STF Forum
22, เมษายน 2021, 05:38:10 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน Shop เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ห้องรวมฟิคเล็กๆของแพลำน้อยๆ [El Cid x Manigold] update 15-6-15  (อ่าน 1693 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
CardLaguz
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 486
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
15, มกราคม 2021, 07:30:17 PM

Sagittarius

กระทู้: 222
หมายเลขสมาชิก: 9128

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2010


กระทู้: 222
511.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ CardLaguz
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 12 : Exp 5%
HP: 0.1%

เอลซิด เอลซิด เอลซิด... ข้ารักท่านนะเอลซิด!!

OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
Firefox 38.0 Firefox 38.0

cardio_san@hotmail.com
ดูรายละเอียด
| |
« เมื่อ: 06, มิถุนายน 2015, 11:31:53 PM »

เหมือนไม่ได้กลับมาที่นี่นานมาก....สวัสดีค่ะ คาร์เองค่ะ ไม่ได้แวะมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว และไม่รู้ว่ายังเหลือใครอยู่บ้าง
แต่ขอทิ้งฟิคคู่แปลกๆที่เราอวยออกนอกหน้าไว้ในนี้ด้วยนะคะ

"From the past" part 1

Pairing: El Cid x Manigold

   ผมสีน้ำเงินฟูนุ่มนั่นตรึงลงกลางใจของเด็กหนุ่มเมื่อแรกพบ

   เส้นผมสีราวกับทะเลยามราตรีปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา เอลซิดเผลอจ้องมองจนลืมหายใจไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเห็นใครมีผมสวยแบบนี้มาก่อนนับตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในแซงค์ทัวรี่ คนที่อยู่เบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุใกล้เคียงกัน สวมชุดของเซนต์ฝึกหัดเหมือนกันกำลังก้มๆเงยๆอยู่ในพุ่มไม้ราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง

   “นั่นเจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ” เอลซิดตัดสินใจถามออกไป แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกดึงร่างลงไปอยู่ใต้พุ่มไม้ด้วยกัน

   “ชู่... เงียบก่อน ถ้าเจ้าพวกนั้นรู้ว่าข้าซ่อนอยู่ตรงนี้มีหวังโดนสวดยับแน่” เด็กหนุ่มคนนั้นจุ๊ปากด้วยใบหน้าแตกตื่น

   ซ่อน?

   เจ้าพวกนั้น?

   คนๆนี้กำลังพูดถึงอะไรอยู่ ในแซงค์ทัวรี่แห่งนี้มีอะไรที่ต้องหนีด้วยงั้นรึ?


   “มานิกอลด์! ไอ้เด็กบ้านี่หนีการฝึกอีกแล้วนะ ออกมาเดี๋ยวนี้!!” นายทหารคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาจากอีกด้านหนึ่ง ที่ตาซ้ายของเขามีรอยสีม่วงขนาดเท่าเหรียญปรากฏอยู่

   “ถ้าเจอตัวล่ะน่าดู!!” หอกของทหารคนนั้นแทงลงมาห่างจากจุดที่ทั้งสองซ่อนอยู่ไม่ถึงคืบ ทำเอาเจ้าตัวแสบสะดุ้งสุดตัว

   หลังจากนายทหารจากไปเด็กหนุ่มปริศนาก็ค่อยๆโผล่ร่างครึ่งบนออกมาจากพุ่มไม้ด้วยใบหน้าโล่งอกและรอยยิ้มยียวน จากเหตุการณ์เมื่อครู่เอลซิดก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าเจ้าของผมสีน้ำเงินคนนี้คงจะหนีการฝึกแถมกวนโมโหนายทหารคนนั้นมาด้วยเป็นแน่

   “ฮี่...จ้างให้ก็จับข้าไม่ได้หรอกเจ้าพวกโง่ เรื่องอะไรจะไปฝึกซ้ำๆแบบนั้นทุกวันล่ะ” มานิกอลด์แลบลิ้นใส่ทิศที่นายทหารเดินจากไป

   “อ๊ะ! ‘โทษทีๆ เลยต้องลากเจ้ามาซ่อนด้วยจนได้ ก็ใครใช้ให้เจ้ามาทักข้าแบบนั้นล่ะ” พูดพลางยื่นมือฉุดร่างของเอลซิดที่นั่งทำหน้ามึนๆอยู่ขึ้นมา

