น้ำใจคนไทย ณ ทางรถไฟสายมรณะ

(1/1)

Prehistoric Girl:

วันนี้นำบทความดีๆมาให้อ่านกันค่ะ ^^

=====================================================


ช่วงนี้อะไรๆก็เครียด เลยหาอะไรประโลมใจมาให้อ่านกันค่ะ


เรื่องทั้งหมดเรานำมาจากหนังสือ รักอมตะนิรันดร์  from here to eternity จากทางรถไฟสายมรณะ ของคุณสังคีต จันทนโพธิ สำนักพิมพ์พระพิฆเนศ ค่ะ 

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกจากเรื่องจริงที่คุณสังคีต ได้รับมาจากอดีตเชลยศึกชาวอังกฤษซึ่งถูกส่งมาสร้างทางรถไฟสายมรณะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จังหวัดกาญจนบุรีค่ะ(ภายหลังมีภรรยาเป็นชาวไทยด้วยค่ะ)  มีเรื่องราวตั้งแต่การเดินทางมายังประเทศไทย  โดยเฉพาะสภาพชีวิตของเชลยศึกที่เราๆทราบกันดีว่ามีความเป็นอยู่ที่เลวร้ายมาก    Moa อ่านแล้วก็สลดใจค่ะ สงครามช่างโหดร้าย และที่สำคัญทำไมคิคุโหดร้ายยังงี้ห๊า!!   แต่ในความโหดร้ายนั้นก็ยังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นค่ะ เมื่อดินแดนที่เขาได้เข้ามาคือ”ประเทศไทย” ดินแดนแห่งรอยยิ้มและน้ำใจของเรา (โอวววว)   มีบางตอนที่อ่านแล้วประทับใจเลยอยากนำมาให้เพื่อนๆได้อ่านบ้างค่ะ  ตรงไหนเขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่องต้องขออภัยด้วยนะคะ ไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้(ผีบอร์ดนี่ฝ่า)

                 
เล่มนี้แหละ


*ส่วนที่เป็นตัวหนาๆนั้นคือข้อความที่เราคัดลอกจากหนังสือโดยตรงนะคะ เพราะอยากให้ได้อารมณ์ความรู้สึกจากผู้ที่บันทึกจริงๆ
  ฝอยยาวแล้ว เข้าเรื่องสักทีดีกว่าเนอะ


เมื่อเหล่าเชลยศึกถูกจับที่สิงคโปร์และถูกส่งมาสร้างทางรถไฟที่ประเทศไทยเขาก็มากันทางรถไฟค่ะ ไม่ใช่รถไฟแบบที่เรานั่งกันนะคะ นั่งอัดกันมาในรถไฟแบบที่เขาใช้ขนถ่านกันน่ะค่ะ พอจะนึกออกไหม คล้ายๆกล่องติดล้อแล้วผูกเชือกเรียงต่อๆกันเป็นแถวน่ะค่ะ ระหว่างทางในประเทศไทย พวกเขาก็ได้พบกับน้ำใจเล็กๆน้อยๆของคนไทยค่ะ

“มีกลุ่มคนไทยมายืนดูพวกเราบนขบวนที่วิ่งแข่งพายุ บางคนโยนผลไม้ขึ้นมา และเมื่อหวีกล้วยโปะลงไปที่ใบหน้าก็ทำให้เจ็บแสบได้มากเหมือนกัน
 พวกเราไม่โกรธเคืองคนไทย เพราะเขาหวังดี”

(ตรงนี้อ่านแล้วแอบขำ ทำไงได้ล่ะเน้อ อยากจะแบ่งอาหารให้ก็อยาก แต่รถไฟมันไม่ยอมหยุดให้  มีแต่วิธีนี้เท่านั้น เฟี้ยวววววว   ป้าบ!!! แม่นซะด้วยสิ )


เมื่อมาถึงค่ายแล้วเหล่าเชลยศึกก็ต้องถูกใช้งานอย่างหนัก หนักมากๆ  ใช้แรงงานหนักมากทั้งวันทั้งคืน แต่ของกินยิ่งกว่าแมวดม คนผอมเป็นกระดูกเดินได้ อากาศก็ร้อนชื้นไม่คุ้นชิน เกิดติดโรคกับได้แผลขึ้นมานับว่าโชคร้ายเหลือแสน เชลยศึกคนไหนก็ต้องลุยงานหนักเหมือนกัน เว้นแต่จะใกล้ตายนั่นแหละถึงจะได้พัก  ถึงจะเป็นคนป่วยแต่อาหารดีๆกับยารักษาโรคนี่แทบไม่ต้องพูดถึง หายากมากๆ  กระนั้นก็ยังมีคนไทยใจดีคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ด้วยค่ะ  คุณคนนี้ชื่อ คุณบุญผ่อง สิริเวชพันธ์ ซึ่งก่อนและหลังสงครามเขาเป็นผู้รับสัมปทานส่งยาและอาหารเข้าไปในค่ายค่ะ

