดี ต้นมะพร้าวขึ้นเต็มริมชายหาด ผู้คนในเมืองมิราจ นักท่องเที่ยวจึงมาพักผ่อนที่ชายหาดนี้อย่างล้นหลาม
 
            นูนาพาเบลเลเลอฟอนมาเดินเล่นที่ชายหาดในยามบ่ายแก่แก่ที่แสงแดดไม่แผดร้อนมากนัก  บนชายหาดมีเตียงผ้าใบหลากสีและร่มขนาดใหญ่ที่กางบังแสงแดดให้แก่ลูกค้า ผู้คนมากมายทั้งสาวหนุ่มเด็ก คนทุกเพศทุกวัยร่าเริงเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน

            เบลเลเลอฟอนมองนักเซิร์ฟที่กำลังโต้คลื่นลูกใหญ่อย่างน่าหวาดเสียว เขาได้กลิ่นของอาหารทะเลและไก่ย่างปลาเผาจากถาดอาหารของแม่ค้าที่ถือเดินผ่านไปมาไว้คอยบริการลูกค้า
     
                     “ครึกครื้นดีนะค่ะ ที่ชายหาดแห่งนี้มีคนตรึมทุกวันแหละค่ะยกเว้นวันที่ฝนตกหนักและมีพายุเข้า”นูนาเอ่ยวาจาลมทะเลพัดเส้นผมเธอสยายไปอีกทาง

           เบลเลยิ้มรับบรรยากาศที่เมืองมิราจช่างแตกต่างกับเมืองที่ราบลุ่มใกล้ภูเขาอย่างเอเทน เมืองในหุบเขาอย่างไซออนหรือว่าเมืองในดินแดนน้ำแข็งอย่างแคสซิโอเปีย ที่นี่มีชีวิตชีวามากกว่านัก เสน่ห์ของมันดังหญิงสาวแรกรุ่นที่สดใสร่าเริงเปิดเผยและแต่งกายมีสีสันสะดุดตา

                       “เบลเลเซิร์ฟได้ไหม ที่นี่คลื่นเยอะดีนะ”
                       “สามจีหรือเปล่าครับ”
         
            นูนาทำหน้างงส่งสายตาที่มีเครื่องหมายคำถาม เบลเลรู้ในทันทีว่านูนาไม่เก็จมุข หากเป็นที่แคสซิโอเปียคงขำด้วยเป็นเมืองที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสารไร้สายจากห้องวิจัยของแอเรียหกเก้า     
                       “เอ่อ...ได้ซิแต่ไม่ค่อยเก่งนัก”เขาทำสีหน้ายิ้มเขินเขิน
                      “ไม่เป็นไรเดี๋ยวนูนาสอนให้เอง..แป๊ปเดียวก็คล่องแล้วละ”เสียงที่สดใสของเธอช่างกระตุ้นฮอร์โมนให้ฉีดพล่านดีแท้

           นูนาในชุดกางเกงขาสามส่วนแนบเนื้อสีเขียวเสื้อคอกลมสีชมพูลอยตัวอยู่บนเซิร์ฟสีส้ม เบลเลที่สวมกางเกงขาสั้นสีดำอยู่บนเซิร์ฟบอร์ดสีฟ้า ทั้งสองว่ายออกจากฝั่งเพื่อหาคลื่น

                       “เบลเลมาแข่งกันนะใครจะได้คลื่นมากกว่ากัน”
                      “ได้ซิ ว่าแต่เจ้าเถอะเป็นผู้หญิงไม่กลัวเสียเปรียบเหรอ”
                     “ข้านะ แชมป์เก่าคราวที่แล้วนะ..คลื่นมาแล้วข้าไปละ”

        นูนาเร่งว่ายเข้าหาคลื่นที่กำลังโถมเข้ามา เสียงมือที่แหวกน้ำดัง “ขวับขวับขวับ” บอร์ดแหวกน้ำดังซ่าซ่า หยาดน้ำแตกกระเซ็นเป็นฟองขาวกระเด็นสัมผัสใบหน้าใสสะอาดเด้งของวัยสาว เสียงครืนที่พัดเข้าดัง “ครืนครืนครืน”  เบลเลอเองก็เร่งเต็มที่เพื่อตามให้ทัน
 
        คลื่นลูกใหญ่ใกล้มาถึงนูนาลุกขึ้นยืนบนบอร์ดอย่างคล่องแคล่วเธอชอบกีฬาชนิดนี้เพราะให้ทั้งความตื่นเต้นและความท้าทายการพิชิตคลื่นยักษ์ในตำนานคือความใฝ่ฝันของเธอ  ร่างของหญิงสาวแรกรุ่นที่ยืนพลิ้วบนกระดานโต้คลื่น เล่นคลื่นอย่างคล่องแคล่วลอดอุโมงค์น้ำที่ม้วนตัวเป็นเกลียว เข้าใส่ถาโถมเข้าหาฝั่ง มือข้างนึงของนูนาแตะกำแพงน้ำให้แตกซ่ากระเซ็นเป็นประกายฟองฟู่ระยิบระยับตา  เบลเลจี้ไล่หลังมาด้วยความเร็วที่พอประมาณ

           ตะวันค่อยค่อย ต่ำลงใกล้แตะขอบฟ้า นูนากับเบลเลนั่งอยู่บนชายหาดใต้ต้นมะพร้าวที่ผู้คนบางตา นั่งมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าแสงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงสีส้มไปบนพื้นน้ำทะเลและท้องฟ้าให้ความรู้สึกเย็นตาสบายใจ นกนางนวลบินกันเป็นกลุ่มวนเวียนเหนือเรือหาปลาที่ลอยลำใกล้ชายฝั่งเห็นเป็นภาพเรือที่ตัดกับขอบฟ้าสีส้ม เสียงคลื่นกระทบฝั่งแตกกระเซ็นเป็นฟองขาว ปูและหอยทะเลถูกพัดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า

           นูนายิ้มหน้าระรื่น หันหน้าเพียงนิดมองเบลเลที่นั่งมองทะเลยามเย็นที่ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียวที่คอเขาสวมสร้อยที่มีจี้ห้อยคอรูปไข่สีทอง 

                    “เบลเลชอบทะเลไหม”
                   “อือ”เบลเลหันมาพยักหน้ารับคำในลำคอ
                   “ที่เอเทนมีทะเลไหม”
                    “ไม่มี เอเทนไม่ได้อยู่ติดทะเล”
                    “ถ้าเบลเลกลับไปเอเทนแล้ว คงลืมทะเลที่มิราจ”เสียงนูนาหงอยลง
                    “...”เบลเลนิ่งเงียบมองหน้านูนาที่ละห้อย
                     “คืนนี้เบลเลไปเที่ยวงานฟูลมูนกับนูนานะ สนุกมากเลยละ”นูนาเปลี่ยนเรื่องใบหน้าเธอกลับมาสดใสอีกครั้ง
                    “อืม”เบลเลยิ้มรับ ลมพัดผมของเขาให้ปรกใบหน้า

           ในยามค่ำคืนของเมืองมิราจที่มีพระจันทร์เต็มดวงชาวเมืองจะจัดงานฉลองท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างไปทั้งหาดในยามค่ำคืน บนชายหาดมีการจุดกองไฟขึ้นในระยะที่ห่างกัน ผู้คนมากมายทั้งนั่งคุย นอนมองพระจันทร์ และเดินชมบรรยากาศกันเต็มทั้งหาด เครื่องดื่มมึนเมาอาหารทานเล่นถูกตั้งแผงวางขายกันเต็ม ริมหาดด้านนึงมีการตั้งเวทีอย่างง่ายง่ายซึ่งทำจากไม้เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีที่สลับกันขึ้นมาแสดงสดให้ความบันเทิงกับทุกคน
     
           นูนาในชุดกางเกงสามส่วนสีดำเสื้อคอเต่าสีดำสวมแจ็กเกตสีชมพูปล่อยผมยาวสยาย เดินจูงมือเบลเลมายืนหน้าเวทีคอนเสิร์ตที่มีคนหนาตา
        เบลเลสัมผัสได้ถึงความนิ่มนวลเนียนของมือนูนาที่กุมมือเขาไว้อย่างไม่ตั้งใจเนื่องด้วยฝูงชนที่มากมายจึงอาจจะพลัดหลงกันได้กลิ่นหอมอ่อนอ่อนของสบู่ ครีมและกลิ่นกายสาวทำให้เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มไป

                     “วงนี่นูนาชอบมากเลย”นูนาหันหน้าพูดกับเบลเลด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อวงดนตรีที่ตนชอบขึ้นเล่นบนเวที
           
           เสียงดนตรีดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรี๊ด ผู้คนในบริเวณนั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้บริเวณเวทีมากขึ้นมากขึ้น นูนากระโดดขึ้นลงตามจังหวะเพลง
 
                       “เต้นด้วยซิเบลเลเต้นตามนูนาก็ได้ รีแล็กกันเถอะ”นูนาพูดในขณะที่กระโดดขึ้นลง ผมยาวสีดำของเธอสะบัดตามจังหวะตัวของเธอ
                     
           เบลเลยิ้มรับแต่ยังคงยืนเฉยมองนูนาที่ปล่อยอารมณ์ไปอย่างสนุกสนาน เขาเพียงเขย่าเท้าตาม

           เบลเลที่ยืนดูอย่างเดียวในตอนแรก ท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดที่เริ่มกระโดดเต้นอย่างสนุกสนานตามเสียงเพลง เขาเริ่มขยับขาเขย่งขึ้นลงเพียงสองสามครั้งแต่หลังจากนั้นเมื่อบรรยากาศและเสียงดนตรีที่ปลุกเร้าตามจังหวะทำให้เขากระโดดเต้นอย่างสนุก..เคียงข้างนูนาที่เหงื่อไหลข้างแก้มขับผิวสาวให้เปล่งปลั่งสีชมพู...ทั้งสองเต้นกระทบกันจนกระทั่งเสียงเพลงจบลง

           นูนากับเบลเลนั่งมองพระจันทร์ในยามค่ำคืนบนมุมนึงของชายหาดซึ่งห่างจากกลุ่มคน เธอนั่งเอียงหัวซบกับไหล่ของเบลเล เสื้อตัวนอกถูกถอดวางไว้ข้างกาย ผิวขาวของเธอขับผ่องนวลเนียนประชันแสงจันทร์ สายลมพัดปะทะเส้นผมของทั้งสองให้พลิ้วสยาย เสียงลมและเสียงคลื่นดังประชัน
       
                       “เบลเลจะกลับมาที่นี่อีกไหม”ใบหน้าของนูนาแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยเหงื่อที่พอชุ่มและคอกเทลสัปปะรด
                       “ข้าจะกลับมาที่นี่อีกอย่างแน่นอน”
                      “เพราะอะไร”หญิงสาวช้อนสายตาขึ้นมามองใบหน้าเบลเลที่มองทะเลยามค่ำคืน แววตาของเธอเชื่อมหวานดังน้ำตาลปึกผสมน้ำผึ้งและคาราเมล
                      “ข้าชอบเจ้า”เขาพูดสั้นสั้น แต่แววตาที่เขาหันกลับมามองเธอนั้นช่างสร้างมนตร์เสน่ห์แห่งชายอกสามศอกที่ขี่ฮาเล่และสวมแว่นตากันแดด
                     “แต่เราเพิ่งพบกันแค่วันเดียว”
                     “ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา”
                “เพราะความรักเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา”เสียงเขาช่างทุ่มนุ่มลึกและประทับใจหญิงสาวยิ่งนัก

           จันทร์เพ็ญส่องฟ้ายามค่ำคืน เสียงคลื่นกระแทกฝั่งดังซ่าซ่า ตอนนี้สายตาของเจ้าเห็นสิ่งใด  เจ้าได้ยินมั้ยเสียงคลื่นกระทบฝั่ง สองแขนรั้งโอบสัมผัสกาย กรุ่นกลิ่นหอมยวนใจ  มิเพียงแค่ใจสัมผัสกัน มิเพียงแต่ตาสบตากัน สายลมพัดพากลิ่นอายสัมพัน จันทรายังส่องแสงนวลตากำบังกายาเราสองจากแสงดาว
                 
            ณ เมืองแคสซิโอเปีย แอเรียหกสิบเก้าสถานที่พัฒนาและผลิตอาวุธอันแสนทันสมัยไฮเทคได้พัฒนาสุดยอดนวัตกรรมที่ล้ำสมัยไฮแกดเก็ดแห่งอนาคต
         
            เสวนกับซลาตันยืนมองแกดเก็ดชิ้นดำมันวาวที่วางอยู่บนโต้ะสีขาวสะอาดตาปูพื้นโต้ะด้วยกำมะหยี่สีแดง  ซลาตันที่ตัวสูงใหญ่ผิขาวผมทองตาโตสีฟ้าใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินแขนยาวสวมกางเกงแสล็กสีดำยืนข้างเสวนที่ผมขาวกระเซิงยุ่ง

                    “เจ้าคิดว่าสุดยอดไหม”
                       “ปฏิวัติวงการเลยละ”
                    “ส่งภาพข้อความด้วยความเร็วสูง พูดคุยชัดเจนเห็นภาพบรรยากาศอีกที่ไม่ดีเลย์ แถมยังบอกพิกัดได้อย่างแม่นยำ”

                     “ท่านนสสนาคงพอใจกับเครื่องมือสื่อสารชิ้นนี้ เจ้าคิดว่าควรตั้งชื่อมันว่าอะไรดี”
                     “อืม...”
                       “อันนั้นหรืออันนี้ดีนะ”
                     “ไม่ต้องห่วงเราก็ทำทั้งสองอย่างเลย..ต่างคนต่างไสตล์”
 
                     “นั่นซินะ..แต่ระบบเครือข่ายของแคสซิโอเปียจะรองรับไฮแกดเก็ดระดับไฮเอ็นได้รึ”
                     “ท่านนสสนาอนุมัติแล้วให้ติดตั้งเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงระดับเทพได้..ไม่เกินสามเดือนระบบพร้อมใช้งาน”
                     “ชาวเมืองแคสซิโอเปียจะได้ใช้เป็นที่แรกของโลกเลยละ” เจ้านวัตกรรมสีดำมีจอกว้างใสสองนิ้วที่วางบนแท่นวางสีทองส่องประกายวิบวับน่าใช้ยิ่งนัก

            ณ ห้องทำงานรูปไข่ของเมืองแคสซิโอเปีย นสสนานั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำมันวาวบนโต้ะมีกองเอกสาร ที่โต้ะประชุมตัวยาวมีที่ปรึกษาทางด้านการศึกษา ด้านบริหารเมือง ด้านดูแลสินค้าและการเงิน ด้านเกษตร  ด้านรักษาความปลอดภัยและนีสพางอสผู้คุมด้านกองทัพนั่งล้อมรอบโต้ะประชุมไม้ขัดมันสีน้ำตาลเห็นลายไม้สวยงาม วันนี้ทุกคนมาประชุมกันพร้อมหน้าเพื่อวางแผนการเตรียมทำศึกกับกองทัพโปเซดอน   

                        “เอาละทุกท่านอีกไม่เกินสองปีทางเมืองเราต้องส่งกองทัพไปช่วยเอเทน ซึ่งข้าได้นำมาเป็นวาระการประชุมครั้งที่แล้วและวางเป็นแผนการบริหารไปอีกสามปีข้างหน้า การประชุมในวันนี้จึงอยากจะถามถึงความคืบหน้าของการประชุมครั้งที่แล้ว”

                        “ทางด้านการเกษตรข้าได้เก็บผลผลิตไว้ส่วนนึงเพื่อเตรียมเป็นเสบียงของกองทัพ”

                        “ทางด้านการศึกษาข้าจัดหลักสูตรรักมนุษย์รักโลก help the worldไว้ในแผนการศึกษาแล้วครับ”

                       “ทางด้านการเงินและสินค้าข้าเก็บแวตเพิ่มอีกหนึ่งเปอร์เซนไว้เป็นเงินทุนในการสู้ศึก”
                       
                        “ทางด้านการบริหารข้าได้จัดงานเรารักชาวโลกเพื่อปลุกจิตสำนึกของเด็กและประชนทุกคนให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

                       “ทางด้านรักษาความปลอดภัยข้าได้ฝึกฝนหน่วยรักษาความปลอดภัยให้พร้อมและตื่นตัวตลอดเวลา”

                       “ดีมากทุกท่านแล้วเจ้าละนีสพางอส”

                       “ครับท่านนสสนา ข้าได้พัฒนากองทัพด้วยการคิดค้นอาวุธที่ไฮเทคและมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเมืองแคสซิโอเปียให้ทันสมัย สมดังคำขวัญที่ว่า จิ๋วแต่แจ๋ว”นีสพางอสกล่าวด้วยเสียงดังอย่างเชื่อมั่นในตนเองแววตาเจิดจ้าไฟฟ์เตอร์