   “ทำไมเจ้าต้องโดดการฝึกซ้อมด้วย” เด็กหนุ่มผมดำเหลือบม่วงถาม

   “ก็เพราะมันไม่สนุกน่ะสิ ก่อนจะเข้ามาข้ารึวาดฝันไว้ซะสวยงาม พอได้สัมผัสเข้าจริงๆมันก็แค่สถานที่น่าเบื่อดีๆนี่เอง”

   เอลซิดถึงกับขมวดคิ้วกับคำตอบ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรอยู่ที่นี่ มีคนอีกมากที่อยากจะเป็นเซนต์แห่งอาเธน่า ส่วนเจ้า...ถ้าไม่อยากนักก็ออกไปเสีย”

   เด็กหนุ่มปั้นสีหน้าเคร่งเครียด ตัวเขาเป็นคนค่อนข้างจริงจังไม่ว่ากับเรื่องไหนๆ และนั่นทำให้อีกฝ่ายหุบยิ้มแล้วตีหน้าไม่พอใจกลับมา

   “ข้ายังไม่ได้บอกสักคำว่าข้าไม่ได้อยากเป็นเซนต์ ข้าก็แค่ไม่พอใจวิธีการของเจ้าพวกทหารงี่เง่านั่นก็เท่านั้นเอง แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร คิดจะหาเรื่องข้าเรอะ หา!” มานิกอลด์คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้แต่ก็ต้องร้องลั่นเพราะแรงบีบจากมือของคนตรงหน้า มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลกำลังบีบแขนเขาอยู่ มันแรงเสียจนมานิกอลด์เผลอปล่อยมือออกมาโดยไม่รู้ตัว

   “หากเจ้ายังคิดทำตัวเป็นอันธพาลแบบนี้ต่อไปก็คงไม่มีวันได้เป็นเซนต์รับใช้องค์อาเธน่าหรอก” เอลซิดคลายมือจากเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินแล้วปัดฝุ่นออกจากชุดฝึกของตัวเอง

   “เจ้านี่มันไม่น่าคบเอาซะเลยจริงๆ” มานิกอลด์สะบัดแขนข้างที่โดนบีบ เมื่อเลิกแขนเสื้อขึ้นก็พบว่าอีกฝ่ายได้ทิ้งรอยแดงเอาไว้ครบห้านิ้วเลยทีเดียว

   “มานิกอลด์! เจอตัวสักทีเจ้าเด็กบ้า!!!” เสียงของนายทหารคนเดิมดังขึ้นจากด้านหลัง เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงก่อนจะกระโดดข้ามพุ่มไม้วิ่งหนีไปทิ้งให้เอลซิดยืนอยู่เพียงลำพัง

   มันเป็นการพบกันที่ไม่ค่อยจะน่าประทับใจสักเท่าไหร่นัก แต่ในขณะที่ซ่อนอยู่ในพุ่มไม้เอลซิดได้สัมผัสเรือนผมสีน้ำเงินแสนงดงามนั่นโดยบังเอิญ มันนุ่มฟูราวกับขนของลูกแมว แม้นิสัยของหมอนั่นจะไม่ดีแต่เด็กหนุ่มปรารถนาที่จะสัมผัสผมของมานิกอลด์อีกสักครั้ง

   นี่คือการพบกันครั้งแรกของเซนต์ฝึกหัดเอลซิดและมานิกอลด์วัยสิบห้าปี


   “เฮ้ยมานิกอลด์ แขนไปโดนอะไรมาน่ะ โดนพวกทหารลงโทษที่โดดซ้อมมารึไง”

   เซนต์ฝึกหัดคนหนึ่งทักขึ้นเมื่อเห็นแขนขวาของเพื่อนมีผ้าพันแผลพันไว้ตั้งแต่ข้อมือจนถึงศอก แถมใบหน้าของคนโดนถามก็ยังบึ้งตึงบอกบุญไม่รับขนานหนัก ดูเหมือนว่าจะไปเจอเรื่องอะไรที่ไม่สบอารมณ์มากๆเข้าละมั้ง

   “ใช่ที่ไหนล่ะ ดันไปเจอคนน่ารำคาญเข้าให้ต่างหากล่ะ”

