STF Forum
26, พฤศจิกายน 2020, 07:17:55 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Shop เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [Fiction] The Reflected Dream ตอนที่ 5 The End  (อ่าน 14814 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
NaCl
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Silver Saint
*

Photobucket 787
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
26, มิถุนายน 2012, 09:18:54 PM

Gemini

กระทู้: 812
หมายเลขสมาชิก: 6854

วันที่สมัครสมาชิก: ธ.ค., 2009


กระทู้: 812
86.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ NaCl
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 23 : Exp 13%
HP: 0%

แม่ยกสง่าเคะอย่างเป็นทางการ

OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
Firefox 3.6.3 Firefox 3.6.3


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #30 เมื่อ: 23, พฤษภาคม 2010, 05:03:40 PM »


Chapter 5

*******************************

....พรุ่งนี้....

....เขาจะตื่นขึ้นมาบนเตียงของวิหารคนคู่....คาน่อนก็คงกอดเขาแน่นแทนหมอนข้างเหมือนเดิม....

....ใส่ชุดเจมินี่โกลด์คล็อท....เฝ้าปราการที่สามตามปกติ....

....พรุ่งนี้....

....ไอโอเรียกับเดธมากส์ก็คงทะเลาะกันเหมือนเคย....เขากับชากะก็ต้องเข้าไปช่วยแยกสองคนนั่นออกจากกัน....

....ถ้าคาน่อนรำคาญมากก็อาจจะไปช่วย....แต่ก็คงเข้าไปต่อยตีด้วยเสียมากกว่า....

....พรุ่งนี้....

....หลังจากทำแผลกันแล้ว....ก็ต้องไปช่วยงานท่านชิออน....

....มูก็จะรออยู่แล้ว....ถ้างานมีมากเกินก็ต้องไปขอแรงคามิวอีกคน....

....แต่อีกไม่นานมิโร่ก็จะลากคามิวกลับอยู่ดี....

....พรุ่งนี้....

....ไอโอรอสก็จะเข้ามาช่วย....แต่แลคล้ายเจ้าตัวจะมากวนอารมณ์คนอื่นเล่นเสียมากกว่า....

....เขาก็ต้องวิ่งไปตามชูร่า....แล้วไอโอรอสก็จะถูกสันดาบเอ็กคาริเบอร์ฟาดใส่....

....แล้วทั้งคู่ก็คงถูกท่านชิออนตวาดไล่....เพราะส่งเสียงดังรบกวนการทำงาน....

....พรุ่งนี้....

....พอฟ้าใกล้มืด....คาน่อนก็จะมาตามเขากลับ....

....ขากลับเขาชอบดูพระอาทิตย์ตกที่ทุ่งกุหลาบของอโฟรดิเต้....แต่ก็ถูกคาน่อนอุ้มขึ้นกลับทุกที....

....พอถึงวิหารก็จะเจออันเดบารันนั่งยิ้มเจื่อนๆอยู่ตรงนั้น....ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับไปเฝ้าวิหารวัวทองต่อไป....

....พรุ่งนี้....

....คาน่อนก็ยังคงตักข้าวเย็นจากจานของตัวเองใส่จานเขา....บอกให้กินชดเชยที่เขาลืมกินข้าวกลางวัน....

....เขาไม่เคยกันไม่ให้คาน่อนเปิดประตูเข้ามาตอนเขาอาบน้ำอยู่ได้เลย....

....สุดท้ายก็ได้แต่ไปนอนเบียดกันบนเตียง....

....คาน่อนกอดเขาแล้วอุ่นที่สุดเลย....

....พรุ่งนี้....

....ทุกอย่างจะเป็นไปดั่งที่มันเคยเป็น....

....เขาอยากจะหลอกตัวเองอย่างนั้น....


      ทุกคนกลับกันหมดแล้ว วิหารคนคู่ถูกทิ้งไว้ในความเงียบงันอีกครั้ง แต่จริงๆมันก็ไม่เงียบนักหรอก เสียงน้ำไหลดังมาจากห้องน้ำ คาน่อนบอกลางๆว่าจะขอไปล้างปาก เพราะมีใบผักหรืออะไรสักอย่างอยู่ในเค้กนั่นแหละ ซาง่าไม่รู้ว่ามันเป็นแค่คำประชดประชันหรือเรื่องจริงกันแน่ แต่ที่เขารู้คือน้องชายทำหน้าเหมือนอยากจะอาเจียนให้ได้อยู่แล้ว


      “ไม่ได้เรื่องเลย....”