                       “ข้าขอบคุณทุกท่านที่ร่วมมือกันอย่างดี..ถึงเมืองเราจะห่างไกลจากเอเทนแต่หากเอเทนล่มเมื่อใดเมืองของมนุษย์เมืองอื่นก็คงจะต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน..ข้าจึงมิได้ทำเพื่อเอเทนเพียงอย่างเดียวแต่ขอให้พวกเราทำเพื่อชาวโลก..ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ทุกทุกคน”นสสนาพูดปิดการประชุมด้วยเสียงนุ่มหวาน สายตาเย็นสุขุม ท่าทางดังนางพญา รอยยิ้มของเธอที่ยิ้มออกมาเพียงนิดหลังจากกล่าวจบสร้างความประทับใจและน่าเกรงขามอยู่ในตัว

            หากจะกล่าวถึงผู้เป็นใหญ่แห่งโอลิมปัสย่อมหมายถึงมหาทพซูสผู้ซึ่งเป็นดั่งประธานาธิบดีแห่งจักรวาลที่กุมอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของคณะเทพแห่งโอลิมปัสทั้ง12เทพ  ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามดังรูปแกะสลักและพลานุภาพที่ยิ่งใหญ่ กอปด้วยสายฟ้าฟาดอาวุธที่แสนทรงอิทธิ์ฤทธิ์และดาบแห่งโอลิมปัสที่แสนแข็งแกร่ง  ยากนักที่จะมีเทพองค์ใดหรือผู้ใดต้านพลานุภาพได้

           มาบัดนี้แม้จะทราบเรื่องของธิดาอาเทน่าที่ช่วยเหลือมนุษย์ทุกทางไม่ว่าจะเป็นการฝึกเด็กทั้งสิบให้เป็นเซนเรียนรู้พลังแห่งจักรวาล นำไฟไปให้มนุษย์หรือช่วยสร้างเมืองอันทันสมัย สั่งสมวิทยาการให้เจริญขึ้นมาอีกครั้ง ช่างน่าเอ็นดูซะจริงนังลูกคนนี้ แก่นแก้ว ฉลาดมีทั้งไหวพริบปฎิภาน

           ซูสลุกขึ้นยืนจากบัลลังค์แก้วใสเรืองแสงที่มีพนักพิงสูงถึงสามเมตรมีสัญลักษณ์สายฟ้าสีขาวประทับอยู่บนสุดพนักพิงรูปใบหน้าของตนที่ยิ้มมุมปาก บนร่างซูสสวมเพียงผ้าแพรขาวเนื้อละเอียดพันเฉียงไหล่มาถึงเข่า ที่ต้นแขนขวาสวมกำไลทองคำประดับอัญมณีสีเหลืองสด

           เบื้องหน้าคือแผ่นฟ้าใสมีเมฆประปราย ที่มองผ่านลงไปเห็นวิวทิวทรรศน์ของโลกเบื้องล่างผ่านพื้นห้องประชุมคณะเทพที่มีเสาแก้วใสทั้งสิบสองต้น  ซูสมองผ่านลงไปยังโลกเบื้องล่างที่เป็นที่ตั้งของเมืองเอเทน พลางคิดในใจว่าอาเทน่าช่างเก่งนักที่พัฒนาเมืองได้ถึงเพียงนี้ด้วยวัยยี่สิบเอ็ดปี ตรงนั่นคืออาคารประชุมสามชั้นที่อาเทน่าพักผ่อนและใช้เป็นที่บริหารงาน   ใกล้กันเป็นน้ำพุและตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าตรงนั่นคือโรงผลิตอาวุธที่สร้างขึ้นใหม่อย่างใหญ่โต  ถัดออกมานอกกำแพงเมืองติดกับแม่น้ำมีไร่แอปเปิ้ลที่มีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดน่าทาน 

          ซูสยิ้มอย่างพึงพอใจ ภาพโลกเบื้องล่างหายไปกลับกลายเป็นพื้นกระจกแก้วใสเช่นเดิม เยื้องไปทางซ้ายแสงสว่างส่องเป็นประกายออกมาจากเสาต้นนึง บัลลังค์แก้วเรืองรองขึ้นมาบนฐานทองคำใต้เสาแก้วต้นนั้น ร่างของชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มผิวขาวร่างกำยำสวมใส่ผ้าแพรสีทองคลุมไหล่ยาวถึงเข่าปรากฏร่างขึ้นนั่งบนบัลลังค์

                     “ท่านบิดาข้า  ข้าขอทำความเคารพที่มาหาท่านในยามสำราญ”เขาลุกขึ้นและก้าวเดินมาสองก้าว
                      “โอ้..อพอลโล่บุตรชายข้าเจ้ายังหล่อล่ำ กล้าหาญเช่นเดิม”
 
                     “ข้ารับทราบเพราะหลักฐานปรากฏอยู่ทั้งร่าง”
                       “อืม..เจ้ายังเหมือนเดิมนะ”ซูสยิ้มเจื่อนเพียงนิดแล้วกลับมาทำหน้าเบิกบานเช่นเดิม
 
                        “เอ่อ..ที่ข้ามาหาท่านบิดาในวันนี้เพราะเรื่องของอาเทน่า  อาเทน่าน้องข้านะช่วยมนุษย์สร้างเมือง นำไฟไปให้ แถมยังปั้นเด็กขึ้นมาหวังคว้าแชมป์โลกอีกต่างหาก”หน้าอพอลโล่ซีเรียสจริงจัง
                  “ข้ารู้ ข้าเห็น อาเทน่าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนิ”

                         “ท่านยังสั่งลงโทษเทพเฮฟเฟตัสเรื่องนำไฟไปให้มนุษย์  ซึ่งอาเทน่าก็เป็นผู้สั่งให้ทำแต่นางกลับ...”อพอลโล่หยุดพูดเพื่อรอดูกิริยา

                       “แล้วยังไงข้าก็ลงโทษผู้ทำผิดไปแล้วจะให้ลงโทษผู้ใดอีก”
                       “แต่นางหมิ่นเกียรติของมหาเทพที่ไปคลุกคลีเล่นหัวกับมนุษย์แถมยังเตรียมทำศึกกับเทพโปเซดอน..ต่อไปถ้านางชนะมนุษย์จะเหิมเกริม”
                        “ถึงนางชนะมนุษย์ก็จะเคารพนางในฐานะเทพีผู้ปกป้องคุ้มครองมนุษย์ ศรัทธาจะแรงกล้าขึ้นไปอีกไม่ดีรึไง”

                       “ อาเทน่า     อาจคิดการใหญ่กว่านั้น เช่นการบุกโอลิมปัส”เสียงของอพอลโล่ดังที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงระแวง

                         “อืม..อพอลโล่  ที่อาเทน่าทำไปเพราะก็ด้วยจิตใจที่ดีงามและศรัทธาที่แรงกล้าหาไม่เช่นนั้นแล้วนางคงปล่อยให้มนุษย์เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง...การปกครองมนุษย์นั้นยากยิ่งนัก ยากยิ่งกว่าภาระของข้าที่ปกครองจักรวาลเสียอีกแต่ถึงมนุษย์จะมีฤทธิ์แรงกล้าแต่ก็คือมนุษย์จะเทียบกับเทพได้เช่นไร  เจ้าซีเรียสเกินไปแล้ว รีแล็กซ์ซะบ้างซิ..ไปคลายเครียดดูหนังเรื่อง กวณ หมืน โห หรือผีชีวจิต ”มือขวาของซูสวางที่ไหล่ซ้ายของอพอลโล่อย่างเบาเบา แววตาอ่อนโยน

            อพอลโล่นิ่งไปด้วยเหตุผลของบิดา แววตานิ่งก้มมองลงต่ำ มองเห็นพื้นแก้วใสสว่างที่สะท้อนให้เห็นใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาของตนที่มีสีหน้าจ๋อยไปถนัดตากับใบหน้าแย้มยิ้มอิ่มเอิบทรงอำนาจของซูส   

                       “ท่านบิดาข้าขออภัยที่นำเรื่องเล็กน้อยมาให้เป็นกังวล ข้าขอตัวลากลับ”
       
            อพอลโล่ก้าวไปข้างหลังสองก้าว ร่างเรืองแสงสีขาวแล้วร่างค่อยค่อยจางหายไป  ซูสเดินไปนั่งที่บัลลังค์หยิบนกอินทรีย์กางปีกขนาดครึ่งฝ่ามือขึ้นมาดู เงานกอินทรีย์สีทองกางปีกสะท้อนในแววตาดังห้วงจักรวาลที่ไม่มีที่สิ้นสุดของซูส..จิตใจของซูสยากแท้หยั่งถึง

            อพอลโล่นั่งรถเทียมม้าสีทองที่ส่องสว่างเจิดจ้าด้วยพลังแห่งแสงอาทิตย์ วงล้อแก้วใสลายพระอาทิตย์ยิ้มลงมาจากโอลิมปัสด้วยจิตใจที่ขุ่นมัวด้วยคิดว่าเพราะเหตุใดซูสถึงเข้าข้างอาเทน่าเช่นนั้น หรือเพราะนางเป็นธิดาอาจจะใช่ที่ว่า พ่อมักรักลูกสาวมากกว่าลูกชาย

            “นกร้อง นกร้อง นกร้อง” เสียงนกร้องดังมาทางด้านหลัง อพอลโล่ยุดรถม้า ม้าแปดขาสีแดงเบรกตัวโก่งด้วยเกือกม้าไททาเนียมสีชมพูอย่างดีที่นุ่มสบายเท้าทั้งแปด อพอลโล่เอี้ยวตัวหันไปดูถึงต้นเสียง  เจ้าวิหคเพลิงตนนั้นบินผ่านหมอกเมฆรูปเป็ดโผบินมาจากด้านหลังรถม้าและบินโฉบไปด้านหน้าวนเวียนอยู่สามรอบแล้วจึงมาลอยตัวหน้าม้าแปดขาที่มีแววตาโตแบ้วด้วยบิ้กอายหวานเย็นสีชมพู ทั้งม้าและนกฉีกยิ้มให้กันเป็นการทักทาย

                       “ไทฟอน  ขออภัยที่มาขัดจังหวะการเดินทางของท่านอพอลโล่” ไทฟอนวิหคเพลิงแดงอมตะผู้มีกรงเล็บทองคำแหลมเฟี้ยวและสลักชื่อไทฟอนไว้บนกรงเล็บทองคำทั้งสองเท้า  ปีกด้านซ้ายมีรอยขีดกากบาทที่แสดงถึงจำนวนศัตรูที่ตนสังหารได้สิบเก้ารอย
                       
                  “เจ้ามีเรื่องอันใดว่ามา”อพอลโล่ขยับแจ็กเก็ตหนังสีขาวงาช้างให้เข้าที่ หยิบแว่นกันแดดใส่กระเป๋าแจ็กเก็ต

                       “ท่านอพอลโล่ ด้วยเรื่องสงครามระหว่างเทพีอาเทน่าและเทพโปเซดอน  มาบัดนี้ข้าจึงนำมาบอกให้ท่านทราบ”ไอเพลิงแลบออกมาจากปากเป็นควันจางจาง
                       
                       “ด้วยว่าทัพโปเซดอนมีเรือฟลายอิ้งดัตถ์แมนที่ทรงอานุภาพ และกำลังรวบรวมเหล่านักสู้ที่เก่งกาจเพื่อเตรียมสู้ศึกในอีกสิบเจ็ดเดือนที่จะถึง”

                      “ขุนพลของโปเซดอนมีผู้ใดบ้าง”อพอลโล่หยิบซิก้าขึ้นมาคาบไว้ที่ปากจุดไฟด้วยนิ้วที่ดีดขึ้นมาเป็นเปลวไฟของไทฟอนที่บินมาจุดให้
                     
                     “ไซเรน มิยาบิ  บาบารอสซา และพ้องเพื่อน แต่ตอนนี้เซนของอาเทน่าได้ตามหาเรือแบล็คเพริลเพื่อนำมาต่อกรกับทัพโปเซดอน”

           อพอลโล่นิ่งคิด พ่นควันซิก้าออกมา เงยหน้าไปทางทิศของโอลิมปัสพลางคิดถึงคำพูดของซูส  มนุษย์ถึงจะร้ายกาจแต่ก็ไม่ยั่งยืนยง  ผมสีทองของอพอลโล่สว่างเรืองแสงเมื่อเวลาที่คิดอะไรดีดีออก         
                 
                  “ไทฟอน..เจ้าจงช่วยเซนของอาเทน่าตามหาเรือแบล็คเพิร์ลให้พบ”
                        “แต่นั้นจะเป็นการช่วยส่งเสริมอาเทน่า”
                       “เพื่อให้ทัพทั้งสองต่อสู้กันได้อย่างสูสีและดุเดือด เพื่อที่จะสร้างความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่าย เจ้าจงทำตามคำสั่งของข้า”
                        “ท่านช่างหลักแหลมยิ่งนักสมดังบุตรแห่งมหาเทพ”ไทฟอนกล่าวจบแล้วจึงบินโผขึ้นฟ้าหายไป

           อพอลโล่ยิ้มอย่างสดใสเห็นฟันขาวแววแฝงยินดียิ่งนักด้วยว่าแผนการของเขาที่ทำให้ทัพทั้งสองต้องห่ำหั่นกันอย่างแหลกลาญหากสมดังใจหมาย ทั้งโปเซดอนและอาเทน่าต้องเสียรี้พลอย่างมากทั้งสองฝ่ายเป็นแน่แท้..อพอลโล่ห้อรถม้าหมื่นแรงม้าวิ่งฉิวไปข้างหน้า สายลมปะทะใบหน้าที่ขาวสะอาด อพอลโล่หยิบแว่นกันแดดเลนส์น้ำตาลกรอบทองมาสวม.ปากคาบซิก้า.ตอนนี้จิตใจของเขาช่างอิสระยิ่งนัก

           

บันทึกการเข้า
จา
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 125
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
10, มีนาคม 2012, 07:02:54 PM

กระทู้: 122
หมายเลขสมาชิก: 9284

วันที่สมัครสมาชิก: ต.ค., 2010


กระทู้: 122
125.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ จา
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 8 : Exp 92%
HP: 0.1%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« ตอบ #9 เมื่อ: 07, ตุลาคม 2010, 10:28:35 AM »

เอ่อนี้เเต่งสะเยอะเชียวอ่านกันไม่ทันเลย เเต่ก็นุกนะ อ่านไปได้นิดเดียวเองไว้ค่อยอ่านต่อ งิงิ พยายามเข้านะ

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #10 เมื่อ: 13, ตุลาคม 2010, 03:20:04 AM »

              ณ เมืองมิลานาโวซิเอต้า เมืองของเหล่าทวยเทพและบริวารบนโลกมนุษย์ที่ซึ่งมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เมืองที่ถูกสร้างอย่างทันสมัย โอ่อ่ากว้างขวางและครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานเริงรมณ์ กำแพงเมืองชั้นนอกสร้างด้วยหินและปูนสูงสามสิบห้าเมตรช่องทางเดินบนกำแพงกว้างแปดเมตร ป้อมเชิงเทินถูกสร้างทิ้งห่างเป็นระยะมีทหารเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงด้านหลังของเมืองติดเทือกเขาขาวด้านหน้าหันออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ถัดเข้ามาเป็นหมู่บ้านพื้นที่เกษตรกรรม เขตป่าไม้  กำแพงมืองชั้นในสูงยี่สิบห้าเมตรมีช่องทางเดินกว้างห้าเมตรล้อมรอบเขตเมืองทั้งสี่ด้าน ประตูเมืองชั้นในมีรูปปั้นซูสในท่ายืนคร่อมประตูถือสายฟ้าเงื้อขึ้นเหนือหัวหันหน้าออกทาสีทองสูงแปดสิบเมตร จากประตูเมืองไปถึงปราสาททองคำมีถนนกลางเมืองกว้างห้าสิบเมตรปูด้วยหินอ่อนสีเทา สองข้างเป็นอาคารหินอ่อนสูงสี่ชั้นเปิดเป็นร้านขายสินค้า ร้านอาหาร.และสถานที่สำคัญ

           อพอลโล่ห้อรถม้าลงมาจากท้องฟ้าผ่านกำแพงเมืองด้านนอกเข้ามา ฝูงกริฟฟอนขาวสวมหมวกทองคำประดับอัญมณีสีเขียวใส่เดือยทองคำที่บินรักษาการณ์บนท้องฟ้าเปิดทางให้ผ่านและทำความเคารพ  รถม้าที่มีม้าหกขาวิ่งนำหน้า วิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าไปในกำแพงเมืองชั้นในในเขตท้องฟ้าย่านชุมชนเมือง บินเฉียดรูปปั้นซูสที่ส่องแสงสีทองเป็นประกายยามต้องแสงอาทิตย์  ผ่านกลุ่มอาคารที่เรียงเป็นแถวที่แบ่งส่วนสัดด้วยถนนเป็นบล็อกดังตารางหมากรุกที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งด้วยถนนใหญ่กลางเมือง 