“ช่วงระหว่างโรคภัยไข้เจ็บนี้ในฤดูฝนชุกนี้ทุกคนควบคุมสภาพจิตไว้ได้อย่างไร เราไม่ถึงกับบ้าคลั่ง ถึงกระนั้นเราก็ยังยิ้มและหัวร่อได้ ชั้นแรก “บุญผ่อง”คนไทยผู้รับสิ่งของให้ร้านอาหารซึ่งเป็นเพื่อนแท้เพื่อนตาย และไว้วางใจต่อทหารบริติชที่ดีที่สุดที่เราเคยมี เพื่อนเอาเสบียงอาหารมาส่งโดยเรือบรรทุก ลากจูงด้วยเรือเครื่องยนต์สูบเดียวที่เวลาเครื่องติดควันจะลอยจากปล่องเป็นวงกลม  มาถึงค่ายเราและขึ้นเหนือเลยไปอีก

บางครั้งก็มียาที่เขาให้เปล่าๆ ราคาสิ่งของของเขาต่ำสุด ถูกที่สุด การเดินทางนั้นน่ากลัวเพราะเสี่ยงอันตราย ไม่ใช่แต่อาหารแต่มีข่าวด้วย
ครั้นพวกเชลยผอมโซด้วยอาหารและไม่มีเงินเขาก็ให้กู้โดยมีสิ่งของ เช่น นาฬิกาข้อมือ แหวน หรือซองบุหรี่เป็นประกัน เขายังบอกว่าถ้าเสียดายก็ให้บอกเขา จะเก็บไว้ให้จนกว่าเราจะได้รับอิสระ  แต่พวกเราก็ไม่ค่อยเชื่อใจเขานัก กาลเวลาพิสูจน์เขา บุญผ่องมีสัจจะตามคำพูด เขาคืนสิ่งของให้กับทุกคนที่มาไถ่ ”


และเพราะอย่างนี้เองค่ะเชลยสร้างทางรถไฟจึงได้มีเงินมาซื้ออาหารดีๆให้ตัวเองบ้าง เป็นคนดีและซื่อสัตย์จริงๆเลย  และเมื่อสงครามยุติลง เชลยศึกที่รอดชีวิตก็ได้กลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของเขาค่ะ  แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดแต่น้ำใจของคนบ้านเรายังคงติดตรึงอยู่ในใจพวกเขาเสมอมา

จนวันหนึ่งอดีตเชลยศึกกว่า40คนได้กลับมายังประเทศไทย และออกตามหา ”เจิม” แม่ค้าวัยกลางคน เป็นโสด และเป็นที่รักของเชลยอีกหลายสิบคน!!  อ่า..บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวแบบทำไงดีมีหนุ่มมารุมรักแต่อย่างใดนะคะ 

แม้จะอยากพบแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะที่จะตามหาคนๆนี้ได้เจอ ก็เพราะสิ่งที่พอจะรู้อย่างเดียวก็คือชื่อกับเบาะแสที่เป็นรูปถ่ายรวมๆ มองไม่ชัด ทุกคนก็ใส่งอบเหมือนๆกันหมด แถมยังเป็นภาพขาวดำอีก  ผู้ประสานงานชาวไทยช่วยถามใครๆก็ไม่รู้จัก  ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้  -_-“  ทำไงดีล่ะ

ถามไปถามมาจนเกือบจะสิ้นหวังแล้ว คนขับสามล้อชื่อลุงป้อมที่นั่งอยู่แถวๆก็นั้นได้ยินเข้าก็บอกว่าอาจจะเป็นคุณยายคนหนึ่งที่อยู่แถวๆเขื่อนเขาแหลม  (บังเอิญสุดๆ) เอาละทีนี้ เป็นไงเป็นกัน ทุกคนตกลงจ้างสามล้อซิ่งตรงไปยังจุดหมายทันที  และนี่คือเหตุการณ์ต่อจากนั้นค่ะ


    อีกประมาณ 50 กว่าเมตรก็เห็นกระต๊อบหลังหนึ่งปลูกอยู่ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และต้นมะพร้าว บนแคร่หน้าบ้านมีหญิงชรานั่งซาวข้าวเตรียมหุงข้าวสำหรับมื้อเย็นและสุนัขอีก  2 ตัว
เสียงสุนัขที่เลี้ยงไว้วิ่งออกมาเห่าเกรียวเพราะเห็นมีคนมามากมายเหลือเกิน ซึ่งโดยเฉพาะจะคุ้นกับคนที่ผ่านไปผ่านมา แต่คราวนี้เป็นฝรั่ง มีคนไทยเดินนำหน้ามา 3 คน สร้างความประหลาดใจให้แก่หญิงชราที่อยู่บ้านคนเดียวกลางสวนยิ่งนัก เมื่อขบวนผู้คน 40-50 คนแห่กันมาเช่นนี้ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ทุกคนหยุดที่กลางบ้าน น้าป้อมสามล้อพร้อมผู้ประสานงาน เดินขึ้นมานังบนแคร่ซึ่งหญิงเจ้าของบ้านอยู่ในสภาพตะลึงงัน มือค้างคาข้าวสารในหม้อที่กำลังซาวน้ำอยู่