      นั่นคือคำวิพากวิจารณ์คำแรกที่คาน่อนเค้นมันออกมาได้หลังจากที่ตักขนมชิ้นแรกเข้าปากไป ทำเอาใบหน้าของคนถามเจื่อนลงไปมากโข ร้อนถึงผู้พี่ต้องมาแก้ต่างแบบน้ำขุ่นคลั่กให้อีก แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรพวกเขามากมาย เพราะเมื่อทุกคนลองกินกันบ้าง....ก็เข้าใจกันน่ะนะ....เห็นมิโร่โวยวายว่ามีเปลือกไข่ในเค้กของเจ้าตัวอีกต่างหาก


      เนื้อขนมยังไม่ฟูดี ออกรสชาติแปลกๆระหว่างหวานเลี่ยนเพราะใส่น้ำตาลมากเกินไป กับขมฝืดคอคล้ายกำลังเคี้ยวถ่าน ครีมที่ควรจะพอใช้ได้เลยถูกรสแย่ๆกลบไปหมด มันยังเหลวเกินไปอีกต่างหากเพราะมีเวลาตีไม่พอจนเหมือนกับว่าเค้กถูกราดด้วยน้ำผึ้งหมดอายุ รวมทั้งหมดแล้ว มันไม่ควรจะถูกเรียกว่าอาหารด้วยซ้ำไป


      แต่....


      เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกอุ่นไปทั้งตัว จนเหมือนกับได้ตายแล้วเกิดใหม่ รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนชุบชีวิตของเขาขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงจะได้ยินและได้เห็นใครหลายๆคนโวยวายจนงานยุ่งเหยิงไปหมด แต่เขากลับสนุกจนจำได้ถึงวีธีที่จะหัวเราะจากข้างในได้อีกครั้ง พร้อมๆกับอีกหลายๆคนที่กำลังหัวร่องอหงาย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขาได้สัมผัสถึง....


      ความสุข....


      ซาง่าเดินตามเก็บจานทุกใบที่ถูกวางทิ้งไว้ เขาไม่ถือเท่าไรที่ต่างคนต่างถือวิสาสะใช้จานชามของวิหารนี้ แต่คาน่อนกลับทำมันเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งๆที่เจ้าตัวก็ไม่ใช่คนล้างเลยแท้ๆ ร่างบางซ้อนจานเป็นตั้งก่อนจะยกมันขึ้นอย่างทุลักทุเล กลัวว่าจะทำมันตกแตกเสียก่อน เขาวางมันลงในห้องครัวแล้วรีบออกมาสำรวจมุมอับสายตาคนในวิหาร และตามคาด มีซากขนมหวานถูกทิ้งไว้ตามจุดต่างๆเพื่อเป็นการทำให้ดูเหมือนกับว่ากินหมดแล้ว ดูเหมือนโกลด์เซนต์ส่วนใหญ่จะพร้อมใจทำกันหมด แต่ไม่ใช่ท่านชิออนแน่ๆล่ะ เพราะซาง่าเห็นกับตาว่าองค์เคียวโกสามารถกลืนมันลงคอไปด้วยใบหน้านิ่งๆได้อย่างน่านับถือยิ่งนัก


      แม้แต่ไอโอรอสที่ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของวันเกิดตลอดงานก็ยังแอบวางจานขนมไว้ที่มุมตู้หนังสือ แน่นอนว่าไม่มีใครโทษชายหนุ่ม แต่ก็อาจจะต้องยกเว้นชูร่าไว้คนหนึ่ง เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะถูกแกล้งให้หึง ตั้งแต่ตอนที่ร่างเพรียวเกิดอาการรำคาญอีกฝ่ายจนขู่ว่าถ้าไม่ยอมอยู่ห่างจะตัดหัวประดับรอยยิ้มกวนประสาทนั่นทิ้งซะ ร่างสูงเลยแกล้งชูร่า....หรือถ้าจะเรียกให้ถูกคือคาน่อนนิดหน่อยด้วยการโน้มตัวมาขโมยจูบที่เนินแก้มใสของเจมินี่เซนต์ แต่ไม่ต้องให้ถึงมือคาน่อนด้วยซ้ำ ทันทีที่ไอโอรอสถอยออกมา สันมือของโกลด์เซนต์ราศีแพะทะเลก็ฟาดเข้าอย่างจังที่กลางศีรษะเต็มไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลไหม้ ส่งผลให้เสียงร้องลั่นของนักรบผู้อาจหาญดังก้องไปทั้งวิหารคนคู่


      ซาง่าได้แต่ยืนกุมแก้มยิ้มแห้งๆอยู่ตรงนั้น ลงท้ายด้วยคาน่อนโอบไหล่เขาไม่ยอมปล่อยตลอดวัน จนจอมเวทย์น้ำแข็งต้องมาออกปากเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแฝดผู้พี่ เห็นคามิวบอกว่ามิโร่ก็ชอบเป็นอย่างนี้ แต่บังเอิญคนที่ถูกพาดพิงถึงเดินผ่านมาได้ยินเข้าพอดี จนป่านนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าตัวเป็นตายร้ายดียังไง หลังจากถูกเซนต์ราศีพิจิกลากออกไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนั้น


      เขาหยิบหนังสือเล่มที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ซึ่งคาดว่ามันเป็นของอควอเรียสเซนต์ เพราะเขาก็จำได้ว่าเห็นร่างผอมบางถือตำราเล่มแบบนี้ไว้ในมือ คงทำตกไว้ตอนไปกับมิโร่ล่ะมั้ง ซาง่าเปิดมันอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เพ่งเท่าไรก็อ่านตัวอักษรได้ไม่ชัดพอ เขาถึงมารู้ตัวเอาเดี๋ยวนั้นว่าท้องฟ้าเริ่มถูกเจือด้วยสีส้มจางๆแล้ว เป็นสัญญาณบอกถึงการมาเยือนอย่างเชื่องช้าของรัตติกาล ที่ย้อมนภาให้เป็นสีอ่อนจาง ก่อนจะปล่อยให้ความมืดเข้าครอบงำทุกสรรพสิ่งไป


....การมาเยือนของราตรี....ที่มอบนิทราให้กับผู้ที่ปรารถนาจะหลับนอน....