          รถม้าสีทองร่อนลงมาจอดบนชั้นลอยของสวนลอยบาบิโลนอาคารหินอ่อนขนาดใหญ่สูงหนึ่งร้อยเมตรภายนอกอาคารประดับด้วยต้นไม้ดอกไม้พันธ์ไม้นานาชนิด อาคารแห่งนี้ถูกขนาบด้วยถนนหลักของเมืองด้านนึงและแม่น้ำที่ไหลผ่านใจกลางเมืองอีกด้านนึงซึ่งเป็นอัครสถานความบันเทิงครบครันด้านล่างเป็นส่วนของศูนย์การค้า ร้านอาหาร และตรงกลางเป็นส่วนของโรงแรม คาสิโน ส่วนชั้นลอยแห่งนี้สูงจากพื้นดินถึงแปดสิบเมตรเป็นส่วนของผับที่หรูหราและไฮโซที่สุดของเมือง เด็กรับรถม้าในชุดสูทสีทองวิ่งมาต้อนรับอย่างดีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            อพอลโล่เก็บแว่นตากันแดดใส่กระเป๋าแจ็กเกตสูทหนังสีขาวเผยให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกับสีผม พนักงานต้อนรับวิ่งมากางร่มขนาดใหญ่บังแสงแม้เขาจะเป็นเทพแห่งแสงสว่างแต่ก็ยินดีกับการบริการเยี่ยงนี้ เขาเดินตรงเข้าไปในตัวอาคารผ่านประตูกระจกที่ถูกเปิดด้วยพนักงานต้อนรับ ภายในอาคารอากาศเย็นสบายด้วยอุณหภูมิยี่สิบห้าองศาที่ถูกเปิดจากเครื่องปรับอากาศที่ส่งผ่านมายังท่อระบายอากาศจากห้องปรับอุณหภูมิชั้นล่าง ภายในอาคารถูกตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยเสาโรมันต้นใหญ่หลายต้นเพดานโล่งสูงประดับโคมไฟระย้าช่อใหญ่ส่องแสงสว่างเหลืองนวลตา กระจกเงาบานใหญ่ที่แกะสลักกรอบลายเกลียวสวยงามและบันไดหินอ่อนที่ขึ้นไปชั้นบน รูปปั้นนกและสิงโตทองคำวางไว้ตามมุมต่างต่าง

                       “ท่านอพอลโล่วันนี้แวะมาหาความสำราญอย่างเคยนะครับ”พนักงานต้อนรับชายแก่ในชุดทักซิโดสีดำเดินมาทักทายทันทีที่เห็น รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเขาเสมอ เขาเดินนำไปที่ลิฟท์เพื่อจะพาขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคาร สถานที่พักผ่อนสำหรับลูกค้าพิเศษที่มีเพียงไม่กี่คน

                      “มีเด็กใหม่ ข้าจะพามาให้ท่านรู้จักรับรองว่าขาวสวย ตาโตถูกเสป็ก”พนักงานยังคงบรรยายให้ฟังในขณะที่อยู่ในลิฟท์ที่มีกระจกทั้งสามด้าน
               
                    “กึ้ง...”ประตูลิฟท์เปิดออกเผยให้เห็นทางเดินบนชั้นสูงสุดของสวนลอยบาบิโลนปูด้วยพรหมเปอร์เซียด้ายทองคำที่ทอดยาวไปสุดทางเดินที่มีรูปหล่อสิงโตทองคำนั่งขนาดเท่าตัวจริง อพอลโล่เดินไปบนพรหมนุ่มเท้าดังปุยเมฆเข้าไปในห้องสูทห้องด้านในสุดด้วยรองเท้าหนังสีขาวลายจระเข้หัวแหลมพื้นทองคำ

           ภายในห้องกว้างขวางโอ่โถงติดกระจกใสสีชาไว้แทนผนังและผ้าม่านไหมสีขาวที่เปิดไว้เผยให้เห็นวิวทิวทรรศน์ของนครมิลานาโวซิเอต้าที่ยิ่งใหญ่และทันสมัยมากที่สุดบนโลกมนุษย์เห็นทิวทรรศน์หมู่อาคารสูง สวนสาธารณะริมแม่น้ำสีฟ้าใสที่ทอดสายยาวไปถีงกำแพงเมือง รูปปั้นซูสและถนนใหญ่ที่กว้างขวางสะอาดตาด้วยเสาโคมไฟอินทรีย์ที่เรียงรายเป็นระยะสองฝั่งถนน พื้นห้องปูด้วยพรหมด้ายทองคำเช่นเดียวกับทางเดิน อพอลโล่นั่งลงบนโซฟาหนังสีทองนุ่มตัวใหญ่ที่หันหน้าออกไปด้านผนังกระจก  โต้ะวางของคริสตัลข้างโซฟามีแก้วทรงสูงสองแก้ว ขวดไวน์ ทีโบนเสต็กบนจานทองคำที่ครอบไว้ด้วยฝาทองคำ ชุดส้อมมีดอยู่ด้านข้างและผลไม้ห้าชนิดในถาดทองคำเต็มถาดวางไว้รอท่า

           ไวน์สีแดงจากขวดถูกรินใส่แก้วครึ่งแก้วและวางไว้บนโต้ะคริสตัลตัวยาวแกะสลักเป็นลายสิงโตนอนหมอบที่ตั้งอยู่หน้าโซฟาหนังทอง  เครื่องปรับอากาศเปิดไว้อย่างเย็นฉ่ำทันทีที่เขามาถึงตั้งแต่ชั้นล่าง พลาสม่าห้าสิบนิ้วความละเอียดสูงถูกเปิดขึ้นมาเพื่อความบันเทิงในการเล่นเกมส์ จอยเครื่องเล่นสีทองไร้สายมาวางไว้บนโต้ะคริสตัลตัวยาว เครื่องเล่นเกมส์สีทองแวววาววางไว้ใต้ชั้นวางแอลซีดีทองคำแผ่นเกมถูกเปิดเตรียมไว้

            อพอลโล่ยิ้มรับ การบริการอย่างดีสมกับเป็นอัครสถานความบันเทิงระดับไฮที่เขามาเปิดเมมเบอร์ในฐานะลูกค้าพิเศษไว้ด้วยมูลค่าแพงเกินกว่าจะนึกถึง เมมเบอร์คาร์ดทองคำฝังเพชรสีขาวมีรูปสิงโตยืนใบเล็กขนาดครึ่งฝ่ามือแบนบางถูกดึงออกมาจากกระเป๋าหนังสีขาวไปอยู่บนถาดทองคำเล็กเล็กที่อยู่ในมือพนักงานที่คุ้นเคยที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกสบายทุกครั้งที่มาเที่ยวหาความสำราญ  ในสถานที่แห่งนี้ยิ่งในชั้นนี้แล้วด้วยมีแต่เทพระดับสูงที่สามารถมาเหยียบได้ด้วยว่ามิใช่แค่มีทองมีเงินแต่ต้องมีระดับ

            เสียงเคาะประตูห้องไม้สักสีทองดังเบา เบาสองที  พนักงานเดินไปเปิด ร่างของหญิงสาวผิวขาวในชุดกลาสีมีปีกข้างหลังยิ้มแย้มเดินผ่านประตูเข้ามา

                       “ท่านอพอลโล่นี่คือน้องแองเจลิน่า..ท่านอพอลโล่เชิญหาความสำราญถ้าต้องการสิ่งใดสั่นกระดิ่งเรียกข้าได้ทันที”ลุงกล่าวอย่างยิ้มแย้มแนะนำหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มปานนางฟ้า
 
            เทพหนุ่มตาสีน้ำเงินพยักหน้า เหมือนเป็นสัญญานว่าหมดธุระในห้องนี้แล้ว พนักงานเดินออกจากห้องอย่างรู้งาน ประตูห้องถูกปิดสนิทอย่างแผ่วเบา เพื่อมิให้ผู้ใดมารบกวนลูกค้าชั้นพิเศษ

           นางฟ้าตัวน้อยน้อยยิ้มด้วยสายตาเป็นประกายเธอเดินมานั่งลงบนโซฟาติดกับเทพแห่งดวงอาทิตย์ ใบหน้าหวานด้วยเครื่องสำอางบาง ริมฝีปากชมพูอวบอิ่ม ผมยาวตรงสีชมพู ขนตางอนยาวเด้งตาโตกลมแบ้ว เธอสูดกลิ่นโคโลญน์ราคาแพงจากกายของชายผู้สูงศักดิ์ด้วยความเคลิบเคลิ้ม

                       “สวัสดีค่ะท่านอพอลโล่..ท่านช่างรูปงามยิ่งกว่าเทพองค์ไหนไหนดังเขาลือกันยิ่งนัก”เธอเอ่ยวาจาด้วยเสียงอ่อนหวาน
                        “ใครรึที่ลือเช่นนั้น แล้วเจ้าเคยเห็นเทพองค์อื่นรึ”อพอลโล่ยิ้มโปรยเสน่ห์ ยกไวน์ขึ้นมาจิบ

                        “ค่ะ..ข้าเคยพบกับเทพโปเซดอน เทพฮาเดส เทพไดโอนิซุส เทพอาเรสหรือแม้แต่เทพีอาร์เทมิสก็เคยมาหาความสำราญที่นี่”เธอมองใบหน้าขาวเนียนอมชมพูไร้รูขุมขนของเทพหนุ่ม

           นางรินไวน์ลงในแก้วไวน์ที่พร่องไปและแก้วไวน์ที่ว่างเปล่าอีกใบด้วยมือเล็กเล็กและแขนเรียวดังลำเทียน กลิ่นกายสาวที่ผสมกับน้ำหอมแม้จะราคาถูกแต่ก็สร้างความชื่นใจกับผู้อยู่ใกล้ นางหยิบผลไม้สีแดงสดขึ้นมาใส่ปากอพอลโล่ที่กำลังบังคับจอยด้วยสองมือสองผลและใส่ปากตนเองหนึ่งผล   

                        “อุ๊ย..ท่านเล่นเกมเก่งจัง  เกมนี้ใครก็บอกว่ายากนะคะกว่าจะเอาชนะหัวหน้าใหญ่ได้”นางมองภาพในจอที่เป็นฉากตัวเอกใส่เกราะสีเงินระเบิดพลังแล้วปล่อยท่าไม้ตายเข้าใส่คู่ต่อสู้ที่ใส่เกราะสีทองอย่างไม่หยุดก่อนที่ช่วงเวลาโจมตีจะหมด

                        “เจ้าคุยเก่งนะ..เป็นชาวเมืองมิลานาโวซิเอต้าซินะ”

                        “ค่ะ...ข้าโชคดีที่ได้มาทำงานที่นี่นิสัยช่างคุยก็เพราะชอบคุยกับเพื่อนมาตั้งแต่เด็กเด็กก็โปรที่นี่ถูกนิค่ะเลยคุยได้ทั้งวัน”

                        “หอม หอม”  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเป็นเพลง นางหยิบโทรศัพท์สีชมพูเพื่อเปิดดู

                         “ตอนนี้กำลังทำงานอยู่..แล้วตอนเลิกงานจะไปแฮงค์ด้วย  นังลิง..บ้าไม่ได้อยู่กับแฟน..แค่นี้นะ”เธอพิมพ์ข้อความบนแป้นมือถือไปพึมพำไปด้วยเสียงพอเบาเบา

                        “ขอโทษค่ะ เพื่อนนะค่ะ ข้าปิดเครื่องไปแล้ว อิอิ”เธอยิ้มเขินเขินโทร์ศัพท์สีชมพูถูกเก็บใส่กระเป๋าถือยี่ห้อแพงแต่มองด้วยสายตาของผู้ที่เคยใช้แต่ของแท้ก็พอรู้ว่าเป็นสินค้าก๊อปห้าเอ  หนังที่เย็บแม้ดูเผินเผินจะสวยงามคงรูปแต่ก็กระด้างแข็งเกินไปสังเกตได้จากแนวสันที่เป็นขอบแข็งทื่อจากหนังราคาถูกที่ไม่หยืดหยุ่นคลายตัว ตัวอักษรชื่อยี่ห้อก็มิใช่การประทับตราจากช่างฝีมือแท้แต่เป็นการปั้มจากตัวก๊อปปี้ที่ทำให้รอยตัดไม่คมกริบ สีของกระเป๋าก็ผิดเพี้ยนซีดกว่าของจริงที่ใช้ของมีคุณภาพเส้นใยจึงไม่ซีดเก่าเมื่อผ่านการใช้งานแม้จะนานหลายปี  กระดุมทองคำยิ่งสังเกตุได้ง่ายด้วยว่าของแท้ใช้ทองคำจริงจริงแม้จะบุบแต่ก็ด้วยเข้าเนื้อทองมิใช่แวววาวแข็งกระด้างดังโลหะชุบทอง
                       
                       “เจ้าตลกดีนะ..ขอดูมือเจ้าหน่อยซิ”อพอลโล่หัวเราะเบาเบาในลำคอ

                      “ทำไมค่ะ..ข้าทำอะไรผิดรึ ข้าขอโทษท่านนะค่ะ”นางหน้าเจื่อน

                        “ไม่หรอกข้าแค่อยากดูมือขวาเจ้านะ”

           นางยื่นมือเรียวเล็กข้างขวาขึ้นมา เทพหนุ่มวางจอยลงกับโต้ะแล้วใช้มือซ้ายสัมผัสกับมือนิ่มอ่อนนุ่มมือของนางว่านุ่มอ่อนแต่มือของเทพอพอลโล่นิ่มดั่งสำลี แขนขาวแต่แข็งแรงของเขาที่โผล่มาให้เห็นจากชายเสื้อสวมกำไลสีเงินแวววับเป็นประกายสะดุดตา

                        “ข้าเห็นมือเจ้าสวยแต่ดูว่างเปล่า” มือขวาของเทพหนุ่มชูแหวนสีทองทีมีอัญมณีแก้วใสเป็นประกายแวววาวประดับบนยอด  แหวนทองคำวงนั้นบรรจงสวมใส่ที่นิ้วนางข้างขวาของนางอย่างนุ่มนวล

                       “จะ จะดีรึค่ะท่าทางแพงมากเลยนะค่ะท่าน”

                      “ข้าชอบเจ้า เจ้าตลกดีทำให้ข้าคลายเครียดได้”

                      “ขอบคุณค่ะ”เธอบรรจงไหว้ที่อกกำยำสามศอกของเทพหนุ่มอย่างนุ่มนวล

            เทพอพอลโล่ยิ้มอย่างมีความสุขแม้บนเขาโอลิมปัสจะเป็นสรวงสวรรค์แต่ก็ไร้สีสันเหมาะสำหรับเทพสูงวัยเช่นซูสผู้เป็นบิดา หรือเทพีเฮร่าผู้หลงใหลในอำนาจและถือตัว เทพีเฮสเทียผู้ชื่นชอบชีวิตสันโดษและเทพองค์อื่นอื่นที่ไม่อยากข้องแวะกับเหล่าคนธรรพ์ กริฟฟอน เซนทอร์และมนุษย์ 

            นางเงยหน้าขึ้นมามองเทพอพอลโล่ด้วยใบหน้าที่อมยิ้มนิดนิด

                       “เจ้ายังเรียนอยู่ใช่มั้ย”

           นางพยักหน้าหนึ่งครั้งดวงตาเป็นประกายแวววาวยิ่งกว่าเดิมและรอยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันขาว ความร่าเริงสดใสของวัยสาวช่างมีเสน่ห์ประทับใจยิ่งนัก

            ณ ถนนกลางเมืองมิลานาโวซิเอต้าชายหนุ่มรุ่นใหญ่สองคนนั่งบนม้านั่งสีน้ำตาลใกล้กับโคมไฟที่ด้านบนเป็นรูปปั้นนกอินทรีย์สีขาวยืนนิ่งที่เรียงรายเป็นระยะทั้งสองฝั่งถนน เขาทั้งสองมองผู้คนเดินผ่านไปมาหน้าร้านขายขนมที่จัดวางบนชั้นวางขนมหลากหลายชนิดหลากสีสันไว้ติดกระจกหน้าร้าน มองผู้คนหลากหลายวัย นางฟ้า กริฟฟิน เซนทอร์ คนแคระ ภูติตัวเล็กที่เดินบ้างบินบ้างผ่านไปมาบนฟุตบาทกว้างสี่เมตรที่ยกขอบสูงขึ้นมาห้าสิบเซนติเมตรจากพื้นถนนหินอ่อนสีเทากว้างห้าสิบเมตรที่มีช่องระบายน้ำด้านข้าง