   “เจ้าเลยไปหาเรื่องหมอนั่นเข้าล่ะสิ โดนดีกลับมาเลย สมน้ำหน้า” คู่สนทนาหัวเราะก๊าก

   “ไม่ตลกนะเฟ้ย! ใครจะคิดล่ะว่าหมอนั่นจะสู้คน เห็นหน้านิ่งๆแบบนั้นแต่ปากกล้าชะมัด” มานิกอลด์โวยวาย ก่อนจะบ่นอุบอิบในช่วงท้าย

   “หน้านิ่งๆ? ที่ตาตี่ๆผมดำๆด้วยรึเปล่า” ถามพลางเอานิ้วดึงหางตาจนเล็กเรียว

   “เออนั่นแหละ เจ้ารู้จักหมอนั่นด้วยเรอะ?”

   “ใครบ้างล่ะจะไม่รู้จัก หมอนั่นน่ะชื่อเอลซิด เห็นว่าพยายามฝึกใช้วิชาฝ่ามือดาบอะไรสักอย่างอยู่กับเจ้าเฟลเซอร์แหน่ะ”

   พูดถึงเฟลเซอร์ผู้มีร่างกายใหญ่โตกว่าคนอื่นๆที่อายุไล่เลี่ยกันแล้วก็นึกออกได้ไม่ยาก ข้างกายของบุรุษร่างใหญ่ใจดีนั้นมักจะมีภาพของหมอนั่นอยู่เสมอๆ นานๆทีก็จะมีเด็กสาวจากแดนตะวันออกนางหนึ่งเข้ามาร่วมวงด้วย แต่เพราะนิสัยของเอลซิดทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าไปสุงสิงด้วยนัก

   “อ้อ! นึกออกแล้ว ว่าแล้วเชียวว่าข้าเคยเห็นหน้าหมอนั่นที่ไหน ที่แท้ก็กาฝากเจ้าเฟลเซอร์นี่เอง” มานิกอลด์ถึงกับร้องอ๋อ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าตัวคนที่ถูกพูดถึงกำลังยืนอยู่ข้างหลัง

   “ดูท่าทางเจ้าจะว่างมากถึงขนาดจับกลุ่มนินทาคนอื่นเชียวนะ” เอลซิดพูดเสียงเรียบ ดวงตาสีม่วงอ่อนเหลือบมองไปด้านหลังตนและก็ต้องถอยกรูดมาติดกับเพื่อนข้างๆ

   “นี่เจ้าแอบตามข้ามาเรอะ!!”

   “คิดว่าข้าว่างขนาดนั้นเลยรึ นี่มันก็แค่ทางผ่านของข้าเท่านั้นเอง” ร่างของเด็กหนุ่มวันนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ คงจะกำลังเดินทางกลับที่พักหลังจากการฝึกเป็นแน่

   “มีทหารเรียกหาเจ้าอยู่ตรงโน้น รีบไปซะ” เอลซิดชี้ไปทางด้านหลังของตัวเอง แลเห็นร่างของนายทหารในชุดเกราะยืนหน้าบูดอยู่ลิบๆ

   “เรื่องอะไรข้าจะไป” เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเชิดหน้าใส่

   “รีบไปซะ ก่อนที่ข้าจะลากคอเจ้าไปส่ง” น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูจริงจังเสียจนน่าขนลุก

   “อึก... แค่ไปก็พอใช่ไหมล่ะ” มานิกอลด์เสียววูบถึงสันหลัง แขนที่โดนบีบเมื่อวันก่อนยังปวดไม่หายหากคราวนี้เขาขัดขืนจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่อาจคาดเดาได้

   เด็กหนุ่มตัวแสบค่อยๆเดินไปยังจุดหมายให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเห็นว่าทิ้งระยะห่างจากเอลซิดพอสมควรก็ตะโกนออกมาเสียงดังลั่น

   “เพราะเห็นเป็นเจ้ามาบอกข้าถึงยอมไปหรอกนะ แล้วก็ข้าไม่ได้ชื่อ ‘เจ้า’…ข้าชื่อมานิกอลด์ต่างหาก จำไว้ซะ!!”