....แต่สำหรับเขา....มันกลับเป็นเสมือนการมาของรุ่งอรุณ....


      บรรยากาศหม่นหมองของมันทำให้เขานึกถึงราตรีที่เขาต้องทนอยู่นานปี ก้นบึ้งของจิตใจที่ความมืดนั้นเป็นนิรันด์ สถานที่ที่อาทิตย์ไม่สาดแสง ดินแดนที่เมหันต์สีนิลไม่เคยจบลง


....หากตะวันขึ้นแล้ว....

....อีกไม่นาน....หมอกก็จะจางหายไป....

....ทำให้ความจริงกลับมากระจ่างอีกครั้ง....


      “นานแล้วสินะ”


      น้ำเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำของน้องชายที่เคยชิน แต่มัน....ก็ใช่ว่าจะไม่คุ้นหู....


      “ที่เจ้าไม่ได้เห็นถึงตะวันตกดิน”


      ร่างโปร่งไม่ได้หันไปทางต้นเสียง แก้วตาสีน้ำเงินที่ถูกย้อมด้วยสีส้มจางๆจับจ้องไปยังขอบฟ้า ที่ๆดวงอาทิตย์กลมโตกำลังลับสายตาไปอย่างเชื่องช้า แสงของสุริยันสว่างไสวเป็นครั้งสุดท้ายของวัน แต่งแต้มขอบฟ้าด้วยสีสันที่ทอประกายสวย ประหนึ่งดิ้นทองที่ถูกใช้ในการแบ่งแยกผืนฟ้าออกจากแผ่นดิน


      “ยังตัดใจจากมันไม่ได้อีกหรือ”


      ถาม....ทั้งๆที่รู้ถึงคำตอบ....


      “ของแบบนี้....” มือเรียวยกขึ้นปาดหยาดน้ำที่หางตาอย่างลวกๆ เขาไม่ได้ร้องไห้ เขาก็แค่จ้องแสงตะวันนานเกินไปเท่านั้น “....มันตัดใจลำบากนะ”


      เสียงหัวเราะในลำคอดังมาเบาๆ เรียกให้ซาง่าละสายตาจากภาพตรงหน้าแล้วหันไปสบตากับคู่สนทนาโดยตรง


      “เจ้ายังติดนิสัยชอบอาลัยอาวรเกินเหตุอยู่เรื่อย”


      นัยน์ตาสีชาดส่อแววขบขันดั่งที่เห็นในตอนบ่าย


      เสียงน้ำหยุดไปแล้ว แต่คาน่อนยังไม่ออกมา ในตอนนี้จึงมีแค่เขา


      กับแขกไม่ได้รับเชิญที่ปรากฏตัวผ่านกระจกเงา


      เดิมทีวิหารเจมินี่มีกระจกอยู่เพียงบานเดียว ซึ่งก็อยู่ในห้องน้ำ จนกระทั่งไม่ถึงชั่วโมงก่อน ซาจิทาเรียสเซนต์ใช้วิธีการใดก็สุดจะรู้หอบหิ้วกระจกแบบเต็มตัวมาวางไว้ในห้องรับแขก ด้วยเหตุผลว่าเขาควรจะใส่ใจกับสภาพของตัวเองมากกว่านี้ แม้แต่คาน่อนเองก็เห็นด้วย พลางสบทบด้วยความจริงที่ว่าเวลาเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำนั้น


      ‘พี่น่ะโทรมจนดูไม่ได้เลย’


      มันเป็นคำวิพากวิจารณ์ที่ออกจะเกินจริงอยู่ แต่เจมินี่เซนต์ก็เถียงกลับไม่ได้เต็มปาก จึงเลือกที่จะเงียบไปโดยไม่ทักท้วงเลย ว่ามันคือกระจกกรอบสีดำแบบเรียบๆ ที่เขาจำได้ว่าเขาเห็นมันในตำหนักเคียวโก


      แลดูเหมือนคนตรงหน้าจะอ่านใจเขาออก เจ้าของเรือนผมสีดำจึงชิงออกปากมาก่อน


      “คราวที่แล้วพอข้าออกไปหาเจ้าจริงๆ เจ้าก็คุมสติไม่อยู่เลยนี่ เลยต้องมาทางนี้แทน” นิ้วขาวซีดเริ่มเกี่ยวกับเส้นผมของตัวเองเล่น ม้วนมันไปมาเหมือนเด็กที่ไม่มีอะไรทำ “จะว่าไป เจ้าไม่ชอบกระจกเงาด้วยนี่ มีเพื่อนรักมาให้ของที่เกลียด คงจะพูดไม่ออกเลยล่ะสิ”


      “เจ้าไม่ต้องมาสงสารข้าเลย” ซาง่าโต้กลับโดยไม่มีความอ่อนโยนใดๆในน้ำเสียงดั่งที่เคยเป็น เขากำมือแน่น สะกดความรู้สึกข้างในไม่ให้เอ่อล้นออกมา “เพราะเจ้าไม่ใช่หรือไง ที่ไอโอรอสเอามันมา....ไม่สิ ทุกอย่าง....”