        ตึกทั้งสองฝั่งถนนเปิดเป็นร้านขายสินค้าราคาแพงทั้งเครื่องหนังชั้นดี เครื่องประดับเพชรและอัญมณีมีค่า ห้องเสื้อหรูหรา ร้านตัดผมทันสมัย ร้านหนังสือตำราหายาก ภัตตาคารระดับห้าดาว ร้านขายอาหารสดและอาหารแห้งชั้นดีมีคุณภาพที่ตั้งเรียงรายติดกันไปจนถึงสี่แยกที่มีป้ายถนนกรอบเงิน ตัวอาคารฝั่งนึงบังแสงอาทิตย์เป็นเงาอาคารทอดเงาไปบนถนนใหญ่เป็นรูปเงาอาคารที่ติดกันเป็นแถว  บนถนนมีรถม้าทองคำ รถม้าเงิน รถม้าไม้เทียมด้วยม้าตัวใหญ่มีเขา บางตัวก็มีปีกหรือกริฟฟอนสีแปลกที่ไม่ใช่สีขาว บ้างก็จอดนิ่งรอผู้คนบ้างก็เดินผ่านไปมา เสียงเหยียบย่ำไปบนถนนดัง “ก๊อป ก๊อป” “แก๊ป แก๊ป”

           ในมือของชายสวมเสื้อคลุมสีเทาผมขาวตัวโตถือเค้กช๊อคโกแลตสีดำที่ถูกกินไปครึ่งนึง ส่วนชายสวมเสื้อคลุมสีเขียวถือแซนวิชทูน่าชิ้นใหญ่กับถ้วยกาแฟ

                       “เมืองนี้ครึกครื้นดีนะ เหมือนกับสวรรค์บนดิน รถเทียมม้าเยอะดี”
                        “ใช่..ถ้าไม่ออกกฎหมายควบคุมไว้รถม้าคงเต็มถนน เต็มท้องฟ้า”
       
             “เอี้ยด อ้าด  กึก”เสียงเบรกของรถม้าทองคำเทียมด้วยม้าบินสีเทา ล้อทองคำดุมเงินมาจอดอยู่ใกล้ใกล้ ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าทันสมัยรองเท้าหนังกับหญิงสาวกระโปรงสั้นสีดำเดินลงมา

                   
                        “แล้วท่านรู้เรื่องทัพโปเซดอนจะทำสงครามกับอาเทน่าแย่งชิงดินแดนหรือไม่”
                   “อาเทน่าธิดาคนเล็กของมหาเทพซูสนะหรือ  ช่างน่าสนใจนัก”
                        “ใครจะชนะกันนะ  แต่ผู้ที่ชนะคงได้ครอบครองดินแดนที่เหลือบนโลกไป”
       
          “ตึก ตึก ตึก”เสียงเดินด้วยรองเท้าหนังสีส้มพื้นไม้ของเจ้าหน้าที่ดูแลเมืองในชุดกรมท่าเดินมาจดทะเบียนรถม้าเพื่อสั่งปรับที่จอดผิดที่

            ชายสวมเสื้อคลุมสีเทาทอดสายตามองสวนลอยบาบิโลนที่สูงโผล่พ้นหลังคาตึกที่อยู่ห่างออกไปสองบล็อก เลยไปจนถึงรูปปั้นมหาเทพสีทองที่เด่นเป็นสง่าหน้าประตูเมืองความสูงและความใหญ่ของมันทำให้มองเห็นได้จากทุกจุดของเมือง         
                         
                  “ก็สมควรยิ่ง..แต่ถ้าโปเซดอนชนะจะมีอำนาจมากไปนะซิ”
                        “เอเทนเป็นเมืองบ้านนอกเล็กเล็ก อีกทั้งเมืองอื่นที่เป็นพันธมิตรก็ยังไม่เข้มแข็ง”
                       
        ชายสวมเสื้อคลุมสีเทาหยิบถ้วยชาดำที่มีควันกรุ่นขึ้นมาจิบให้ชุ่มคอหนึ่งอึก ทอดสายตากลับมามองไปยังกลางถนนที่มีฝูงนกพิราบเทาบินลงมาเดินกลุ่มใหญ่
               
                         “ทัพโปเซดอนนั้นมีกำลังเรือถึงพันลำทหารประจำการสี่หมื่น เรือและอาวุธทันสมัยมีประสิทธิภาพ ทัพอาเทน่าเรือมีถึงสิบลำไม่รู้จะถึงหรือเปล่า”
                          “ถึงสู้กันบนพื้นดินทัพโปเซดอนก็มีกองทัพทหารม้าถึงห้าพัน ทหารราบสามหมื่น”   
                          “นอกจากตั้งรับเพื่อรอจังหวะ ศรัทธาและปาฏิหาริย์แล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีทางใดต้านทานได้”
                         
            “แปร้น แปร้น”เสียงแตรของรถม้าเก็บขยะคันสีเหลืองของเมืองที่วิ่งมาจากลานรูปปั้นซูสหน้าปราสาททองคำที่อยู่ห่างไปสี่บล๊อคบีบแตรไล่ฝูงนกพิราบเทาที่อยู่บนถนนให้หลีกทาง ฝูงนกหลายสิบตัวแตกกระเจิงบินขึ้นฟ้าเป็นภาพที่สวยงาม เมื่อรถคันนั้นขับผ่ากลางฝูง
                           
                         “อีกปีครึ่ง ท่านจะไปดูที่สมรภูมิรบหรือดูถ่ายทอดสด”
                    “ศึกครั้งนี้ โปเซดอนเป็นต่อค่อนข้างมาก  ดูไม่ค่อยน่าสนใจ”
                         
            “หนังสือพิมพ์ช่วงบ่ายครับ หนังสือพิมพ์ช่วงบ่ายครับ”เซนทอร์เยาว์วัยถือหนังสือพิมพ์ปึกใหญ่เดินผ่านมาเพื่อหาลำไพ่พิเศษ 
                       
                        “เจ้าหนูฉบับหนึ่ง”
                        “หนึ่งเหรียญทองแดงปัสครับ” เซนทอร์ขายหนังสือพิมพ์ยื่นหนังสือพิมพ์มาหนึ่งฉบับและรับเหรียญทองแดงกลมแบนไปหนึ่งเหรียญ
                       “โอ้..สัปดาห์นี้ เป็นน้องวิเวียนขึ้นหน้าหนึ่งรึนี่”
         
          เงาของตึกเริ่มทอดยาวเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มแรงกล้า เสียงจอกแจกจอแจของเสียงรถม้าหรูหราที่วิ่งผ่านไปมาบนถนนและผู้ที่เดินบนฟุตบาทซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทันสมัยพลิ้วไหวราคาแพง สวมเครื่องประดับอัญมณีมีราคา ใช้เครื่องมือสื่อสารรุ่นล่าสุดบนถนนสายหลักของนครมิลานาโวซิเอต้า

             เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าซ่า เรือไวท์โบ้ทมาลอยลำที่ริมชายหาดของเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง  บนชายหาดขาวที่ว่างเปล่า แจ็ค โชโช เพอร์ซี่ลงจากเรือมายืนอยู่บนหาดทรายขาวละเอียดหลังจากการเดินทางนานกว่าหนึ่งเดือน ลูกเรือคนอื่นอยู่เฝ้าบนเรือ

                      “ข้าแน่ใจว่าต้องเป็นที่นี่” แจ็คมองไปรอบรอบที่มีแต่ความว่างเปล่า
                      “เจ้าหลอกพวกเรารึ”เพอร์ซี่พูดด้วยเสียงฉุนเฉียว

             แจ็คส่ายหน้า
                     “แล้วเรือวิเศษแบล็คเพิร์ลที่เจ้าบอกมันอยู่ที่ไหนเล่า ไอ้เกาะว่างเปล่าที่มีแต่ต้นมะพร้าวเนี่ยนะ”
               
                “อืม เดี๋ยวก่อน  มันต้องมีอะไรซ่อนไว้ในแผนที่นี้”แจ็คกางแผนที่หนังสีน้ำตาลเก่าเก่าลงกับพื้นทราย เพื่อเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครั้ง ภาพของเรือสี่ใบมันล่างด้านขวา ภาพของดวงอาทิตย์มุมบนด้านซ้าย และรูปเกาะตรงกลางมีเส้นรุ้งแวงขีดไข้วกันไปมา

                       “เราอาจต้องรอเวลา”
                      “เวลาอะไรอีก  เวลาตั้งเดือนกว่ายังไม่พออีกหรือ”

                      “เพอร์ซี่เราอดทนรออีกเถอะ ไหนไหนก็มาถึงที่นี่แล้ว”โชโชพูดอย่างใจเย็น

            เวลาผ่านไปสามวันแต่ทั้งสามก็ยังไม่เห็นวี่แววสิ่งใดของเรือแบล็คเพิร์ล  ทั้งสามนั่งรอยอ่างท้อแท้บนชายหาดมองดวงอาทิตย์ที่โผล่จากขอบฟ้าในยามเช้า 

                       “ข้าจะให้เวลาเจ้าถึงแค่เช้าวันพรุ่งนี้”โชโชกล่าวด้วยเสียงจริงจัง
                       “แผนที่แผ่นนี้เป็นของแท้”
                       “ถ้ายังงั้นเรือลำนั้นอยู่ที่ไหนละ”
           ทั้งสามยืนเถียงกัน ในขณะนั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏลูกไฟบินทิ้งดิ่งลงมาบนพื้นทรายดัง “ฟุบบ” ทรายฟุ้งกระจายบังร่าง

            ทั้งสามหันไปดูจนกระทั่งร่างวิหคสีแดงตนนั้นปรากฏชัด

                        “พวกเจ้าเป็นกลุ่มที่มาตามหาเรือแบล็คเพิร์ลซินะ”

                        “ใช่ แล้วเจ้าเป็นใคร”เพอร์ซี่ถามเจ้านกร่างสีแดงกรงเล็บทองจงงอยแหลม มีรอยบากเป็นแผลที่ปีกซ้าย
                        “ยังหาไม่เจอรึ..แต่ก็ไม่แปลก  เรือแบล็คเพิร์ลนะเป็นเรือของอมนุษย์การปรากฏตัวของมันก็ต่อเมื่อได้กลิ่นแห่งความตาย”แทนคำตอบมันพูดไปเดินวนไปมา รอยกรงเล็บจิกลงบนพื้นทราย

                   “เจ้าพูดแบบนี้มีความหมายเช่นใด”
                 
                        “เพื่อไม่ให้มีการเสียเวลาดูท่าทางเจ้าสองคนคงเป็นเซนแห่งอาเทน่า ส่วนหมอนี่คงไม่ใช่ แต่ครั้งนี้คงไม่นับ”แววตาของมันกวาดสายตามองทีละคนแล้วจึงมาหยุดที่แจ็ค
                           
         มันแสยะที่มุมปากจงงอยแหลมเฟี้ยวดังเยาะเย้ยคนทั้งสาม       
                  “ถ้าแบบนั้นเจ้าก็ต้องสังเวยละนะ”
           
            เพียงแค่พริบตา กรงเล็บทองคำของนกเพลิงตนนั้นก็พุ่งทะลุร่างของแจ็คในทันที เลือดสีแดงของแจ็คไหลริน กรงเล็บที่อาบเลือดถูกดึงออกมาจากทรวงอก  หัวใจของแจ็คเต้นตุบตุบในกรงเล็บนั้น

            ร่างแจ็คทรุดลงกับพื้นและนอนคว่ำไม่ไหวติง โชโชยืนตะลึงส่วนเพอร์ซี่วิ่งเข้าหาร่างนกสีแดงแต่ก็กระเด็นออกมาด้วยพลังของพายุจากปีกที่โบกสะบัดเพียงครั้งเดียวแต่สร้างแรงอัดกระแทกมหาศาล

                        “พวกเจ้าอย่าตกใจหรือคิดจะต่อกรกับข้าเพราะยังห่างชั้นจากข้าอีกมาก”

            ไทฟอนหันหน้าออกไปยังท้องทะเลวางหัวใจของแจ็คยังที่ที่คลื่นซัดซาดถึง  เงยหน้าขึ้นฟ้า
                         “แบล็คเพิร์ลเอ๋ย  เจ้าจงคืนชีพขึ้นมาจากท้องนภาด้วยหัวใจและวิญญาณของคนผู้นี้..เพื่อเป็นพาหนะนำทางเหล่าวิญญาณบาป”

             ท้องฟ้ามืดครึ้ม  ลมพัดแรง ท้องทะเลปั่นป่วน คลื่นสูงเป็นเกลียวพรายฟองขาว เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงเปรี้ยง คลื่นซัดซาดขึ้นมากลืนหัวใจที่เต้นตุบตุบหายลงไปในท้องทะเล

             พรายน้ำผุดขึ้นเป็นฟองขาวกลุ่มใหญ่ เสากระโดงเรือสี่กระโดงโผล่ขึ้นจากท้องทะเลที่กำลังปั่นป่วน  เรือสีดำลำใหญ่ค่อยค่อยลอยลำเรือขึ้นมาจากผืนน้ำเป็นที่อัศจรรย์ เรือสีดำที่มีเสากระโดงเรือสี่เสาลอยลำบนท้องน้ำเต็มลำ
            ท้องทะเลและท้องฟ้ากลับมาสงบดังเดิม

           โชโชยืนมองเรือดำที่ลอยเข้ามาอยู่เบื้องหน้าอย่างคาดไม่ถึง เพอร์ซี่ยันตัวลุกขึ้นมานั่งมองอย่างไม่เชื่อสายตา

           ไทฟอนหันกลับมามองอีกครั้ง

                        “หากนำร่างของเจ้าคนที่ตายขึ้นไปบนเรือมันจะคืนชีพอีกครั้งในฐานะทาสที่เป็นอมตะแต่บนเรือเฉพาะเวลากลางวันและบนพื้นเวลากลางคืนเพราะหัวใจมันเป็นของแบล็เพิร์ลไปแล้ว”

                       “กะ..แกเป็นใคร”เพอร์ซี่ถาม

                       “ไม่จำเป็นต้องรู้  หากพบกันอีกครั้งอาจจะเป็นในฐานะศัตรู”พูดจบร่างของมันก็ลุกเป็นไฟแล้วบินขึ้นท้องฟ้าหายไปในพริบตา

           โชโชเดินมานั่งลงใกล้กับเพอร์ซี่ เขาเงยหน้ามองเรือลำสีดำที่อยู่เบื้องหน้าพลางถอนหายใจ ตอนนี้เขาเริ่มตระหนักถึงขีดความสามารถของตนที่ยังต้องฝึกฝนอีกมากหากหวังจะชนะในศึกใหญ่ภายหน้า

                       “ท่านโชโชพลังของเจ้านกเมื่อกี้ทำไมช่างมหาศาลนัก  มันเป็นเทพหรือไงกัน”
                       “ไม่ใช่หรอก เทพเจ้าพลังมหาศาลกว่านี้มากนัก มันคงเป็นบริวารเทพ”
                       “โปเซดอนจะมีพลังมหาศาลขนาดไหน”
                       “เราเป็นเซนของอาเทน่า ที่สู้เพื่อปกป้องความดี ความยุติธรรมเมื่อนั้นเราต้องสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างแน่นอน”

         ทั้งสองนั่งมองทะเลท้องฟ้า เรือแบล็คเพิรล  เรือไวท์เลิฟโบ้ทซึ่งลอยลำไม่ไกลจากชายฝั่ง ร่างของแจ็คโดนคลื่นซัดมาถึงที่ปลายเท้า ทั้งสองลุกขึ้นยืนลากร่างแจ็คลงเรือเล็กเพื่อพาไปที่เรือแบล็คเพิรล เรือแบล็คเพิรลกางใบเรืออีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองมิราจ 

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #11 เมื่อ: 23, ตุลาคม 2010, 01:49:55 AM »

         .  เสียงเขาสัตว์ประโคมกู่ก้องดังไปทั่วท้องนภาในเช้ามืดวันหนึ่งของฤดูหนาวที่อากาศเย็นยะเยือกจับใจ บนท้องน้ำหน้าเมืองมิราจที่เต็มไปด้วยหมอกขาวแลไม่เห็นภาพเมื่ออยู่ห่างไป  ปรากฏกลุ่มเรือร้อยลำบนพื้นน้ำ เรือทุกลำล้วนประดับธงที่มีสัญลักษณ์สามง่ามและธงประจำเรือมีทหารลำละหกสิบคน  ทหารในชุดเกราะสีทองออกแดงประจำการในตำแหน่งอย่างแข็งขัน บัดนี้ทัพเรือซึ่งเป็นทัพหน้าของกองทัพเรือโปเซดอนมาลอยลำอยู่หน้าน้ำของเมืองมิราจ
   