   ….และนี่คือการพบกันครั้งที่สองของพวกเขา


   ท้องฟ้ามืดครึ้มเข้าปกคลุมแซงค์ทัวรี่เป็นสัญญาณบอกว่าฝนกำลังจะตกลงมาในไม่ช้า มานิกอลด์วัยสิบหกปีมองซ้ายขวาหลังจากหลงเข้าป่ามาไกล ฝนทำท่าจะตกแบบนี้เขาคงต้องหาที่หลบเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นคงได้เปียกปอนไปทั้งตัวแน่ๆ คิดได้ดังนั้นจึงตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ไม่ไกล โชคดีจริงที่บริเวณโคนต้นมีโพรงใหญ่พอจะเข้าไปด้านในได้

   ในที่สุดฝนที่ตั้งเค้ามานานก็โปรยปรายลงมาสู่พื้นดิน เด็กหนุ่มถอนใจอย่างโล่งอก หากเขาเข้ามาในต้นไม้ช้ากว่านี้อีกนิดเดียวมีหวังได้เป็นหวัดแน่ๆ เสียงฟ้าร้องและแสงฟ้าผ่าปรากฏขึ้นเป็นระยะพร้อมกับทัศนียภาพที่ค่อยๆจางหายเป็นสีเทา คงอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าฝนจะหยุด

   มานิกอลด์พิงศีรษะกับเปลือกไม้ด้านหลัง ขณะที่กำลังเคลิ้มจะหลับก็ต้องตกใจจนหัวโขกเข้ากับสิ่งที่ใช้พิงเสียงดังก้องไปทั่วโพรงไม้ มีเงารางๆกำลังตรงมาทางนี้!
   “เฮ้ย!” มานิกอลด์อุทานลั่นยามที่ได้เห็นว่าร่างเงานั่นเป็นใคร

   ผมสีดำ ดวงตาสีม่วงปนเทาและใบหน้าเรียบเฉย เรื่องอะไรที่มานิกอลด์จะลืมหน้าผู้ชายตรงหน้านี่กัน แม้จะไม่ได้พบกันหลายเดือนแต่เขาก็จำได้ทันทีว่าร่างเปียกโชกที่เข้ามาในโพรงไม้เมื่อครู่นี้คือเอลซิด...คนที่น่ารำคาญที่สุด และไม่คิดจะเจออีกเป็นครั้งที่สาม!

   “เจ้า...!!” เด็กหนุ่มชะงักไปแค่นั้นเพราะสังเกตเห็นบางอย่างอยู่ในเสื้อของอีกฝ่าย

   วัตถุขนปุยปริศนากำลังมุดอยู่ใต้ชุดฝึกของเอลซิดก่อนจะโผล่หน้าออกมา ม่านตาเรียวรีสีเหลืองทองจ้องมาทางเขาเขม็งแล้วส่งเสียงร้อง “เมี้ยว” ออกมา เจ้าลูกแมวสะบัดหัวที่เปียกเล็กน้อยของตัวเองไปมา เป็นจังหวะเดียวกับที่เอลซิดถือวิสาสะนั่งลงข้างๆคนที่หลบฝนอยู่ก่อน

   “ข้าไปเจอมันติดอยู่บนต้นไม้ แถมฝนก็จะตกเลยติดมาด้วย” อธิบายเพียงแค่นั้นแล้วใช้มือสางผมเปียกโชกของตัวเอง

   “อุตส่าห์ไม่เจอเจ้าตั้งนาน...ดวงอะไรจะซวยขนาดนี้ ต้องมาเจอกันอีกในเวลาแบบนี้ซะได้” มานิกอลด์บ่นเบาๆกับตัวเอง แต่อีกฝ่ายก็หูดีพอที่จะได้ยิน

   “เจ้าไม่อยากเจอข้างั้นสิ” มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลลูบลงบนขนนุ่มๆของเจ้าลูกแมวอย่างแผ่วเบา

   “ไม่คิดว่าจะเจอต่างหาก อย่าเอาเจ้านั่นมาใกล้ข้า! ข้าไม่ชอบ!!” เจ้าของผมสีน้ำเงินถอยห่างจากคู่สนทนาทันทีหลังพูดจบ

   “ทำไม?” เอลซิดเปรยตามองในขณะที่ยังลูบหัวแมวอยู่

   “ข้าไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ เอาแต่ร้องเมี้ยวๆอยู่ได้ เหมือนเจ้านั่นแหละ!”