      แววตาที่รักษาความมั่นคงมาตลอดสั่นไหว ราวกับดวงไฟในยามต้องลม


      “ทุกอย่าง....” ร่างบางย้ำคำพูดเดิม พยายามอย่างยิ่งที่จะกดเสียงไม่ให้สั่น


      ไม่....


      เขาจะไม่แสดงความอ่อนแอออกไป....


      “เจ้าเป็นคนควบคุมมันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง....ภาพลวงตา....พวกนี้....”


      รอยยิ้มขัดตาบนดวงหน้าซีดสีไม่ได้จางลงไปเลย


      “ก็ไม่เชิงนะ” ร่างใต้ชุดเครื่องแบบสีเข้มอันแสนจะคุ้นตาตอบ “ข้าแค่ใช้ความทรงจำเก่าๆของเจ้าเป็นพื้นฐาน แล้วก็สร้างวันธรรมดาวันหนึ่งของเจ้าให้ มันเป็นของขวัญวันเกิดที่ข้าอุตส่าห์ให้เชียวนะ”


....ของขวัญที่ถูกใจผู้รับ....

....แต่ก็นำพามาซึ่งความปวดร้าว....เมื่อสิ่งที่ได้รับนั้นแตกหัก....พังทลายลง....


      “แสดงว่าข้า....” น้ำเสียงหวานถูกกดจนไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ “กำลังฝันอยู่....สินะ....”


....เพ้อฝัน....

....ถึงอดีตที่โหยหา....


      “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะยังไงซะ ทุกอย่างก็เกิดขึ้น....” มือเรียวผายออก ชี้ให้เห็นถึงทิวทัศน์ในกระจกเงา “....ในนี้”


      กระจกควรจะสะท้อนภาพของวิหารรอบตัวเขาให้เห็น แต่ภาพตรงหน้านั้นกลับไม่ใช่


      รอยยิ้มเดิมเหยียดออกพลางผายมือให้กว้างขึ้น เรียกความสนใจให้เจมินี่เซนต์หันมองตาม และปฏิกิริยาที่ได้เห็นนั้นก็น่าพอใจไม่น้อย เจ้าของเรือนผมสีดำหันยืนเอียงข้างเพื่อให้ทิวทัศน์ด้านหลังให้ชัดขึ้น เครื่องประดับรอบคอกระทบกันจนเกิดเสียงเมื่อขยับตัว มันคงงามน่าดูหากได้อยู่ใต้แสงให้เปล่งประกาย แต่ในเงามืดเช่นนี้ อัญมณีก็ดูไม่ต่างจากก้อนกรวดหรอกมั้ง


      บรรยากาศเหมือนกับราตรีที่ไร้ดาราเคียงข้างโอบล้อมชายหนุ่มเอาไว้ นี่คือโลกที่ไร้ซึ่งผืนฟ้าและแผ่นดิน ห้วงรัตติกาลอันเป็นนิรันด์ที่ใครบางคนชอบเรียกมันนักหนาว่าเป็นที่จองจำสีทมิฬ ซึ่งก็ไม่ต่างจากความจริงเสียเท่าไรนัก มันเป็นคุกที่ไร้กรงขัง เพราะมันไม่จำเป็น....ไม่เลยสักนิดเดียว....


      ทุกสรรพสิ่งแลคล้ายถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีนิล น่าเสียดายที่ตะวันจะไม่มีวันขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ในโลกที่ไม่มีขอบฟ้าให้มันสาดแสง ดังนั้นจึงไม่มีความอบอุ่นใดมาเยือน ทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็นที่ไม่อาจแม้แต่จะกลั่นเป็นเกล็ดหิมะ แต่อยู่ในรูปของหมอกมายาที่ลอยอย่างอ้อยอิ่ง แลดูไร้น้ำหนัก แต่กลับถ่วงจิตใจให้ตกต่ำลงได้อย่างน่าประทับใจ


      ซาง่าถอยห่างจากกระจกไป ความรู้สึกรู้สมเหมือนจะทิ้งเขาไปหมด เหลือเอาไว้เพียงความหวาดกลัว ที่นับวันก็มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น


....เขาไม่กลัวความมืด....


      “ไม่....”


....แต่เขากลัว....ว่าจะไม่ได้เห็นแสงสว่าง....


      เขาจะไม่กลับไปเป็นนักโทษในความมืด


....อีกแล้ว....