                  “สัญญานเตือนภัย สัญญานเตือนภัย”เสียงร้องตะโกนของพลทหารที่ประจำการที่ป้อมปราการในทะเลที่สร้างขวางทางเรือไว้ ตะโกนบอกกับทุกคนด้วยเสียงอันดังและสั่นกระดิ่งดังก้องกังวาน

             บนเรือลำใหญ่ที่สุดของฝูงเรือที่มีขุนพลนามว่าซีแมนร่างสูงใหญ่ผิวขาวสวมเกราะสีขาวทั้งตัวมีผ้าขนสัตว์คลุมหลังยืนประจำการบัญชาการ  แม้จะเหลือเวลาอีกหกเดือนจะถึงกำหนดบุกเอเทนแต่กองเรือของเขาได้รับมอบหมายจากท่านโปเซดอนให้มายึดมิราจเป็นภารกิจแรก  เมืองเล็กริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะต้านทานกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของท่านโปเซดอนได้อย่างไร

            ภายในเมืองมิราจเริ่มปั่นป่วนจากการปรากฏของกองทัพเรือโปเซดอนที่น่านน้ำหน้าเมือง  ผู้คนริมหาดรีบเก็บของเข้าเมืองกันโกลาหล  ชาวเมืองมิราจแม้จะเตรียมการรับศึกไว้แล้วแต่ก็หนักใจอย่างยิ่งที่เห็นทัพเรือที่เหนือกว่าหลายเท่า

                       “โอ้โหเยอะจังแหะ”โชโชในชุดลำลองเพิ่งตื่นนอนด้วยเสียงปลุกของพลทหารออกมายืนที่ระเบียงปราสาทมองกองทัพเรือของโปเซดอนในเงาหมอกรางราง

           “ตึก ตึก ตึก”เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่วิ่งมาที่ห้องโถงใหญ่  “แอ้ดดด..”เสียงประตูเปิดตามมา เพอร์ซี่นั่นเองที่รีบวิ่งเข้ามาหา เขาสวมเกราะครึ่งตัวสะพายดาบในฝักหน้าตาตื่นเต้น

                  “ท่านโชโชเราจัดทัพเรือออกไปประจัญบานกับมันเถอะ”เพอร์ซี่กล่าวด้วยเสียงเข้มแข็ง
         
                       “กองทัพเรือฝ่ายเรามีสามสิบลำกำลังพลหนึ่งพันห้าร้อยคน  ทัพของข้าศึกประเมินด้วยสายตาแล้วประมาณหนึ่งร้อยลำ เป็นรองสามเท่า”โชโชกล่าวอย่างใจเย็น

           “แตะ แตะ แตะ” เสียงฝีเท้าของเดเด้ที่เดินเข้ามาหา เธอผมเผ้าฟูยุ่งแต่หน้ายังใสปิ๊ง สวมเสื้อคลุมสีชมพูทับชุดนอนใส่รองเท้าแตะสีชมพู

          เดเด้ยิ้มให้ทั้งสอง เอามือปิดปากหาวนึงที

                        “ทางเราควรตั้งรับไว้ก่อนเพื่อประเมินศักยภาพของข้าศึก”เดเด้ยืนมองกองเรือฝ่ายศัตรูสักครู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด หากออกไปประจัญบานแล้วแพ้อย่างย่อยยับขวัญและกำลังใจของทหารกับชาวเมืองคงจะเสียไปมาก

                      “พวกท่านเชื่อฝีมือข้าเถอะ  ด้วยกองเรือของเราและเรือแบล็คเพิร์ลข้าจะจมเรือมันทุกลำเอง”

                       “ขุนพลฝ่ายนั้นมีนามว่าซีแมนมาจากเกาะทางเหนือมีความเชี่ยวชาญในการสู้รบทางทะเลนับสิบปีพร้อมทั้งทหารที่เชื่อใจด้วยร่วมรบกันมานาน ประสบการณ์เพียบจริงจริง”

                       “แต่ข้าสดกว่า พลังอัดแน่นดังไม่มีวันหมด ข้าจะแล่นเรือไปตัดศีรษะมันมาให้ท่านเอง”เพอร์ซี่กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

                        “ติ่งหู...รอเวลาอีกสามวันเราจะโจมตียามดึก”โชโชกล่าวตัดบทยกสองมือเยียดขึ้นเหนือศีรษะแล้วบิดขี้เกียจ

           แม้ยังไม่มีสัญญานใดใดที่ทัพเรือของมิราจจะยกออกมาทำศึกด้วย แต่ซีแมนผู้ช่ำชองในการศึกก็ไม่ผลีผลามยกทัพล่วงล้ำมณฑลทางทะเลของมิราจเข้าไป ทัพเรือทั้งหมดยังลอยลำอยู่ภายนอกเขตทะเลหน้าเมืองที่ห่างจากป้อมปราการทางทะเลของมิราจที่สร้างเป็นสะพานขวางทางเรือไว้จากป้อมปราการบนพื้นดินและจากแนวเทือกเขาในน้ำ ทหารของมิราจในชุดสีส้มยืนประจำการพร้อมสรรพ

           ซีแมนยืนมองเมืองมิราจในมือถือแก้วใสที่มีสุรา เมืองมิราจจะว่าไปก็สวยงามดี ติดทะเลมีท่าเรือ ย่านท่องเที่ยวและชายหาดที่ขาวสะอาด หากบุกยึดได้เขาคงจะเอาไว้เป็นที่พักผ่อนหาความสำราญ

                        “ท่านซีแมนบัดนี้กองทัพฝ่ายเราพร้อมบุกแล้วรอสัญญานจากท่าน”แพล็ทนักรบคนสนิท
                   
                       “ข้าจะเข้าไปดื่มสุราในเมืองมิราจค่ำนี้” แกซซ่านักรบผิวขาวตัวใหญ่ผู้มีความช่ำชองในการใช้ดาบคู่ยืนกอดอกมองเมืองมิราจด้วยสายตากระหาย 
                       
                 “ช้าก่อนแพล็ท แกซซ่า  พวกเจ้ามองเมืองมิราจเช่นใด”
                       
                      “เมืองเล็กเล็ก ทหารไร้ประสบการณ์การเอาชนะไม่ยาก”
                   
                       “ฝ่ายนั้นมีแบล็คเพิรลนะ”
                         
                       “แต่เรือแบล็คเพิรลลำเดียวก็ไม่อาจจะนำชัยชนะได้”
                         
                        “แต่นั้นคือขวัญและกำลังใจของชาวมิราจ  ศึกครั้งนี้ข้าจะรออีกสามวัน แต่ในค่ำคืนนี้เจ้าจะต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ”

         ในค่ำคืนที่เงียบงันที่ดวงจันทร์หลบแสงอยู่หลังเมฆหมอก เรือเล็กลำหนึ่งลอยลำเข้ามาใกล้กองเรือของซีแมนอย่างเงียบเชียบ บนเรือเล็กลำนั้นมีคนในชุดพรางสีดำปิดบังใบหน้าและใส่เกราะครึ่งตัวที่ลำตัวและแขน
         
           เพอร์ซี่ซึ่งนั่งอยู่ในเรือเล็กลำนั้นมองไปที่เรือลำใหญ่ซึ่งเป็นเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้ มิใช่คำสั่งของโชโชหรือเดเด้แต่เป็นความตั้งใจของเขากับนักรบที่สมัครใจ หากสังหารขุนพลซีแมนลงได้พวกทหารของโปเซดอนต้องเสียขวัญและหมดกำลังใจที่จะสู้ 

           เพอร์ซี่สั่งให้หยุดเรือเขากับนักรบในชุดพรางสีดำอีกเก้าคนหย่อนตัวลงไปในน้ำอย่างแผ่วเบา  ถึงแม้โชโชจะมีคำสั่งห้ามเคลื่อนไหวแต่เพอร์ซี่เล็งเห็นว่าในยามนี้ศัตรูกำลังเผลอและคงไม่ระวังตัวตนจึงหมายจะไปลอบสังหารหัวหน้าของพวกมันเพื่อทำลายขวัญละกำลังใจของกองทัพฝ่ายศัตรู

            เป้าหมายคือเรือลำใหญ่ที่สุด ทั้งสิบคนดำน้ำไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบซึ่งทั้งหมดคือเด็กหนุ่มที่ฝึกเป็นเซน เมื่อปีนขึ้นไปบนลำเรือที่มีทหารวางกำลังอย่างแน่นหนา  แต่ก็ถูกปลิดชีพได้อย่างง่ายดายด้วยฝีมือของนักรบที่ถูกฝึกมาอย่างดี
             ทั้งสิบ ตรงไปที่ประตูห้องของขุนพลซีแมน ภายในห้องพบร่างของชายผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียง ดาบยาวโค้งของเพอร์ซี่ฟันฉับลงไปบนร่างนั้นอย่างเร็วแรง

                      “โอ้..อะไรกันนี่ นี่มันหุ่นพลทหารยิ้มนี่นา”เสียงอุทานอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าร่างที่นอนบนเตียงนั้นคือหุ่นพลทหารเท่าตัวจริงหน้ายิ้มแฉ่ง แต่ในยามนี่กับดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

                      “พวกเราหลงกลข้าศึก”
 
           เสียงดังกู่ก้องจากภายนอกคบไฟถูกจุดให้สว่างขึ้นมาทั้งลำเรือและเรือใกล้ใกล้กัน  ประตูห้องถูกเปิดออกปรากฏร่างของชายผิวขาวสวมเกราะดำสวมหมวกที่เป็นรูปอสรพิษแยกเขี้ยวดวงตาแดงฉาน ถือดาบคู่สีเขียวไว้ในมือทั้งสอง มีทหารพร้อมรบยืนตั้งท่าเข้าโจมตีหลายสิบคน

                      “ข้าคือแกซซ่านักรบแห่งทัพท่านโปเซดอน ข้าจะกำจัดพวกแกด้วยดาบพิษงูทะเลของข้า”แกซซ่าแสยะยิ้มอย่างมีความสุข แววตาของเขาช่างยินดีปรีดาที่จะได้สังหารศัตรู

           แกซซ่าพุ่งเข้าหาเพอร์ซี่โดยมีทหารใส่เกราะทองอมแดงถือดาบในมือตามเข้ามาและพวกที่ล้อมอยู่ข้างนอกอีกจำนวนมาก

             ทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดฝ่ายมิราจจะมีจำนวนน้อยกว่ามากแต่ก็ล้วนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจึงล้มฝ่ายศัตรูที่บุกเข้ามาได้เรื่อยเรื่อย เสียงต่อสู้ดังขนึงอึ่งมี่

             เพอร์ซี่ตวัดดาบโค้งยาวใหญ่ที่มีหัวปลาฉลามที่ด้ามจับ กวาดเป็นวงกลมเข้าใส่แกซซ่าที่รับดาบด้วยสองดาบและผลักออกให้กระเด็นจากนั้นจึงแทงคมดาบทั้งสองเข้าใส่ร่างเพอร์ซี่อย่างรวดเร็วและรุนแรง

            “ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ”เสียงแทงดาบที่ดังไม่หยุด เร็วแทบจะมองไม่เห็นตัวดาบ เพอร์ซี่กระโดดขึ้นลอยกลางอากาศ รวบรวมพลังให้เป็นออร่าเพื่อฟาดดาบลงมาเป็นพลังสีส้ม

                       “พลังคลื่นกระแทกฝั่ง”พลังทำลายเป็นลำแสงสีส้มพุ่งลงมาทำลายพื้นเรือและผนังห้องด้านนึงให้กระจุยชิ้นเล็กชิ้นน้อยเผยให้เห็นช่องใหญ่ประมาณตัวคน นักรบของมิราจวิ่งออกไปจากทางที่เปิด
             
                       “ข้ากับแกจะได้ดวลกันอีกครั้งในสนามรบ”เพอร์ซี่กล่าวทิ้งท้ายกับแกซซ่าก่อนกระโดดหนีลงจากเรือ

                       “ท่านแกซซ่ารีบตามพวกมันเถอะ”ทหารคนนึงร้องบอก

                       “ไม่ต้อง...ถึงยังไงพวกมันก็ต้องตายทั้งเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”แกซซ่ายืนมองพวกของเพอร์ซี่ที่ดำน้ำหนีไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งหายไปในความมืดมิดของท้องน้ำยามค่ำคืน

          หลังจากเวลาผ่านไปสามวันกองทัพเรือของมิราจจำนวนสามสิบลำที่มีเรือแบล็คเพิร์ลพร้อมด้วยทหารหนึ่งพันห้าร้อยคนก็พร้อมรบกับทัพเรือซีแมนในยามค่ำคืนที่แสนหนาวเหน็บ แม้กำลังจะด้อยกว่าหลายเท่าแต่ความฮึกเหิมช่างมากนัก

                       “พวกเราทุกคนวันนี้จะเป็นศึกครั้งแรกของเมืองมิราจ พวกเราสู้มั้ยสู้”เสียงตะโกนถามของโชโชที่สวมเกราะสีส้มครึ่งตัวยืนอยู่บนแท่นสูงเหนือพื้น หน้าทหารทั้งหนึ่งพันห้าร้อยคนที่ยืนเรียงแถวอย่างมีระเบียบและเข้มแข็งที่ลานกว้างของเมือง ประชาชนชาวมิราจทุกคนมายืนชุมนุม ทุกคนถืออาวุธไว้ในมือเพื่อเป็นกำลังเสริมป้องกันศัตรูจากภายในเมือง

                         “สู้ สู้ สู้”เสียงขานรับอย่างกึกก้อง

                       “วันนี้พวกเราต้องช่วยตัวเอง...ด้วยจิตวิญญาณของมิราจ เราจะขยี้ศัตรูให้เหมือนกับปลาหมึกบด”โชโชตะโกนด้วยเสียงที่ดังสุดสุด เพื่อปลุกเร้าจิตวิญญานนักสู้ในกายของทุกคนให้พุ่งทะลักออกมา

                         “เฮ เฮ เฮ เฮ”เสียงตะโกนขานรับที่ดังกึกก้องของคนทั้งเมือง ที่ดังออกไปถึงกองทัพเรือของซีแมนที่รอท่าเตรียมทำศึก

                        “ท่านซีแมนดูเหมือนว่าพวกมิราจจะพร้อมแล้ว”

                        “ท่านซีแมนข้าคึกเต็มขีดแล้ว”

                        “อืม..ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้าต้องการ...เต็มที่”

                         “ทุกคนวันนี้พวกเราไปเดินเล่นกันในเมืองมิราจ โอเค”ซีแมนกล่าวด้วยเสียงธรรมดาแต่มีพลัง

            ทัพเรือทั้งสองมาประจันหน้ากันที่ทะเลหน้าเมืองมิราจ แสงไฟจากคบไฟถูกจุดสว่างไสวทุกลำเรือ ทหารมิราจอยู่ในชุดสีส้มใส่เกราะครึ่งตัว  ทหารของซีแมนอยู่ในชุดเกราะครึ่งตัวพร้อมลุยต็มที่ แม้จะด้อยกว่าทั้งกำลังพลและเรือรบแต่ทัพมิราจที่มีเรือแบล็คเพิร์ลก็มีขวัญและกำลังใจฮึกเหิมเต็มที่..พวกเขารอวันนี้หลังจากเก็บกดมานานเพื่อจะได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่พุ่งถึงขีดสุด
             
           “โห่ โห่ โห่ โห่” “หวู หวู หวู่ หวู้ เซล่า”เสียงโห่ร้องของกองทัพทั้งสองที่ดังประชันกันเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย

           “เฟี้ยว...ปัก อั้ก” เสียงธนูที่ถูกยิงมาจากเพอร์ซี่พุ่งเข้าปักอกของพลทหารคนนึงของทัพซีแมนล้มลง

           “ถล่มมันเลย” เสียงตะโกนของขุนพลซีแมนเป็นการเปิดฉากโจมตี

            ทัพทั้งสองพุ่งเรือเข้าใส่กันอย่างไม่มียั้งด้วยความรุนแรง ทหารของมิราจแม้จะไม่เคยผ่านศึกแต่ก็ได้รับการฝึกอย่างเข้มงวดและมีนักรบที่เป็นเซนถึงสิบห้าคนจึงสร้างความสูญเสียให้กับทัพซีแมนมากกว่าที่คิด

         เรือของโชโชพุ่งเข้าประกบเรือของซีแมน เรือของเพอร์ซี่พุ่งเข้าประกบเรือของแกซซ่า ต่างฝ่ายต่างระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่กัน เสียงดัง “ปัง ปัง ปัง ปัง” ดังกึกก้องไม่ขาดเสียง