   “เหมือนข้า? ไม่เลย ตัวข้าห่างไกลจากเจ้าพวกนี้นัก พวกมันทั้งขี้อ้อนและตื่นคน ส่วนข้าเป็นเพียงศาสตราเล่มหนึ่งเท่านั้น”

   เอลซิดหยุดมือแล้วเพ่งมองไปยังบาดแผลนับไม่ถ้วนที่ได้มาจากการฝึกฝนในแต่ละวัน เขามีเป้าหมายไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่าสักวันจะต้องทำให้ร่างกายกลายเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ให้จงได้เช่นเดียวกับสหายทั้งสอง มานิกอลด์ฟังเช่นนั้นได้แต่เอียงคอด้วยความงุนงง สำหรับเขาแล้วเอลซิดก็เหมือนแมว ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่

   “ถ้าให้ข้าพูด ตัวเจ้านั้นเหมือนแมวยิ่งกว่าข้าเสียอีก” คำพูดนั้นทำให้คู่สนทนาอ้าปากค้าง

   “ข้าเนี่ยนะเหมือนแมว เจ้าใช้ส่วนไหนคิดกัน!” มานิกอลด์รู้สึกหัวเสียยามที่ถูกเปรียบเทียบกับเจ้าสัตว์หน้าขนนั่น

   “รักอิสระ ไม่มีสิ่งใดผูกมัดเจ้า เจ้าทำตามใจที่ตัวเองต้องการโดยไม่สนว่าคนอื่นจะพอใจด้วยหรือไม่”

   “เฮ้ยๆ หลังๆนี่เจ้ากำลังว่าข้าอยู่ใช่ไหม” ถึงกับขมวดคิ้วกับคำพูดในตอนท้าย

   ให้ตายสิ เพราะแบบนี้แหละถึงได้ไม่อยากเจอหมอนี่...เจอกันทีไรมีโดนเหน็บทุกที!

   “ข้านึกอิจฉาเจ้าต่างหากที่ไปไหนมาไหนอย่างอิสระ ส่วนตัวข้ามีเป้าหมายฉุดรั้งไว้ หากข้าไม่เดินหน้าต่อข้าก็คงทรยศกับความตั้งใจของสหายข้า พวกเขามุ่งมั่นกับเรื่องดาบศักดิ์สิทธิ์กันมากจนข้าได้รับอิทธิพลมาด้วย”

   ดวงตาสีม่วงปนเทามองอีกฝ่าย สีหน้าของเขาดูเหมือนจะลดความตึงเครียดลงจากในยามปกติเล็กน้อย ลูกแมวบนตักยังคงส่งเสียงร้องเมี้ยวๆไม่หยุดแข่งกับเสียงฝนที่กระหน่ำอยู่ด้านนอก มานิกอลด์ไม่รู้จะพูดอะไรจึงตัดสินใจบุ้ยหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งแทน

   ความเงียบเข้าปกคลุมโพรงไม้ใหญ่ ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเสียทีแม้ว่าจะผ่านมาเป็นเวลากว่าชั่วโมงแล้วก็ตาม มานิกอลด์ดูเหมือนจะเบื่อกับการนั่งอยู่เฉยๆจึงหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เด็กหนุ่มมองไปยังเรือนผมสีน้ำเงินของอีกฝ่าย มันดึงดูดเขาอยู่ท่ามกลางความมืด อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้

   ทำแบบนั้นมันโรคจิตชัดๆเลยไม่ใช่รึ

   บอกกับตัวเองในใจทว่าผมของอีกฝ่ายช่างสวยงามเย้ายวนเสียเหลือเกิน คนๆนี้ราวกับแมวที่มีนิสัยรักอิสระและดื้อรั้นไม่มีผิด เขาชอบสัตว์ตัวเล็กๆ พวกมันดูไม่เป็นพิษภัยและกล้าเข้าใกล้คนที่พยายามทำให้ตัวเองกลายเป็นอาวุธเช่นเขา และมานิกอลด์ก็ดันมามีนิสัยแบบเดียวกับเหล่าสัตว์ที่เขาชอบเสียด้วย