   “คุณยายครับ ขอโทษ คุณยายชื่อเจิมใช่ไหม” ผู้ประสานงานสอบถาม    “ใช่ค่ะ”  หญิงชราตอบ

   “ตอนสงครามคุณยายเจิมเคยไปขายข้าวแกง ขนม ผลไม้ ใช่ไหมครับ”

   “ใช่ แต่แม่ค้าในตอนนั้นมีถึง 200 ราย ยายไปทำอะไรผิดรึ”

“เปล่า คุณยายเจิมไม่ผิดอะไรหรอกครับ พวกฝรั่งเหล่านี้เคยได้กินอาหาร ข้าว ผลไม้ ขนมกล้วยบวดชี แล้วคุณยายได้ทุนมาจากไหน ”

“ค่ะ ฉันไปขายทุกวัน ขาดทุนกำไรฉันไม่เคยคิด เงินทุนนั้นพวกในตลาดเขาเห็นฉันไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ เขารู้ว่าฉันชอบทำทาน เขาได้เห็นพวกเชลยต้องทำงานกันกลางแดด อากาศร้อน เขาเวทนา แต่การช่วยเชลยพวกญี่ปุ่นก็จะโกรธและมาทำร้าย พวกตลาดเมืองกาญจนบุรีจึงเรี่ยไรเงินช่วยให้ฉันไปให้ทานแก่พวกเขา ก็แล้วฝรั่งพวกนี้เป็นใคร มาจากไหน?”ยายเจิมถามบ้าง

“ครับคุณยาย ฝรั่งพวกนี้คือพวกที่มากินอาหารข้าวแกงที่คุณยายขายและไม่เอาเงินแก่คนที่บอก ’ผมไม่มีเงิน’  แล้วคุณยายก็พูดว่า หิวก็กินเข้าไปลูก ลูกกินให้อิ่ม สตางค์ไม่มีก็กินได้ เอากินเลย ลูกแม่”

ได้คำตอบที่แน่ชัด ผู้ประสานงานก็หันไปส่งสัญญาณ ชูสองนิ้วตัววี

จากนาทีที่เงียบสงัด กลายเป็นเสียงร้อง ฮูเร่! ฮูเร่! เหมือนไชโย ทุกคนเดินจ้ำพรวดๆมาถึง แล้วภาพที่ไม่คาดคิดและไม่นึกไม่ฝันก็เกิดขึ้น
หลายคนร้องไห้ น้ำตาลูกผู้ชายชาติทหารกับน้ำใจจากคนไทยแก่ๆและชาวบ้านร้านตลาดทั่วเมืองกาญจนบุรีมีต่อเชลยยามตกยาก ไม่มีใครลืม 
ทุกคนเข้ากอดจูบยายเจิมอย่างไม่มีใครรังเกียจ หลายคนจูบหลังเท้าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันกราบพร้อมๆกับกล่าวว่า “แม่”

“ลูกทุกคนรักแม่เจิม เสียใจที่เห็นแม่ยากจน แต่นี้ไปแม่จะไม่จนอีกแล้ว คุณแม่เจิม” แทบทุกคนมีน้ำตาคลอเบ้า...





น่าซาบซึ้งและปลื้มใจมากเลยเนอะสำหรับน้ำใจของคนไทยเรา Moa อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก แล้วน้ำตาร่วงเลย โดยเฉพาะบทสุดท้ายรู้สึกได้เลยว่าคนไทยเรามีน้ำใจให้กันเสมอ ตอนหลังได้อ่านหนังสืออีกเล่มของท่าน ว.วชิรเมธีท่านก็เขียนถึงเรื่องนี้ ท่านบอกว่าฝรั่งอดีตเชลยศึกหลายคนกลับไปได้ดิบได้ดีที่ประเทศตัวเอง เป็นท่านเซอร์บ้างอะไรบ้างก็กลับมาประเทศไทย เอาข้าวสารมาให้ เอาอาหารมาตอบแทน บ้างก็รับลูกหลานชาวไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ จบปริญญาเอกกันมาก็หลายคน  นี่แหละค่ะผลของความมีน้ำใจ

 แม้ปัจจุบันจะมีอะไรน่าเศร้าใจมากมายก็ตาม ยังไงก็ขอให้คนไทยยังคงมีน้ำใจให้แก่กันตลอดไปละ่ค่ะ  ใครว่าเมืองไทยดีทุกอย่างยกเว้นคนไทยเราว่าไม่จริงอะค่ะ บ้านเมืองสวยแต่คนใจร้ายใจดำก็ไม่มีใครอยากมาเที่ยวหรอกเนอะ เมืองไทยจะน่าอยู่ก็เพราะคนไทยนี่แหละ.. 

 ขอบคุณที่ช่วยอ่านค่า

======================================================

Credit : http://yasuragi.in-goo.net/t2779-topic

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