                       “พวกแกอย่าหวังเลยว่าจะได้ไปกินข้าวขาหมูเมืองมิราจ”เพอร์ซี่ยืนยิงธนูไปตะโกนด่าไป
 
                        “พวกแกจะต้องกลายเป็นหมูย่างกันทั้งเมือง”แกซซ่าตะโกนด่ากลับมา

          เรือของโชโชถูกล้อมกรอบด้วยเรือของฝ่ายศัตรูถึงห้าลำ
 
                        “ท่านโชโช เราคงต้องสละเรือแล้วละ”
                         “อืม”
 
           “ปัง ปัง ปัง”เสียงยิงปืนใหญ่ดังขึ้นเรือลำนึงของทัพซีแมนโดนยิงเข้าที่กลางลำอย่างจัง เศษไม้กระจุยกระจายตกลงพื้นน้ำ

            เรือแบล็คเพิร์ลพุ่งเข้ามาช่วยพร้อมระดมยิงปืนใหญ่ใส่กองเรือของทัพซีแมนที่ล้อมเรือของโชโชให้แตกฝูงออกไปคนละทิศคนละทาง ปืนใหญ่ของเรือแบล็คเพิร์ลควันกรุ่นขึ้นเป็นไอขาวจางจาง
 
           แจ็คยืนเท้าสะเอวตัวแอ่นอยู่หน้าเรือ เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งจากความตาย กางใบเรือสีดำพลิ้วสะบัดกับลมทะเล เรือใหญ่แต่ปราดเปรียวยิ่งนักดังผีเสื้ออาวุธปืนใหญ่ยิงหนักเปรียบดังผึ้ง

                        “ฮะโล..เจ้าพวกผีทะเล ข้ากัปตันแจ็คแห่งเรือแบล็คเพิร์ลมาแว้วว..”เสียงยียวนรอยยิ้มหยัน

           ภายในเมืองมิราจดูสับสนวุ่นวายจากการบุกของทัพซีแมน ชาวเมืองต่างพากันเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเข้มแข็ง ชาวเมืองกลุ่มนึงไปยืนดูการสู้รบที่ท่าเรือ บางกลุ่มไปรวมตัวกันที่ลานรูปปั้นอาเทน่า

                       “ศึกครั้งนี้เป็นความประสงค์ของเทพเจ้าที่ต้องการให้เมืองมิราจล่มสลาย” เสียงพูดของหญิงสาวผู้นึงในชุดคลุมสีดำที่ปรากฏกายออกมาจากตรอกริมท่าเรือ เธอออกมายืนท่ามกลางฝูงชนพร้อมสาวกที่ถนนท่าเรือ

                       “เพราะพวกเจ้าต่อต้านเทพโปเซดอน อาเทน่าไม่มีวันเอาชนะเทพโปเซดอนได้”เสียงเธอดังขึ้นอีกเพื่อเรียกร้องความสนใจ

                       “กลับเข้าตรอกพวกแกไปเลย..รำคาญ”เสียงด่าของชายคนนึงที่อ้วนดำตัวใหญ่หน้าตาซีดเซียวโทรม ขอบตาดำคล้ำคล้ายผี

         ด้วยหน้าตาท่าทางของชายผู้นั้นที่ดูน่ากลัว ทำให้เธอกลับสาวกค่อยค่อยถอยเข้าตรอกไป

           นูนาที่รับอาสาดูแลชาวเมืองภายในเมืองเธอยืนอยู่บนเวทีไม้ยกสูงจากพื้นสองเมตรชาวเมืองประมาณสองพันกว่าคนมารวมตัวกัน

                       “พวกเราทุกคนไม่ต้องตื่นเต้นหรือกลัวตายนะค่ะ ตอนนี้ทหารของเรายันข้าศึกได้อย่างแน่นอน จิ๊บจิ๊บค่ะ”เสียงเธอนิ่มหวานเย็นเย็น

                       “แต่ข้าศึกมีจำนวนมหาศาลกว่ามาก”เสียงของชายคนนึงตะโกนถาม

                 “ขอให้เชื่อมั่นโชโชและอาเทน่านะค่ะ..เชื่อเถอะข้ายังเชื่อเลย”
       
                       “แล้วคืนนี้พวกเราจะจัดงานฟูลมูนได้มั้ย”เสียงตะโกนถามจากเด็กสาวคนนึง

                       “เอ่อ..เว้นไปสักห้าวันนะค่ะ..แต่ตอนนี้เราจะมีคอนเสิร์ตของศิลปินดูโอหญิงวัยรุ่นขวัญใจของเมืองมิราจที่จะขึ้นมาร้องเพลงให้ความสนุกสนานก่อนนะค่ะ..เชิญชมค่า”

             ศิลปินดูโอสาวสวยน่ารักขึ้นมาร้องเพลงบนเวทีเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับชาวเมือง

            เพอร์ซี่เร่งเรือเข้าติดตามเรือของเพอร์ซี่ที่ถอยหนี เขากำลังได้เปรียบความหนุ่มแน่นในวัยสิบสามกำลังห้าวเป้ง จิตใจเต็มไปด้วยความไฟฟ์เตอร์
                       
                 “เร่งตามมันให้ทัน ข้าจะต้องเด็ดหัวมันให้ได้”เพอร์ซี่ตะโกนสั่งลูกเรือ ส่วนตัวเขานั้นก็ยิงธนูเข้าใส่เรือของแกซซ่าอย่างไม่หยุด

           โชโชที่เห็นเหตุการณ์และลอยเรืออยู่ใกล้ ร้องเตือนด้วยเสียงอันดังเท่าที่จะทำได้

                       “เพอร์ซี่ เจ้าอย่าตามเข้าไป มันเป็นกับดัก”

            แต่ในยามนี้เพอร์ซี่ไม่สนใจจะฟังเสียงของผู้ใด เรือของเพอร์ซี่ตามไปจนทันเรือของแกซซ่าที่หยุดเรือหันเข้าใส่ แกซซ่าแสยะยิ้ม เพราะบัดนี้เบื้องหลังของเรือเพอร์ซี่มีกองเรือของทัพซีแมนดักอยู่ถึงสามสิบลำ ทุกลำหันกระบอกปืนใหญ่เข้าใส่เพื่อเตรียมเผด็จศึก

                      “ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง”เสียงปืนใหญ่ของเรือสามสิบลำที่ดังพร้อมกันสนั่นท้องทะเล กลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ที่ลอยฟุ้งกลบตัวเรือ เศษไม้กระจุยกระจายตกลงสู่พื้นน้ำ

            แต่ทว่าเมื่อกลุ่มควันจางหายไป เรือสีดำลำนั้นแม้จะสะบักสะบอมจากอานุภาพของลูกกระสุนปืนใหญ่แต่ก็ยังลอยลำอยู่ได้  แจ็คนำเรือแบล็คเพิร์ลมาขวางเรือของเพอร์ซี่ไว้ได้ทันเวลา

             โชโชกับกองเรือของมิราจอีกสิบลำมาช่วยยิงเปิดทางให้เรือทั้งสองแหวกวงล้อมหนีออกมา
         
                       “กลับเข้าเมือง  ส่งสัญญานถอย” โชโชที่เห็นสภาพของเรือแบล็คเพิร์ลและกองเรือของมิราจที่ถูกรุมล้อมถล่ม ค่อยค่อยจมลงสู่ก้นทะเลทีละลำ

                     “พวกเราถอยเข้าเมือง”เสียงตะโกนสั่งถอยของเพอร์ซี่ที่ได้ยินเสียงบอกให้ถอยทัพ  ทัพเรือของมิราจที่เหลืออยู่ประมาณยี่สิบลำถอยเข้าแนวมณฑลทางน้ำที่มีทหารเตรียมพร้อมด้วยปืนใหญ่และพลธนู

                   “ฮ่า ฮ่า ตามไปถล่มมันเลย”แกซซ่าตะโกนร้องบอกให้หันหัวเรือตามเรือของเพอร์ซี่ที่หนีกลับเข้าเขตมณฑล

                       “ทุกคนหยุด”ซีแมนส่งสัญญานให้กองทัพไม่ตามเข้าไป

                       “ท่านซีแมนพวกเรากำลังได้เปรียบ รีบตามไปถล่มมันเถอะ”แพล็ท

                       “ข้าจะยกพลขึ้นบกตั้งหัวหาดในคืนนี้ อีกสามวันจะบุกทางบก”ขุนพลซีแมนกล่าวอย่างเยือกเย็น
 
            หลังจากถอยทัพเข้าเมือง โชโชรวบรวมกำลังพลที่ยังสมบูรณ์และรักษาทหารที่บาดเจ็บ หน่วยพยาบาลสวมเสื้อสีขาวซึ่งมาจากชาวเมืองที่อาสาเข้ามา เข้าช่วยรักษาทหารที่บาดเจ็บอย่างแข็งขัน

                        “ท่านโชโชเราแพ้หรือชนะ”ชาวเมืองคนนึงถามด้วยน้ำเสียงเครียด
                 
                        “ทางเรายังสรุปไม่ได้ ต้องรอรายงาน”โชโชกล่าว

                       “แล้วท่านจะมีแผนการรับมือกับกองทัพโปเซดอนต่อไปอย่างไรค่ะ”ชาวเมืองอีกคนที่ถามไปจดไปบนสมุดเล่มเล็กเล็ก

                       “ขอเวลารวบรวมความเสียหายก่อนถึงจะแถลงข่าวต่อไป ขอตัวครับ”
               
                       “หลีกทางครับ หลีกทาง ท่านโชโชจะเข้าปราสาทเพื่อประชุมด่วน”ทหารร่างใหญ่สิบคนเข้ามากันผู้คนที่รุมล้อมโชโชออกเพื่อที่จะเดินทางเข้าปราสาท

            กองทัพของซีแมนบุกเข้ายึดหาดของเมืองมิราจเพื่อตั้งค่ายและจัดกำลังพล มีเรือที่สมบูรณ์ประมาณเก้าสิบลำและเรือที่ได้รับความเสียหายอีกเจ็ดลำ ทหารสมบูรณ์เก้าสิบห้าเปอร์เซ็น

         แนวค่ายที่ทำจากต้นมะพร้าวสร้างขึ้นเป็นกำแพงเรียงรายจากชาดหายด้านนึงไปถึงชายหาดอีกด้านนึง ที่พักถูกสร้างห่างกันมีกองไฟที่จุดขึ้นมาเป็นระยะ...ทหารของทัพซีแมนตรวจค่ายอย่างเข้มงวดตลอดทั้งวันทั้งคืน

             ฝ่ายเมืองมิราจหลังจากเสียท่าในศึกแรก เสียเรือไปสิบลำและไพร่พลอีกสามร้อยคน แต่ก็ได้ประกาศแก่ชาวเมืองว่ามิได้พ่ายแพ้ เพราะทัพของโปเซดอนก็เสียหายมากกว่าหลายเท่าอีกทั้งนักรบชั้นยอดของทัพโปเซดอนก็ได้รับบาดเจ็บ ใบปลิวถูกแจกจ่ายแก่ชาวเมืองถึงข่าวศึกครั้งแรกว่าฝ่ายทัพโปเซดอนขยาดกับกองทัพเรือของมิราจจึงต้องหันไปบุกทางบกแทน

                      “ท่านโชโช หลังจากเราประกาศข่าวออกไปอย่างที่ท่านโชโชบอกทุกอย่าง ชาวเมืองครึกครื้นดีค่ะ”

                       “ดีมาก  ต่อไปให้ปั๊มรูปจำลองอาเทน่าใส่กรอบแจกชาวเมืองด้วย”

                       “ท่านโชโชทหารฝ่ายเราที่สมบูรณ์พร้อมรบมีประมาณหนึ่งพันหนึ่งร้อยคน  ข้าอยากออกไปรบกับเจ้าพวกโปเซดอนซึ่งซึ่งหน้า”

                  “แต่ข้าว่าพวกเราควรตั้งรับในเมืองเพื่อป้องกันจนกว่าฝ่ายนั้นจะยกทัพกลับไปเอง”

                      “หากมีท่าทีว่าจะเพลี้ยงพล้ำเรายังมีทางหนีทางทะเลเพื่อไปยังเอเทนได้”

                       “เราควรเตรียมการไว้หลายระดับเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

                       “ออกไปอัดกับมันเลย..เชื่อข้าซิ”

           หลังจากพักผ่อนและเตรียมการสองวันทัพของซีแมนก็ตั้งทัพเตรียมบุกกำแพงเมืองมิราจในช่วงเช้ามืด กำลังพลกว่าห้าพันคนและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหน้าไม้ธนู บันไดขนาดยักษ์ เครื่องดีดหินถูกนำมาจัดวางเพื่อเป็นการข่มขวัญ กองทัพถูกจัดวางเป็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงหน้ากระดานธงรูปสามง่ามและธงของทัพซีแมนปลิวไสวไปทั้งกองทัพ
     
          “เฮ เฮ เฮ เฮ เฮ เฮ” “โห่ร้อง โห่ร้อง โห่ร้อง โห่ร้อง โห่ร้อง” “ตีเกราะ ตีเกราะ ตีเกราะ ตีเกราะ ตีเกราะ”เสียงตีเกราะ เสียงโห่ร้องเสียงดังสนั่นเพื่อข่มขวัญฝ่ายศัตรูของทัพซีแมนที่ดังกังวานอึกทึกครึกโครมไปทั้งบริเวณหน้าประตู กำแพงเมืองมิราจที่สูงสามสิบเมตรและแข็งแกร่งแน่นหนา

            โชโช เดเด้ เพอร์ซี่ยืนบนกำแพงเมืองมองดูกองทัพของซีแมนที่จำนวนมากกว่าหลายเท่าด้วยใบหน้ากังวลเล็กน้อย เครื่องรางอาเทน่ากรอบทรงกลมอันใหญ่เลี่ยมขอบทองลายช่อมะกอกที่แขวนไว้ที่คอส่องแสงประกายวิบวับวิบวับ แม้ทหารกับชาวเมืองยังมีขวัญกำลังใจดีแต่ทัพของซีแมนนั้นเข้มแข็งกว่ามาก

                      “เราจะมีทางชนะได้มั้ย”เดเด้หันหน้ามาถามโชโชด้วยเสีย
เบา

                        “ได้ซิ”โชโชตอบสั้นสั้น กำเหรียญอาเทน่ารุ่นเหยียบทะเลจืดไว้ในมือข้างซ้าย

            ขุนพลซีแมนในชุดเกราะขาวทั้งตัวนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำ ข้างข้างมีแกซซ่ากับแพล็ทที่นั่งบนหลังม้าสีดำเช่นกัน เขามองขึ้นไปบนยอดกำแพงเมืองมิราจเห็นโชโชบนนั้น ทหารเมืองมิราจมายืนประจำการพร้อมรบเต็มกำแพงเมือง ธงเมืองมิราจที่เป็นรูปปลาโลมาเล่นคลื่นสามคลื่นพื้นสีฟ้าปลิวไสวโบกสะบัดบนกำแพงเมืองหลายสิบผืน
 
                      “ท่านซีแมนศึกครั้งนี้เราจะตีเมืองมิราจได้ไม่เกินเช้าของวันพรุ่งนี้”

                      “ทหารมิราจแม้จะมีเซนเป็นกำลังเสริมแต่ก็เพิ่งฝึกหัดยังไม่เข้มแข็งมากนัก  หากมิราจสิ้นเอเทนก็หมดกำลังเสริมทางเรือ”

                     “พวกเจ้าทั้งสอง..ไม่เพียงแค่มิราจแต่เมืองพันธมิตรรายรอบเอเทนก็ต้องถูกยึดด้วย ศึกเมืองมิราจเป็นเพียงแค่การศึกแรกของศึกของท่านโปเซดอนกับอาเทน่า  ในเวลาอีกหกเดือนทัพทั้งหมดของท่านโปเซดอนจะไปรวมกันที่เอเทนเพื่อบดขยี้ทัพของอาเทน่าให้สิ้นไป”

                      “อาเทน่าแม้จะฉลาดเพราะดื่มแบนซุปเป็ดผสมเห็ดหูหนูกับแป้ปทรีนแต่ในเรื่องการศึกแล้วย่อมไม่อาจเอาชนะท่านโปเซดอนได้”

บันทึกการเข้า
hideaki
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 569
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, เมษายน 2014, 03:05:07 PM

Virgo

กระทู้: 466
หมายเลขสมาชิก: 2226

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2008


กระทู้: 466
40.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ hideaki
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 17 : Exp 49%
HP: 0.6%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #12 เมื่อ: 29, ตุลาคม 2010, 12:34:53 AM »