   ในที่สุดเอลซิดก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสในใจตนเอง มือหนาเอื้อมไปสัมผัสเรือนผมสีน้ำเงินอย่างแผ่วเบาโดยระวังไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว ใจของเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยแสดงสีหน้าอื่นใดเต้นตึกตักราวกับจะเด้งออกมานอกอก ปลายผมนุ่มสลวยผิดกับส่วนโคนที่ค่อนข้างจะกระด้างเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับเซนต์ฝึกหัดคนอื่นแล้วผมของมานิกอลด์ถือว่าสวยใช้ได้เลยทีเดียว มันช่างเพลิดเพลินเสียจนเอลซิดนึกด่าตัวเองไม่ได้ว่าการกระทำแบบนี้มันโรคจิตของแท้เลยสักนิด

   แต่ว่าใครมันจะห้ามใจตัวเองได้กันล่ะ...

   “อื๋อ... เฮ้ย! ทำบ้าอะไรน่ะมาแอบจับผมคนอื่นตอนหลับแบบนี้!!” ระหว่างที่เพลิดเพลินอยู่มานิกอลด์ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วปัดมืออีกฝ่ายออกอย่างแรง เขามองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดหลายอย่างปนกันมั่วไปหมด

   อะไรน่ะ...ทำไมเจ้าบ้านั่นถึงมาจับผมข้า

   ถ้ามีอะไรติดหัวอยู่ก็บอกกันดีๆสิเฟ้ย ต้องการอะไรกันแน่ น่าขยะแขยงชะมัด!


   “ผมเจ้า...สวยดี” เอลซิดพูดด้วยเสียงราบเรียบเหมือนปกติ ทว่าที่ริมฝีปากเหมือนจะเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยจนแปลกตา

   เอลซิดยิ้ม....เจ้าคนหน้าตายแถมเอาแต่พูดเหน็บคนอื่นนั่นกำลังยิ้ม!

   “อย่ามาจับ! เจ้ามันน่าขยะแขยงสิ้นดี!!”

   พูดเพียงเท่านั้นก็พุ่งพรวดออกไปจากโพรงไม้ที่ใช้หลบฝน แม้ฝนจะซาลงบ้างแล้วแต่ก็ทำให้ชุดเซนต์ฝึกหัดของเขาเปียกได้อยู่ดี ในหัวของมานิกอลด์มีแต่คำก่นด่า สัมผัสของมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั่นยังไม่เลือนหายไป

   นี่มันอะไรกัน....

   มานิกอลด์ถามตัวเองซ้ำไปมาท่ามกลางฝนที่โปรยปราย ชั่วพริบตาที่ตื่นขึ้นมาพบใบหน้าเปื้อนยิ้มบางๆอันหายากของเอลซิดและไออุ่นจากมือที่สัมผัสลงบนศีรษะเขารู้สึกว่าทั่วทั้งใบหน้าร้อนวูบ ใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ หรือว่าเขาจะไข้ขึ้นเพราะโดนละอองฝนกันแน่

   ความรู้สึกแปลกๆนี่มันอะไรกัน หรือว่าข้าเพี้ยนไปเองกันแน่

   เจ้าหมอนั่นมันก็แค่คนน่ารำคาญคนหนึ่งเท่านั้น แถมเจอกันครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม

   เป็นไปไม่ได้หรอกน่า….

   อาการแบบนี้....มันไม่มีทางเป็นความรักไปได้หรอก!


thxby465463ddd7
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15, มิถุนายน 2015, 10:04:20 PM โดย CardLaguz » บันทึกการเข้า


เลี้ยงลูกเค้าให้หน่อยสิตัวเอง *3* click click
CardLaguz
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 486
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
15, มกราคม 2021, 07:30:17 PM

Sagittarius

กระทู้: 222
หมายเลขสมาชิก: 9128

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2010


กระทู้: 222
511.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ CardLaguz
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 12 : Exp 5%
HP: 0.1%

เอลซิด เอลซิด เอลซิด... ข้ารักท่านนะเอลซิด!!

OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
Firefox 38.0 Firefox 38.0

cardio_san@hotmail.com
ดูรายละเอียด
| |
« ตอบ #1 เมื่อ: 08, มิถุนายน 2015, 06:03:39 PM »

"From the past" part 2 (จบ)

Pairing: El Cid x Manigold

   ทางเดียวที่จะทำให้ลืมเรื่องความรู้สึกประหลาดนั่นไปได้คงมีเพียงการก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมอย่างที่เซนต์ฝึกหัดคนอื่นเขาทำกัน วันแล้ววันเล่าเขาเอาแต่ฝึก ฝึก และฝึก ก็ไม่รู้หรอกว่าฝึกไปเพื่อเป้าหมายอะไร ขอแค่อะไรก็ได้ที่ทำให้ลืมภาพในวันฝนพรำนั่นได้ก็พอ

   แม้จะค่ำมืดแล้วแต่แซงค์ทัวรี่ก็ยังไม่สิ้นแสงสว่าง ดวงดาวมากมายส่องสว่างแข่งกับดวงจันทร์บนท้องฟ้าสีหมึก เด็กหนุ่มใช้หลังมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้าหลังจากฝึกซ้อมเสร็จ ก้อนหินยักษ์ซึ่งถูกบางอย่างทำให้แตกกลายเป็นสองซีกอยู่ตรงหน้านั่น ดูเหมือนว่าหลังจากได้ฝึกซ้ำๆทุกวันจะทำให้มานิกอลด์สามารถเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าคอสโมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

   แสงสีน้ำเงินแกมขาววิ่งวนไปทั่วร่างของเด็กหนุ่ม นานแล้วที่เขาไม่เห็นพวกวิญญาณเหล่านี้ปรากฏตัวออกมา ไม่ว่าที่ไหนก็มีคนตายเหมือนกัน หากเป็นสมัยก่อนที่จะเข้ามาเป็นเซนต์ฝึกหัดเขาคงคิดว่าความตายนั้นเป็นเรื่องไกลตัว แต่หลังจากได้เห็นหลุมศพของเหล่าเซนต์มากมายก็ทำให้รู้สึกตัวขึ้นมาว่าตนนั้นได้เลือกวิถีที่ใกล้ชิดกับความตายมากที่สุดเข้าเสียแล้ว

   “เฮ้อ...เบื่อเป็นบ้า!!” ทิ้งตัวเอนหลังลงบนพื้นหินเก่าๆ มองท้องฟ้าก่อนจะหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย

   “ป่านนี้แล้วรึเนี่ย รีบไปนอนดีกว่าแฮะ” มานิกอลด์พูดกับตัวเองหลังจากเห็นว่าดวงจันทร์อยู่สูงเพียงใด ดูแล้วตอนนี้น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงคืน นอกจากพวกบ้าการฝึกแล้วคงไม่มีใครตื่นอยู่ในเวลานี้หรอก

   เด็กหนุ่มคิดได้เช่นนั้นก็ลุกขึ้น ทันใดนั้นดวงไฟวิญญาณรอบตัวก็กระจายไปคนละทิศละทาง ดวงตาสีม่วงมองตามไปราวกับเป็นการบอกลา แต่สิ่งที่เบนความสนใจจากเจ้าแสงนั่นคือท้องฟ้าด้านหนึ่งซึ่งกำลังทอแสงสีแดงจ้า หากจำไม่ผิดทิศนั้นน่าจะเป็นป่าที่เขาเคยเข้าไปติดฝนอยู่กับเอลซิดเมื่อหลายเดือนก่อน...

   “เฮ้ย! ไฟไหม้ป่า ใครก็ได้ช่วยไปดับไฟที!!”

   เหล่าทหารและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงดูมีสีหน้าแตกตื่น ภาพของผืนป่ากำลังลุกไหม้จนแดงฉานอยู่ตรงหน้านั่น ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลายเป็นสีของเถ้าถ่าน มานิกอลด์วิ่งเข้าไปดูเหตุการณ์ให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ลมที่พัดเอาความร้อนเข้ามานั้นทำให้เขาถอยหนีแทบไม่ทัน

   “มีเด็กติดอยู่ข้างในสองคน ใครก็ได้เข้าไปช่วยที!” หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น

   “แต่เด็กๆในหมู่บ้านอยู่ครบนี่ หรือว่ามีใครแอบอาศัยอยู่ในป่า...”