      “เจ้าไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ รู้ดีอยู่แล้วนี่” ด้านมืดของเจมินี่เซนต์ยังคงกล่าวต่อไป ในฐานะของคนที่กุมอำนาจเหนือกว่า “จริงๆแล้ว ที่ๆเจ้ากำลังยืนอยู่ก็คือที่เดียวกับที่ข้ายืนอยู่ ขอแค่ข้าถอนภาพลวงตาที่เจ้าว่าออกไป....
ทุกอย่าง....ก็จะเป็นสีดำเหมือนเดิม”


      “ไม่....” เรี่ยวแรงจะควบคุมตัวเองระเหิดหายไปแล้ว เมื่อเจ้าของเรือนผมสีนิลไม่ได้ว่าเปล่า ภาพของวิหารที่เรียกว่าบ้านเริ่มบิดเบือนและแตกแยก คล้ายภาพวาดบนผ้าใบที่ถูกทึ้งให้ฉีกขาด รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอากาศรอบตัวกำลังกรีดร้อง ไม่ต่างจากเสียงของขวดสีที่แตกร้าว ของเหลวสีดำที่เปรอะเปื้อนไปทั่วผืนผ้าใบ ย้อมทุกอย่างที่ถูกบรรจงวาดเอาไว้ด้วยสีนิล


      “อย่า....ได้โปรด....”


....ได้โปรดเถิด....ได้โปรดเถิด....

....เขาไม่อยากจะตื่น....


      สิ้นเสียง ทุกอย่างก็กลับมาเป็นดั่งเดิม เสียงนั้นหยุดไปแล้ว เสาวิหารกลับมาตั้งตรง หาได้บิดเบี้ยวอย่างที่เพิ่งเห็น เพดานวิหารกลับมาคุ้มหัว หาได้ฉีกขาดเหมือนกระดาษเปียกน้ำ พื้นกระเบื้องกลับมาอยู่ใต้เท้า หาได้แตกหักจนเห็นถึงสีดำของความว่างเปล่าที่ตนตื่นกลัว


      “ข้าก็เตือนเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง” ซาง่าหันกลับไปหาอีกฝ่ายก่อนจะเกร็งไปทั้งตัว ดวงตาสีแดงฉานหรี่ลงอย่างอันตราย บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เล่นสนุกอีกต่อไปแล้ว “แล้วข้าก็ไม่ได้ใจดีถึงขนาดจะปล่อยให้เจ้าฝันหวานต่อไปเรื่อยๆหรอกนะ—”


      แอ๊ด....


      เสียงลั่นของไม้ดังเข้ามาขั้นกลางบทเสวนาของสองชายหนุ่ม ซึ่งก็แสดงว่าประตูสักบานถูกเปิดออก และก็มีเพียงบุคคลอีกคนเดียวที่อยู่ในวิหารคนคู่


      “..คา..น่อน....”


      น้ำเสียงแห้งแล้งร้องหาที่พึ่งสุดท้าย ที่ไม่แม้แต่จะมีตัวตนอยู่จริงด้วยซ้ำไป


      จริงสิ....


      คาน่อน....ก็เป็นภาพลวงตาเหมือนกัน....



      ความจริงนั้นบีบหัวใจเขาจนอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แต่ซาง่าไม่มีแม้แต่แรงจะเค้นเสียง สิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาจึงทีเพียงเสียงที่อยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างครวญครางกับร่ำไห้ มือเรียวเลื่อนไปยังตำแหน่งที่อะไรบางอย่างกำลังเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ เขาจิกเล็บลงไปบนแผ่นอกซ้ายของตัวเองอย่างลืมตัว ราวกับว่าถ้าเขาจิกจนแรงพอ เขาจะลืมความเจ็บปวดข้างในไปได้


....เจ็บ....เจ็บ....เจ็บ....เจ็บ....


      อย่างไรเสีย มันก็เป็นความผิดของเขาใช่มั้ย ที่ขังน้องชายให้รอความตายในคุกที่หนาวเหน็บ นี่เขาสิ้นหวังขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ที่ต้องพึ่งหวังความฝันให้พาคนที่รักกลับมา ความฝันที่รู้ทั้งรู้ว่าจะเจ็บเจียนตายเมื่อถึงเวลาตื่นขึ้นมา แต่ก็ยังตัดใจที่จะหวังไม่ได้ เพียงเพราะความจริงไม่มีทางหอมหวานเท่าห้วงฝัน เพียงเพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เห็นหน้าคนสำคัญ เพียงเพราะมัน....เป็นที่แห่งเดียวที่จะได้อยู่ด้วยกันดั่งวันวาน....


....ได้โปรด....ทำให้มันหยุดที....


      จิตมารของเจมินี่เซนต์มองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจพลางส่ายหัว เขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าซาง่าเป็นคนยึดติดกับอดีต หลายครั้งหลายคราที่เขาใช้ความอ่อนแอนี้กัดกินดวงจิตของอีกฝ่ายให้ผุพัง จนเขาหลงนึกว่าร่างบางเคยชินกับความเจ็บปวดแบบเดิมๆแล้วเสียอีก


      เอาเถอะ....


      เห็นชัดๆเลยว่าเขาคิดผิด


      ยังไงซะ....นี่ก็วันเกิดของเจ้า


      ตามใจให้สักครั้งจะเป็นอะไรไป....