         เสียงกลองที่ตีปลุกเร้าจิตใจให้มีกำลังฮึดสู้เพื่อบดขยี้ข้าศึกของฝ่ายมิราจดังถี่ขึ้น แรงขึ้น จังหวะแซมบ้าที่มีท่วงทำนองคึกคักดังมาจากเวทีกลางเมืองลานหน้ารูปปั้นอาเทน่า  ใบปลิวโคตรสะนาชวนเชื่อที่ว่า ทัพของโปเซดอนมีแต่พวกอ่อนแอจึงต้องพาพวกมาเยอะไม่สามารถต่อกรกับเซนและทหารมิราจได้ ทหารและชาวเมืองทุกคนได้รับแจกพิมพ์อาเทน่าใส่กรอบเงินแขวนคอเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ 
           
                   “ทุกทุกคน วันนี้พวกเราจะเอาชนะทัพโปเซดอนได้ในกี่ชั่วโมงค่ะ..ขอเสียงหน่อย” เสียงของนักร้องสาวสวยของเมืองมิราจตะโกนปลุกเร้าบนเวทีต่อหน้าชาวเมืองเกือบสองพันคน

                      “สี่ชั่วโมง”

                      “มากไปมากไป”

                      “สามชั่วโมง”

                      “ก็ยังเยอะอยู่นะค่า”

                       “สองชั่วโมง”
 
                     “อะไรนะได้ยินไม่ค่อยชัดค่า”

           “ปัง ปัง ปัง”  “ตูม ตูม ตูม”  “ว้าย ว้าย ว้าย” “กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด”เสียงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงจากฝ่ายทัพโปเซดอนเข้ามาในเมืองใกล้กับบริเวณที่ชุมนุมของชาวเมือง ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งเข้าหาที่กำลังกันชุลมันวุ่นวาย ส่งเสียงร้องตกใจ หลังคาบ้านเรือน สิ่งก่อสร้างถนนถูกทำลายด้วยอานุภาพของการระเบิดของลูกกระสุนปืนใหญ่  เสียงสัญญานเตือนภัยที่ดังขึ้นกังวานไปทั่วทุกจุดของเมือง               

           ทัพหน้าของซีแมนเคลื่อนทัพเข้าหากำแพงเมืองมิราจอย่างพร้อมเพรียงและเร่งความเร็วขึ้นเร็วขึ้น ท่ามกลางห่าธนูและกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงออกมาจากในเมืองมิราจและบนกำแพงเมือง 

           ฝ่ายทัพซีแมน ก็ระดมปืนใหญ่หลายสิบกระบอกยิงเข้าไปในเมืองและกำแพงเมืองอย่างหนักหน่วง  เพื่อเปิดทางให้กองทหารเข้าประชิดกำแพงเมือง บันไดเหล็กขนาดยักษ์ที่มีตะขอยึดด้านบนหลายสิบตัวถูกพาดที่ขอบกำแพงเมืองเพื่อเป็นเส้นทางให้ทหารของซีแมนปีนขึ้นไป..ในบัดนี้ศึกครั้งที่สองของเมืองมิราจได้เริ่มขึ้นแล้ว

                      “ยึดแนวไว้ ยึดแนวไว้”โชโชตะโกนสั่งเหล่าทหารเกราะส้มที่อยู่บนกำแพงเมืองให้ตั้งมั่นไม่ถอยหนี แม้จะถูกกระหน่ำยิงด้วยหน้าไม้และธนู กระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายของซีแมนอย่างรุนแรง

                       “อ้าก อ้าก” “โอ้ย โอ้ย” “ไม่ไหวแล้ว” เสียงร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวดปานจะขาดใจตายของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เลือดสีแดงไหลเปรอะบนกำแพง บางคนก็ร่วงหล่นจากกำแพงลงไปสู่พื้นเบื้องล่างคนแล้วคนเล่า

                      “เอาน้ำร้อนมาเทราดลงไป” “เอาน้ำมันมาเทราดลงไป”เสียงตะโกนสั่งทหารให้ป้องกันการปีนขึ้นยึดกำแพงดังสนั่นลั่นไปทั่ว
 
                         “อ้า อ้า อ้า” “อู้ย อู้ย อู้ย” “ร้อน ร้อน ร้อน”เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของทหารซีแมนที่ปีนกำแพงขึ้นมาซึ่งถูกยิงด้วยธนู ถูกฟันด้วยดาบแทงด้วยหอก ถูกราดด้วยน้ำร้อนแลน้ำมันที่จุดไฟร่วงหล่นลงไปจากบันไดดังมดปลวกแต่พวกที่ตามปีนตามขึ้นมาก็ไม่ย่อท้อแม้เพื่อนเพื่อนจะหล่นลงไปได้รับบาดเจ็บหรือตายคนแล้วคนเล่า ข้างล่างก็ยังหนุนกันขึ้นมาไม่ขาดสาย ท่ามกลางห่าธนูและเสียงดังของระเบิดปืนใหญ่

                        “หมัดผ่านภากาศ” “เท้าทำลายปฐภี” เซนที่อยู่บนกำแพงเมืองทั้งเตะและต่อยทหารของซีแมนร่วงลงจากบันไดเป็นกระจาด

            ซีแมนนั่งบนหลังม้าบัญชาการรบมองดูทหารของตนที่พยายามขึ้นไปยึดยอดกำแพงแต่ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันจากเซนและทหารเมืองมิราจที่แม้จะมีกำลังน้อยกว่าแต่ก็ต่อสู้อย่างเข้มแข็งเป็นเวลานานกว่าชั่วโมง

                       “แกซซ่า เจ้ามองเห็นสิ่งใด”

                       “การต่อสู้ที่ดุเดือด”

                        “เจ้าจงนำทหารนำลูกระเบิดไประเบิดใต้ฐานกำแพงฝั่งนั้นที่ดูเปราะบางที่สุด”

            แกซซ่าควบม้านำทหารสามสิบคนพร้อมด้วยระเบิดลูกใหญ่ห้าลูกไปยังฐานกำแพงเมืองที่กำลังชุลมุนต่อสู้ ทหารในชุดเกราะดำไปถึงยังฐานกำแพงเมืองฝั่งซ้ายของเมืองที่อยู่ใกล้กับทะเล 

                       “สวบ สวบ สวบ”เสียงขุดดินใต้ฐานกำแพงอย่างรวดเร็วของทหารนับสิบคนโดยคนอื่นอื่นยืนกำบังให้จากลูกธนูที่ยิงลงมา   

             แต่เพอร์ซี่ที่แลเห็นการกระทำนั้นก็รู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น  เขาสั่งทหารยิงธนูเข้าใส่เหล่าทหารของซีแมนในชุดเกราะดำพวกนั้นอย่างหนักหน่วง แต่ธนูเหล่านั้นก็ถูกฟันทิ้งด้วยเพลงดาบคู่ของแกซซ่าที่นั่งอยู่บนหลังม้า

                       “ไอ้แกซซ่า”เพอร์ซี่ตะโกนเรียกชื่อแกซซ่าด้วยเสียงทั้งดังทั้งดุดัน
 
            แกซซ่ายิ้มยิงฟันขาวเมื่อมองขึ้นมาเห็นเพอร์ซี่เขาท้าทายด้วยการชี้ดาบขึ้นมาที่ตัวเพอร์ซี่ นิ้วมือข้างนึงทำเป็นรูปคนวิ่งไปบนใบดาบ

                       “หนีเข้าเมือง หนีเข้าเมือง หวู่ หวู่”ปากของแกซซ่าขยับเป็นประโยคเย้ยหยัน

             เพอร์ซี่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ด้วยระยะทางห่างเกินกว่าที่จะบุกเข้าถึงตัวได้ในระยะประชิด

                        “เอาระเบิดออกมาซิ เอาระเบิดโยนลงไประเบิดพวกมันเลย”เพอร์ซี่สั่งทหารด้วยเสียงเข้ม

                        “ท่านเพอร์ซี่หากเกิดระเบิดขึ้นมาข้าเกรงว่าระเบิดของพวกมันก็จะระเบิดตามไปด้วย”

                        “ช่างมันซิ  พวกมันจะได้ระเบิดตายไปพร้อมกันหมด  เอาระเบิดลูกที่ใหญ่ที่สุดมา”เสียงที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มือกำธนูมั่นสายตาจ้องเขม็งไปที่แกซซ่า

          เพอร์ซี่สั่งทหารโยนระเบิดลงไปที่กลุ่มของแกซซ่าที่กำลังขุดกำแพงเมือง

                        “ตูมมมมมมม” เสียงระเบิดขนาดใหญ่ที่ดังสนั่นหวั่นไหวดังกึกก้องไปทั้งเมืองและบริเวณการรบ

                        “ตูมมม  ตูมมม  ตูมมม  ตูมมม  ตูมมม”เสียงระเบิดที่ระเบิดดังตามมาลูกแล้วลูกเล่า

          แรงระเบิดทำให้กำแพงเมืองฝั่งซ้ายที่เปราะบางที่สุดเกิดการระเบิดขึ้นมาเป็นเสี่ยงเสี่ยง ชิ้นส่วนของกำแพงที่ปลิวลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ทหารที่อยู่บนกำแพงและเบื้องล่างลอยกระเด็นคว้างขึ้นไปบนอากาศและลอยไปตกในระยะไกล  กำแพงเมืองเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ถูกทำลายจากฐานไปจนถึงยอดกำแพง ควันสีเทาลอยขึ้นเป็นไอและรอยไหม้สีดำที่ปกคลุมซากปรักแตกหักพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยของกำแพงในส่วนที่ยังเหลืออยู่

        โชโชที่เห็นกำแพงเมืองถูกทำลายตระหนักได้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เมื่อทหารของซีแมนกรูกันเข้ามาตรงรอยโหว่นั้น

                       “กลับไปที่ท่าเรือตั้งแนวรับไว้ กลับไปที่ท่าเรือ”เสียงตะโกนสั่งให้ทหารทิ้งกำแพงเพื่อไปตั้งแนวรักษาบริเวณท่าเรือมิให้ถูกยึด ทหารที่เหลือบางส่วนก็ตั้งรับทหารของซีแมนที่บุกเข้ามาภายในกำแพงเมือง

                  “บุกเข้าไป บุกเข้าไป ถล่มมิราจให้ราบเป็นหน้ากลอง”เสียงตะโกนของทหารซีแมนที่ดาหน้ากันเข้ามาภายในเมืองมิราจด้วยความฮึกเหิมลำพอง

            เมื่อเสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังขึ้นและกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นมาเป็นรูปดอกเห็ดขนาดใหญ่และเศษกำแพงเมืองและชิ้นส่วนของทหารทั้งสองฝ่ายที่ลอยมาตกในบริเวณลานรูปปั้นอาเทน่า ชาวเมืองมิราจก็ยิ่งแตกตื่นชุลมุนหนีตายกันอลหม่าน

                      “กำแพงมิราจแตกแล้ว มิราจแตกแล้ว”ชาวเมืองที่วิ่งกลับมาจากกำแพงเมืองร้องตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกหน้าตาตื่นตกใจ

           ชาวเมืองที่ได้ยินข่าวร้าย บางส่วนหนีเข้าไปหลบในปราสาท บางส่วนหนีไปที่ท่าเรือเพื่อหาเรือหลบหนีออกจากเมือง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนูนาและทหารก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

            โชโชนำทหารจำนวนแปดร้อยคนมาตั้งแนวต้านที่ท่าเรือ ทหารของซีแมนที่ตามเข้ามานำมาด้วยแพล็ทในชุดเกราะเทาขี่ม้าสีดำตะลุยเข้ามาจนถึงแนวรับ ทหารของซีแมนบุกเข้ามาในเมืองถึงสี่พันคน ที่เหลือตั้งทัพรออยู่ภายนอกเมือง

                 “ตรึงแนวไว้ ตรึงแนวไว้ ยิงปืนใหญ่ใส่พวกมันอย่าให้มาถึงท่าเรือได้”เดเด้ตะโกนสั่งเหล่าทหารที่เหลือตั้งแนวรับทหารของซีแมนที่ดาหน้าเข้ามาตามถนนและตรอกเล็กเล็กที่เชื่อมต่อมาถึงบริเวณท่าเรือ เสียงปืนใหญ่ที่ยิงต่อสู้กันดังสนั่นลั่น อาคาร สิ่งก่อสร้างถูกทำลายเป็นซากปรักหักพัง

                “บุกเข้าไป บุกเข้าไป ยึดท่าเรือให้ได้ ตีมันให้ตกทะเลให้ได้”แพล็ทที่นั่งบนหลังม้าดำสั่งทหารให้เข้าปะทะกับทหารของมิราจที่ต้านทานด้วยธนูและปืนใหญ่
   
           ผู้คนชาวเมืองมิราจที่หนีมาถึงท่าเรือได้ก็หนีออกไปทางทะเลพวกที่หนีเข้าปราสาทต่างก็หลบหนีออกไปทางลับที่ทะลุไปถึงภูเขาหลังปราสาทโดยการนำของนูนาและเซนคนอื่น บางส่วนก็โดนสังหารหรือยอมจำนน

           เสียงต่อสู้ของการปะทะด้วยอาวุธดังสนั่น ทหารของซีแมนจุดไฟเผาไปตามอาคารบ้านเรือนในเมืองมิราจไปทั่วทั้งเมือง รูปปั้นอาเทน่าถูกยิงด้วยปืนใหญ่ทลายลงมากองเป็นเศษปูนเศษหินกับพื้น ประตูเมืองถูกทำลาย ประตูปราสาทถูกพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สิ่งของมีค่ารูปปั้นทองคำและอาเทน่าในกรอบรูปถูกแย่งชิงไปโดยทหารซีแมน

           ที่กำแพงเมืองริมทะเลที่ซึ่งห่างไกลจากสถานการณ์ต่อสู้และร้างผู้คน ชาวบ้านต่างอพยพหลบหนีทิ้งบ้านเรือนไปจนหมดสิ้น ที่พื้นถนนติดกำแพงเพอร์ซี่นอนสลบไสลไม่ได้สติหลังจากตนเองโดนแรงระเบิดจนกระทั่งลอยมาตกถึงบริเวณนี้แต่ด้วยเกราะที่ใส่และหลังคาบ้านที่รองรับร่างเขาไว้ แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บทั่วร่างแต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นชีพ               
                       
                         “เพอร์ซี่เราต้องไปแล้ว..เราต้องหนี” เพอร์ซี่ค่อยค่อยลืมตาได้สติขึ้นมาหลังจากได้รับแรงปะทะของระเบิด เขาสลบไปเท่าไรไม่รู้ได้แต่ตอนนี้มีเสียงที่คุ้นเคยกำลังปลุกเขา

                       “เพอร์ซี่ลุกขึ้นเร็ว”เสียงนั้นกระตุ้นเขาอีก เมื่อเพอร์ซี่ได้สติเขาถึงรับรู้ว่า เดเด้ที่อยู่ในชุดเกราะส้มสวมหมวกพยายามดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นยืน

                      “ที่นี่ที่ไหน..มันเกิดอะไรขึ้น”เขาพยายามรวบรวมสติเพื่อระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

                       “เพอร์ซี่ มิราจแตกแล้ว เจ้าโดนแรงระเบิดกระเด็นมาถึงริมน้ำ” เพอร์ซี่มองไปรอบรอบตัว ตรงนี่เป็นบริเวณกำแพงเมืองติดทะเล  มีอาคารสองชั้นที่เรียงแถวอยู่ตรงข้ามเขามองเข้าไปภายในเมืองที่มีควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาหลายจุดและเสียงโห่ร้องอึกทึกอื้ออึ้ง

                     “เพอร์ซี่รีบไปที่เรือ..ลุกขึ้นซิ”เดเด้ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น นอกจากเดเด้แล้วยังมีทหารของมิราจอีกยี่สิบคนที่ยืนระวังภัยท่ามกลางความสับสน

                      “แล้วคนอื่นละ ท่านโชโช นูนา ข้าจะไปช่วยพวกเขา..ข้าจะไปซัดเจ้าพวกทหารโปเซดอน”มือของเพอร์ซี่กำดาบที่ดึงออกมาจากฝักแน่น แววตายังไฟฟ์เตอร์แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บโทรมทั่วร่าง

                      “ฮืมม. เจ้าอย่าไปเพิ่มภาระ  เอ่อ..เอาตัวรอดก่อนเถอะ พวกเขาเองก็จะหลบหนีลงเรือไปเอเทน ไม่ต้องห่วงหรอก”

                      “อะฮึก..ข้าเข้าใจท่านเดเด้..” เพอร์ซี่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก้มหน้าลงนิ่ง เขายืนขึ้นด้วยตังเองอย่างเข้มแข็ง

            เพอร์ซี่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนิ่งไปเพียงครู่ หยาดน้ำตาไหลรินอาบทั้งสองแก้ม แววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ เม้มปากสั่นระริก

                      “ข้าสัญญา ข้าจะกลับมาที่มิราจอีกครั้ง”เพอร์ซี่พูดด้วยเสียงดังทรงพลัง คำพูดของเขาจะกลายเป็นตำนานต่อไป

            เพอร์ซี่ เดเด้และทหารอีกยี่สิบคนลงเรือที่จอดรอท่าไว้เพื่อหลบหนีไปยังเอเทน  พวกเขามองเมืองมิราจที่ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของทหารโปเซดอน เมืองที่เคยสวยงามบัดนี้ ถูกเผาด้วยไฟ ถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ ควันไฟพวยพุ่งไปทั้งเมือง บ้านเรือน อาคาร ปราสาทที่เคยสวยงามดังสวรรค์บนดินกลายเป็นเถ้าถ่าน  มีเรือสำเภาอีกหลายลำที่ออกมาจากเมืองมิราจ

            หลังจากการส่งทัพซีแมนบุกมิราจ โปเซดอนก็ได้ส่งอีกสองกองทัพเพื่อทำการศึกกับเมืองพันธมิตรแห่งเอเทน  กองทัพหนึ่งจำนวนหกพันคนที่นำโดยขุนพลมัทเธอุสชายร่างเล็กตันหน้าคมเข้ม บุกเข้าสู่เมืองแห่งขุนเขาและป่าไม้ เมืองเล็กเล็กบ้านนอกที่ตั้งขึ้นโดยเซนของอาเทน่า การบุกเมืองไซออนเพื่อตัดกำลังมิให้สามารถนำทัพมาช่วยเอเทนได้

            ข่าวการบุกไซออนล่วงรู้ไปถึงทาลีนีสกับพาราดิสซึ่งทั้งคู่ได้จัดเตรียมกองทัพพร้อมรับศึก แต่จำนวนทหารของไซออนนั้นมีเพียงแค่หนึ่งพันหกร้อยคนการต่อสู้อย่างซึ่งซึ่งหน้าย่อมเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

                        “เราควรวางแผนเช่นใด กองทัพข้าศึกมากกว่าเราหลายเท่า”
                       “หากตั้งรับพวกเราคงถ่วงเวลาได้ไม่นานเพราะเสบียงที่สะสมไว้มีไม่มากนัก”

                        “แต่ถ้าออกไปรบซึ่งซึ่งหน้าคงต้านทานได้ยาก”
                        “มังกรจีเองก็หายไปไหนตั้งหลายวัน”
                       “เอเทนก็ส่งทัพมาช่วยมิได้...”
                        “เฮ้อ..เห้อ”เสียงถอนหายใจพร้อมกันของทั้งสอง

            อีกกองทัพหนึ่งจำนวนเก้าพันคนนำทัพโดยขุนพลบาจโจ้ชายร่างสันทัดผมหยิกตาโต เดินทางขึ้นสู่ดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเย็นเพื่อบุกเมืองแคสซิโอเปียของท่านนสสนา

           ภายในห้องประชุมรูปไข่นสสนาเรียกประชุมที่ปรึกษาทุกคนอย่างพร้อมเพรียงเมื่อได้รับทราบข่าวของกองทัพบาจจโจ้ที่ยกพลมาบุกด้วยกำลังที่มากกว่า

                       “ท่านนสสนาตอนนี้เมืองแคสซิโอเปียมีทหารทั้งหมดสองพันคนที่พร้อมรบแข็งแกร่ง ห้าวหาญ ดุดันและเซนอีกสามสิบคน” นีสพางอสรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดไปจากยามปกติที่เขาจะมีสีหน้ามีความสุขเสมอยามที่ได้อยู่ใกล้ท่านนสสนานายสาวที่เขาเทิดทูนบูชาอย่างหมดหัวใจ

                       “แต่กองทัพเมืองเราก็มีอาวุธที่ทันสมัยเพื่อช่วยในการรบกับกองทัพที่มากกว่าของข้าศึก”เสวน

                      “เสบียงกองทัพของเราก็พร้อมเต็มที่สามารถอยู่ได้อีกสามถึงสี่ปี”

                      “ ชาวเมืองของเราก็เตรียมใจรับกับสถานการณ์แบบนี้มาตั้งนานแล้ว จิตใจพวกเขาเข้มแข็งเกินสองร้อย”

                  “หน่วยดูแลความสงบภายในเมืองก็เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤต สามารถรับมือได้กับความรุนแรงระดับสิบเลยทีเดียว

                      “เงินในคลังของแคสซิโอเปียเต็มเพียบแม้ไม่ได้ทำการค้าสี่ถึงห้าปีก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย”

           ท่านนสสนายิ้มอย่างเยือกเย็น ดวงตานิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยประกายเจิดจ้า ครั้งนี้เธอลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หนังนุ่มตัวใหญ่ ยืดอกพอดีพอดีให้พองขึ้น ก่อนสูดหายใจเล็กเล็กเข้าปอด

                      “ข้าซาบซึ้งกับการร่วมแรงร่วมใจของทุกท่านอย่างมาก  ศึกครั้งนี้เราจะต้องเอาชนะทัพของโปเซดอนให้ได้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อไปในการยกทัพไปช่วยเอเทน..ข้าจะทำให้พวกเทพเจ้ารู้ว่ามนุษย์สามารถเอาชนะกองทัพของเทพเจ้าได้”

                       “แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ” “โอ้สุนทรพจน์ซาบซึ้งมาก” เสียงปรบมือที่ดังสนั่นห้อง  ทุกคนซาบซึ้งกับคำกล่าวที่กินใจของท่านนสสนาอย่างสุดซึ้ง

           ณ ไร่แอ้ปเปิ้ลติดกับเมืองเอเทนของแพตตมาลิน แพตตามาลินกับครอบครัวต่างรีบเก็บผลแอ้ปเปิ้ลให้หมดทั้งไร่โดยเร็วที่สุดเพราะข่าวของกองทัพโปเซดอนนั้นมิใช่เรื่องล้อเล่นครั้งนี้เขาเอาจริง...

                       “พี่แพต เราจะเอาแอ้ปเปิ้ลเยอะแยะขนาดนี้ไปทำอะไร” โอตาคุนุสถามขณะบิดผลแอ้ปเปิ้ลสีแดงลงตะกร้า
 
                       “เอาไปทำน้ำแอ้ปเปิ้ล แอ้ปเปิ้ลดอง แอปเปิ้ลกวน แยมแอ้ปเปิ้ล พายแอ็ปเปิ้ล แอ้ปเปิ้ลทำอะไรกินก็อร่อย”แพตตามาลินสาววัยสิบเจ็ด เธอโตเป็นสาวสวยเต็มตัวแต่แววตายังมีแววซุกซนเป็นประกายดำขลับเช่นเดิม

                       “แล้วพี่คิดว่าการที่เราจะหลบเข้าไปอยู่ในเอเทนมันจะปลอดภัยจริงเหรอ”โอตาเรดิสที่ยืนเก็บผลแอ้ปเปิ้ลอยู่ใกล้ใกล้หันมาถาม

                       “ข้าก็ไม่รู้..แต่หากอยู่ภายนอกเอเทนก็ไม่มีใครมาคุ้มครองพวกเราได้”

                       “ที่จริง ถ้าพี่ให้พวกข้าสองคนไปฝึกเป็นเซนแบบเบลเลเลอฟอน ข้าสองคนก็คุ้มครองพี่ได้”โอตาเรดิสบ่นพึมพำด้วยเสียงที่พอได้ยิน

         แพตตามาลินนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินชื่อของเบลเลเลอฟอน ในเวลาสองปีกว่าที่เธอเฝ้ารอเขาให้กลับมาหาอย่างไม่มีวี่แววใดใด  แอ้ปเปิ้ลผลสีแดงในมือร่วงลงสู่พื้นดิน หยาดน้ำตาใสใสค่อยค่อยเอ่อคลอที่ขอบตาทั้งสอง ดวงตากลมโตแฝงแววขี้เล่นซุกซนบัดนี้กลับเป็นสีชมพูเรื่อเรื่อ

                       “อะฮึก อะฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นในลำคอที่ขึ้นมาถึงจมูก สองมือยกขึ้นมาปิดใบหน้านั่งลงใต้ต้นแอ้ปเปิ้ล

                      “พี่แพตเป็นอะไร”

                       “สองปีกว่าแล้วนะ ที่ข้ารอเขา..เขาจะให้ข้ารอไปถึงเมื่อไร อะฮือ อะฮือ” แพตตามาลินพูดด้วยเสียงปนสะอื้น

                      “พี่แพต..คนรักไม่ได้มีไว้ให้เราแค่อยู่ด้วยกัน”โอตาคุนุสพูดด้วยเสียงอ่อนโยน
                       “แต่คนรักมีไว้ให้เราได้เราได้รับรู้ว่า”โอตาเรดิสพูดต่อด้วยเสียงแบบเดียวกัน
                       “ยังมีคนที่เรายังรักและผูกพันคอยเป็นห่วงเรา”ทั้งสองพูดพร้อมกันด้วยความเป็นห่วงพี่สาวอย่างสุดขั้วหัวใจ
 
                        “ฮือ ฮือ ฮือ”สามพี่น้องสวมกอดกันร้องไห้ใต้ต้นแอ็ปเปิ้ล ในยามนี้แพตตามาลินรู้สึกได้ว่าความผูกพันอย่างพี่น้องนั้นแน่นแฟ้นและซาบซึ้งกว่าความรักของคนรักที่ต้องห่างเหินกันมานานแสนนาน

            ภายในเมืองเอเทน บัดนี้การประชุมเพื่อรับศึกกับทัพโปเซดอนที่มีเวลาเหลืออีกแค่ห้าเดือนได้ถูกจัดขึ้นที่อาคารประชุมสามชั้นกลางใจเมือง ภายในห้องทำงานของอาเทน่า  อาเทน่าที่ปล่อยผมยาวสีม่วงสวมเสื้อแขนสั้นกระโปรงยาวถึงเข่าสีขาวสวมทับด้วยเสื้อสูทลำลองสีชมพู ที่คอสวมสร้อยไข่มุกเม็ดใหญ่  มูรานิซิส ซีดาเน่ วีวี่ เคโรรอสมาประชุมกันพร้อมหน้า

           ทั้งหมดยืนคุยกันทานบุฟเฟ่อาหารป่ากันไป  บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างชิวชิวไม่ซีเรียสมากนัก

                      “อืม..ท่านอาเทน่า ข้ามีความเห็นว่าเราควรจัดกองทัพย่อยไปตีตัดขากองทัพโปเซดอนบ้าง”ซีดาเน่พูดขึ้นหลังจากจิบชาจากถ้วยกระเบื้องสีขาวลายกุหลาบ

                      “เป็นเช่นใดซีดาเน่”อาเทน่าที่มีคราบซอสของเนื้อหมูป่าย่างติดอยู่ที่ริมฝีปากล่างถามอย่างสนใจ

                     “เมื่อโปเซดอนส่งทัพย่อยไปบุกมิราจ ไซออน แคสซิโอเปียเมืองพันธมิตรของเราได้ ทางเราถึงแม้จะไม่สามารถส่งทัพใหญ่ไปช่วยได้แต่ก็สามารถส่งกองทัพมดที่มีฝีมือไปก่อกวนแนวหลังข้าศึกได้”ซีดาเน่ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกหนึ่งอึกควันลอยกรุ่นหอม

                       “ก่อกวนแนวหลัง”ตากลมโตของเธอโตขึ้นอีกนิดอย่างสนใจ

                       “ท่านอาเทน่าหากเราปล่อยให้ทัพโปเซดอนบุกเมืองพันธมิตรของเราโดยทางเราเพียงแต่รอรับทัพใหญ่ของโปเซดอนในอีกห้าเดือนที่จะถึงเพียงอย่างเดียว ข้าว่าจะเป็นการช้าเกินแกง ในตอนนี้ทางมิราจก็ยังไม่ส่งข่าวใดมาเลย แต่ทางแคสซิโอเปียกับไซออนนั้นใกล้เอเทนยิ่งนักหากช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยเหลือกันไป”

                  “ข้าก็คิดเช่นนั้นค่ะ ท่านอาเทน่า”มูรานิซิสที่ยืนฟังอยู่ใกล้เดินเฉียงหกสิบองศาเข้ามาทงขวามือของอาเทน่า วันนี้เธอแต่งชุดแซกสีเขียวตองอ่อนทั้งชุดสวมทับด้วยแจ็กเกตสีน้ำตาลอ่อน

                      “อืม..มูรานิซิส เจ้าก็สนับสนุนความคิดของซีดาเน่รึ”

                       “ก็ไม่ได้สนับสนุนอะไรหรอกค่ะ..เพียงแต่ข้าอยากหาโอกาสเสนอความคิดแบบนี้อยู่พอดีหลังจากได้ยินข่าวโปเซดอนส่งกองทัพบุกทั้งไซออนกับแคสซิโอเปีย”มูรานิซิสยิ้มเพียงนิดที่มุมปากบาง ตาโตสีฟ้าเป็นประกายแวววาว

                   “ส่งทัพเล็กไปก่อกวนเช่นใดรึ”

                        “เช่นการลอบตัดเสบียง เผายุ้งฉาง ปล่อยยาพิษในแหล่งน้ำ ปล่อยข่าวลือเสียเสียหายหาย เพื่อทำให้กองทัพที่ไปตีเมืองทั้งสองต้องเสียเวลาและไม่สะดวกสบาย กังวลจิตกังวลใจทำการรบไม่เต็มกำลัง”

                     “เจ้าก็คิดเช่นนั้นใช่ไหมซีดาเน่”

                      “ก็มีส่วนคล้ายแต่ข้าว่าเราควรช่วยตีกระหนาบจากด้านหลังหากทัพของศัตรูเพลี้ยงพล้ำแก่ฝ่ายเราด้วยก็น่าจะดี ไม่เช่นนั้นจะไปให้เสียเวลาทำไม”ตายาวเรียวของซีดาเน่หลับเพียงนิดเขาทำหน้านิ่งวิเคราะห์

                      “ต้องใช้ทหารซักกี่คนละถึงจะช่วยตีกระหนาบได้”มูรานิซิสปรายตามองซีดาเน่ที่อยู่ในชุดม่วงปล่อยผมยาวสีม่วงแสกข้าง

                     “การทำการสิ่งใดต้องรอบคอบและคุ้มค่า มิเช่นนั้นแล้วก็เหมือนกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไปทั้งทีก็ต้องเอาให้คุ้ม”ซีดาเน่ยกพัดนกเป็ดน้ำสีแสดกางออกปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งนึง

                      “แหม่ แหม่ ก็ฝ่ายเรามีเซนตั้งหลายสิบคน แถมยังมีชุดเกราะที่ทำมาจากแร่โอลิฮัลคอนก็สามารถจัดทัพเล็กเล็กได้ซักสามร้อยสี่ร้อยคนละน่า  ทหารเมืองเรามีตั้งสามพันคนแล้วนะ”

                      “พวกเราทุกคนก็คิดแบบข้าใช่มั้ยละ”อาเทน่าหันหน้าไปขอเสียงสนับสนุนจากทุกคน
                       “อืม”เคโรรอส วีวี่ พยักหน้ารับคำในลำคอพร้อมกัน

thxby314748oKUKo
บันทึกการเข้า
จา
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 125
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
10, มีนาคม 2012, 07:02:54 PM

กระทู้: 122
หมายเลขสมาชิก: 9284

วันที่สมัครสมาชิก: ต.ค., 2010


กระทู้: 122
125.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ จา
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 8 : Exp 92%
HP: 0.1%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« ตอบ #13 เมื่อ: 05, ธันวาคม 2010, 02:55:31 PM »

อิอิ มาต่อไวๆๆนะคะ เราจารออ่านต่อไป เเต่จาวาไปนี่ เเต่งยาวดีจังนะคะกว่าเราจะอ่านจบก็ใช่เวลามักมาก งิงิ เเต่งนุกดีนะ
ปล.สุ้ๆๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่า (เพราะเราชอบฟิคเเนวสงคราม)

thxby321882jemini - tay
บันทึกการเข้า
jemini - tay
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 183
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
29, พฤศจิกายน 2012, 07:44:16 AM

Gemini

กระทู้: 113
หมายเลขสมาชิก: 9818

วันที่สมัครสมาชิก: ธ.ค., 2010


กระทู้: 113
143.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ jemini - tay
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 8 : Exp 58%
HP: 0.1%

อ้ากกกกกกกก เตเต้ เจมินี่ ฝื้นคืนชีพเเว้วววว

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0

9 geminitay-97@hotmail.co.th
พิม Nadthapon Chauyawong
ดูรายละเอียด อีเมล์
ดูรายการสินค้า    
| |
« ตอบ #14 เมื่อ: 18, ธันวาคม 2010, 03:17:58 PM »

 :beer:oh ขอบคุณมากครับ สนุกมากมากเลย ครับ ฮุฮุ Kiss

บันทึกการเข้า



Uploaded with ImageShack.us
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!