      “ก็ได้....ข้าต่อเวลาให้เจ้า” ไม่ใช่แค่ซาง่าที่ตกใจ แม้แต่ตัวคนพูดก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตนพูดมันออกไปจริงๆ “แต่อย่าเพิ่งนึกดีใจไปนักล่ะ เพราะข้าให้อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จะบอกลาอะไรก็บอกกันไป”


      นี่ข้าติดนิสัยใจอ่อนมาจากเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน....?


      ซาง่าเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง มือข้างที่จิกเข้าไปถึงเนื้อผ่อนแรงลงก่อนจะตกลงมาข้างตัว


      ....ครึ่งชั่วโมง....


      ....มันช่างเป็นช่างเวลาที่สั้นเหลือเกิน....


      ....แต่....


      “ขอบคุณนะ....

      ขอบคุณ....ขอบคุณจริงๆ....”


      ร่างบางแทบจะพูดทั้งน้ำตา


      ....มันก็ยังดี....กว่าไม่มีอะไรเลย....


      “หึ...” อีกฝ่ายใช้ดวงเนตรสีเลือดกวาดมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เงาในกระจกจะเลือนลางไปเรื่อยๆ เสมือนม่านหมอกที่จางหาย ทิ้งไว้เพียงถ้อยคำที่ถูกส่งต่อ


      “เจ้านี่มันโง่จริงๆ”


....โง่ที่หลงใหลในมายา....ทั้งๆที่รู้ตัวอยู่แล้ว....

....โง่ที่รู้ถึงความจริงแล้ว....ก็ยังตัดใจจากภาพฝันไปไม่ได้....


      จนในที่สุด กระจกเงาบานเดิมก็สะท้อนให้เห็นแต่ภาพของวิหารและตัวเขา ซาง่าถึงจะสูดหายใจลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ของตนลง ถึงมันจะไม่ได้ผลเท่าไรก็เถอะ ร่างโปร่งเอนตัวพิงกับเสาวิหารที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อนจะซบใบหน้าลงกับฝ่ามือ ทั้งๆที่เรื่องให้คิดก็มีอยู่เต็มไปหมด แต่ในหัวกลับขาวโพลนและว่างเปล่า เขาไม่รู้แล้วว่าเขาอยากจะทำอะไร....เขาควรจะทำอะไร....เขาต้องทำอะไร....


      “ซาง่า...?”


      เขาเงยหน้าขึ้นตามคำเรียก มันใช้เวลาหลายวินาทีกว่าเขาจะรู้ตัวว่าฝาแฝดผู้น้องกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา คาน่อนใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าอย่างลวกๆพลางเดินเข้ามาหา ร่างสูงเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะออกปากถาม “ท่านเป็นอะไรรึเปล่าน่ะ?”


      ชายหนุ่มอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา เขารีบหาเสียงตัวเองให้เจอ ก่อนจะตอบกลับด้วยอาการเหมือนคนเพิ่งหัดพูด


      “ป..เปล่า....ข้าไม่ได้...ไม่...ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย” ร่างบางเริ่มเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก ผลที่ได้คือการพูดซ้ำอย่างตะกุกตะกัก คาน่อนจึงเอาน้ำเสียงเป็นคำตอบแทนคำพูด


      “ท่านเป็น” เจ้าของเรือนผมสีน้ำทะเลไม่ฟังคำแก้ตัวของพี่ชายเลย “ท่านทำตัวเหมือนถูกดูดวิญญาณไปแบบนี้แล้วยังจะมาพูดว่าไม่เป็นไรอีก”


      เมื่อหาคำแก้ต่างไม่ได้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่จึงมีเพียงเหตุผล “ข้า....ข้าแค่มีเรื่อง” เจมินี่เซนต์กลืนน้ำลายลงคอเพื่อให้พูดออกมาง่ายขึ้น “มีเรื่องให้คิดมากน่ะ....”


      คาน่อนพยายามไม่มุ่ยหน้า เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำตัวเลื่อนลอยกว่าเก่า


      “อยากพูดถึงมันมั้ย”


      ซาง่าหันหน้าไปยังแผ่นฟ้าไร้เมฆดำสนิท เสมือนหยดหมึกสีเข้มบนกระดาษแผ่นบาง แต่งแต้มด้วยดารานับร้อยนับพัน แซงค์ทัวรี่แลดูจะหลับใหลไปพร้อมกับราตรี สายลมเย็นพัดเข้าปะทะใบหน้า เรียกเอาเส้นผมสีเข้มลู่ไป เสียงลมพัดเอาใบไม้ที่ตายจนแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเป็นเสียงเดียวที่ยังยืนหยัดคงอยู่ท่ามกลางรัตติกาลไร้เสียง ด้านหลัง บรรยากาศที่ได้จึงเงียบเหงาผิดกับเวลากลางวันอย่างยิ่ง


      ฟ้ามืดแล้ว....งั้นเหรอ....


      น่าเสียดายจัง....



      “คาน่อน”


      เขาอ้าแขนพลางส่งยิ้มจางๆให้ ทั้งๆที่ไม่มีอารมณ์จะยิ้มเลยสักนิดเดียว เขาเศร้า เขาเหงา ความรู้สึกทุกอย่างมันโถมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่อยู่


....รู้สึกไม่มั่นคง....

....จนยอมที่จะเหนี่ยวรั้งซึ่งทุกสิ่ง....


      แทนที่จะให้คำตอบ เขากลับเลือกที่จะให้คำถามกับน้องชาย


....เขาปรารถนา....

....ถึงสัมผัส....ที่ยังคงอุ่น....


      สัมผัสที่ยังอุ่น ไม่ใช่ผิวกายเย็นเชียบดังเช่นในแหลมสุนิออน


      สัมผัสที่ยังอุ่น ไม่ใช่ความหนาวเหน็บดังเช่นที่ต้องเผชิญมาในหุบเหวลึกใต้จิตใจของตน


      สัมผัสที่อุ่นด้วยแสงจากตะวัน....สัมผัสที่ยังคงอุ่นด้วยชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกาย....ความอุ่นที่ไม่ได้มาจากหยาดโลหิตที่สาดกระเซ็น....หรือคราบน้ำตาที่มักไหลอาบนองหน้าอยู่เสมอ....


      นั่นเป็นครั้งสุดท้าย....ที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ตก.... รึเปล่านะ....


      “กอดข้าหน่อย....ได้มั้ย?”


      เขาแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่ได้ถามอะไร แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมันมากนัก นัยน์ตาคู่หวานปรือลงอย่างเชื่องช้า พยายามซึมซับทุกอย่างในสายตาเอาไว้ให้มากที่สุด ก่อนจะปิดมันลงเมื่อรู้สึกได้ถึงอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดเขาเอาไว้  ปิดทุกประสาทสัมผัสลง เพราะมันไม่จำเป็น มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่เขาต้องการ


      หนึ่งคือไออุ่นของคนตรงหน้า


      สองคือเสียงของหัวใจที่กำลังเต้น


      เสียงของหัวใจ....ตัวแทนแห่งความรู้สึกที่โหยหา....มันดังและเป็นจังหวะ....บ่งบอกถึงชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ข้างใน....ทั้งของเขา....และโดยเฉพาะของน้องชาย....


      ในเงามืด....


      สองพี่น้องกำลังโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้....


      ในเงามืด....


      สองชีวิตกำลังเหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกันไว้....


      ในเงามืด....


      สองหัวใจกำลังเรียกร้องหากันและกัน....


      ....เสียงกู้ร้องแห่งความเงียบ....ที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น....


      ....ที่สดับฟัง....


....ความฝัน....ไม่มีวันแปรผันเป็นความจริง....

....เช่นเดียวกับที่ความจริง....ไม่มีวันแปรผันเป็นความฝัน....

....เขาอยากจะหลอกตัวเอง....

....ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยน....

....ว่ามันจะเป็นไปได้....ที่จะจมอยู่ในห้วงนิทราคู่กับนิรันดร์กาล....

....แต่มันก็แค่....เป็นไปไม่ได้....

....เพราะความจริง....ก็ไม่ต่างจากเงาสะท้อน....

....มันไม่โกหก....



....เขาหลอกตัวเอง....ไม่ได้แล้ว....

....สินะ....


*******************************

ค่ะ....บอกมาเลยค่ะว่ามันเผา TwT
ได้กลิ่นไหม้ตอนอ่านอยู่ก็บอกมาเห้อ เหอะๆๆๆ

มันจบแล้ว จบจริงๆ ไม่มีตอนต่อแล้ว --ดึงประทัดสายรุ้ง เย้--
เกือบนึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว

เผื่อไม่เข้าใจ สรุปแล้วโลกที่ซาง่าเห็น ก็คือโลกในจิตใจที่เจ้าตัวกลัวมาตลอดนั่นแหละค่ะ
แค่ตอนนี้ง่ามืดเค้าเอาความทรงจำเก่าๆของง่ามาเป็นต้นแบบ แล้วสร้างภาพลวงเป็นวันธรรมดาวันนึงของง่าเค้า
ง่ามืดเค้าไม่ได้คอยควบคุมว่าใครทำอะไรนะ ทุกอย่างมันไปเอง เหมือนกับเกมที่พอเซทบุคลิคคาแรกเตอร์กับสถานที่แล้วเนื้อเรื่องก็จะไปเองเลย อะไรทำนองนั้น

เอาเข้าจริงๆ จุดประสงค์ของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าง่าได้เจอน่อนอีกครั้งหลังจากนึกว่าจะไม่ได้เจออีกแล้วนะคะ
คือเราก็อยากจะรู้น่ะ ว่าถ้าง่าที่วันๆก็ได้แต่อยู่ในความมืด มาได้โอกาสใช้ชีวิตประจำวันอย่างที่เคยทำ จะเป็นยังไง
ก็เลยเอามันมาเป็นพล็อตซะเลย

สุดท้าย ก็ขอบคุณคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนมากนะค่า ฟิคยาวเรื่องแรกเรื่องนี้มันเป็นยังไง จะชมจะด่า ว่ามาเลยค่ะ

ปล. หลังจากกอดกันแล้ว น่อนง่าเค้าทำอะไรกัน จิ้นกันเอาเองเหอะ (มันตัดจบมั้ยเนี่ย)

บันทึกการเข้า

mummy
Power User
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
*

Photobucket 701
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
13, กันยายน 2013, 11:15:37 PM

Scorpio

กระทู้: 865
หมายเลขสมาชิก: 2212

วันที่สมัครสมาชิก: ส.ค., 2008


กระทู้: 865
177.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ mummy
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 23 : Exp 87%
HP: 0%

แม่ยกป่องไห

OS:
Windows Vista/Server 2008 Windows Vista/Server 2008
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
ดูรายการสินค้า      
| |
« ตอบ #31 เมื่อ: 24, พฤษภาคม 2010, 04:24:54 PM »

อ่านจบแล้วจ้า XD

ส่วนตัวพี่ไม่คิดว่า ตอนนี้เผาหรอกนะ พี่คิดว่าอ่านแล้วมันก็ได้อารมณ์ดีออก
แต่น้องจบเหมือนมันจะยังมีต่อได้ยังไงก็ไม่รู้ TwT/

เอาจริงๆ นะ ถึงตอนนี้พี่ก็ยังยืนยันคำเดิมคือ พี่คิดว่าถ้าเกิดน้องมาเขียนฟิคคู่ที่พี่ชอบ พี่คงกรี๊ดไปหลายตลบเลยทีเดียว
พี่ค่อนข้างชอบการเขียนของน้องนะ
เอาเป็นว่า พี่ไม่ตื้อเรื่องง่าเมะแล้วละ แต่ว่างๆ มาเขียนฟิคคาลเดหรือมี่มิวให้พี่หน่อยสิ *v* (โคตรอยากอ่านอะ)
สรุปได้ว่า ทั้งเนื้อหาแล้วก็สำนวนที่น้องเขียน พี่ชอบหมดจ้า ไม่ขอติอะไรนอกจากฉากจบที่เหมือนจะต่อได้เนี่ยแหละ =w='

บันทึกการเข้า
*~Ari3Y~*
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Apprentice Saint
*

Photobucket 34
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
13, ธันวาคม 2013, 08:10:04 AM

Aries

กระทู้: 29
หมายเลขสมาชิก: 7597

วันที่สมัครสมาชิก: มี.ค., 2010


กระทู้: 29
12.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ *~Ari3Y~*
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 4 : Exp 36%
HP: 0%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
Firefox 3.5.1 Firefox 3.5.1


ดูรายละเอียด อีเมล์
| |
« ตอบ #32 เมื่อ: 24, พฤษภาคม 2010, 07:45:26 PM »

เศร้าอ่า
แต่ก็ชอบ อ่านแล้วหลุดไปกับเนื้อเรื่องสุดๆ
อ่านเองเจ็บเอง ฮือๆๆๆๆ

บันทึกการเข้า

ข้ารอ...รอเวลาที่จะได้พบเจ้าอีกครั้ง หลายร้อยปีที่ผ่าน ข้าอยากพบเจ้าเหลือเกิน....เจ้าจะโกรธข้าไหมที่ข้าจากมา....

.......................ชิออน.......................

นักตั้งแต่เจ้าจากไปไกล ไม่คิดที่จะกลับมาพบข้าสักหน่อยหรือ....ข้าอยากพบเจ้า...ในเมื่อเจ้าไม่มาเช่นนั้นข้าจะไปพบเจ้าเอง......

.......................โดโก........................
dreambox0pj
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Apprentice Saint
*

Photobucket 6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
28, พฤษภาคม 2011, 02:15:22 PM

กระทู้: 1
หมายเลขสมาชิก: 10460

วันที่สมัครสมาชิก: เม.ย., 2011


กระทู้: 1
6.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ dreambox0pj
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 1 : Exp 20%
HP: 0%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
| |
« ตอบ #33 เมื่อ: 29, เมษายน 2011, 04:48:47 PM »

ยาวมากมาย 

บันทึกการเข้า

จำหน่ายกล่องในฝันdreamboxราคากันเอง
ReBeL
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 128
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
05, ตุลาคม 2011, 02:42:46 PM

Gemini

กระทู้: 70
หมายเลขสมาชิก: 9449

วันที่สมัครสมาชิก: ต.ค., 2010


กระทู้: 70
128.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ ReBeL
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 6 : Exp 75%
HP: 0%

OS:
Windows XP Windows XP
Browser:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
| |
« ตอบ #34 เมื่อ: 01, พฤษภาคม 2011, 12:34:16 AM »

พึ่งเคยเห็นฟิคนี่นะเนี่ย....

นี่ฉันพลาดไปได้ยังงายยยยยT^T~

ซึ้งมากค่า ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ>M<


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Top 10 Best Sellers in Clothing for 2017 Top 10 Best Sellers in Clothing Best Sellers in Clothing
Top 10 Best Sellers in Books reviewer 2017 Top 10 Best Sellers in Books Best Sellers in Books
Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Reviewer 2017 Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Best Sellers In Grocery