   ท่ามกลางความวุ่นวายนั่นเอง เงาของชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็ผ่านหน้าเด็กหนุ่มไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินว่ามีคนติดอยู่ในทะเลเพลิง ถ้าพูดถึงบุรุษผู้มีร่างกายสูงใหญ่กว่าคนในรุ่นเดียวกันก็คงนึกออกอยู่เพียงคนเดียว ครั้นเห็นว่าเป็นใครมานิกอลด์ก็หน้าถอดสี

   ....เฟลเซอร์

   “มิเนะ! เอลซิด!!” เฟลเซอร์ร้องเรียกชื่อของสหายทั้งสองก่อนจะบุกเข้าไปในป่าซึ่งมีเปลวไฟห้อมล้อม

   โกหกน่า...เอลซิดอยู่ในป่านั่นงั้นรึ

   เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม เปลวไฟนั้นโหมแรงจนไม่น่าเชื่อว่าคนที่ติดอยู่ข้างในจะสามารถมีชีวิตรอดยามที่มันมอดดับลง ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว ใจสั่นระรัวทั้งยังรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด ทำไมเขาต้องเป็นแบบนี้ด้วยตอนที่รู้ว่าเอลซิดติดอยู่ในนั้น

   เจ้านั่นมันก็แค่คนน่ารำคาญไม่ใช่เหรอ ทำไมข้าจะต้องไปห่วงมันด้วย

   ทั้งชีวิตข้าเห็นคนตายมาก็มากแล้วแค่เพิ่มอีกศพสองศพมันจะเป็นอะไรกัน

   ก็แค่จะไม่มีคนคอยจู้จี้ให้ข้าทำโน่นทำนี่ก็เท่านั้นเอง

   เจ้าก็ไม่อยากเจอหมอนั่นอยู่แล้วนี่นา...มานิกอลด์!


   กำมือแน่นข่มความรู้สึกตัวเอง เสียงร้องเรียกของเฟลเซอร์ดังออกมาจากเปลวเพลิงแข่งกับเสียงต้นไม้ล้มครืนยิ่งทำให้ความรู้สึกของเด็กหนุ่มหวั่นไหว เห็นห่วงหรือ? หรือว่ากำลังโล่งใจ? มานิกอลด์ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของตนเองในตอนนี้ได้เลยสักนิด นับตั้งแต่วันฝนพรำครั้งนั้น...ทุกอย่างมันก็ผิดเพี้ยนไปหมด

   ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...ที่เขาพยายามจะลืมเรื่องของเอลซิดแต่กลายเป็นว่าการกระทำเหล่านั้นยิ่งตอกย้ำภาพในความทรงจำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

   สัมผัสของมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งลูบลงบนผมของเขาอย่างแผ่วเบาในวันนั้นเด็กหนุ่มไม่มีวันลืมเด็ดขาด รอยยิ้มบางๆที่ปรากฏบนใบหน้าอันเรียบเฉยนั่นก็เช่นกัน ไม่มีทางที่จะลืมได้ลงหรอก ทั้งที่ตอนนั้นในใจก็ได้แต่ปฏิเสธอย่างหนักแน่นไปแล้วแท้ๆ

   เรื่องแบบนั้นน่ะ...ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด

   ทั้งใจที่เต้นรัว ทั้งใบหน้าที่ร้อนผ่าว ทั้งภาพที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่อาจลบออกไปได้ แม้จะพยายามสร้างระยะห่างหรือหลบหน้าก็ไม่สามารถลบเลือนภาพของเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเรียบเฉยได้เลยแม้แต่น้อย

   ถึงจะยากที่จะปฏิเสธ แต่ในหัวของมานิกอลด์ตอนนี้มีเพียงภาพของเอลซิดเท่านั้น

   เจ้านั่นจะตายงั้นหรือ...ทั้งที่ยังไปไม่ถึงฝันที่วาดไว้เนี่ยนะ

   ทำไมข้าจะต้องปวดใจเพราะคนอย่างเจ้าแบบนี้ด้วย

   ทั้งที่คิดว่าความตายมันเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด...ข้าจึงไม่เกรงกลัวความตายแท้ๆ

   แต่ทำไมเจ้าจะต้องทำให้ข้ากลัวขนาดนี้ด้วย


   “....เอลซิด!!!”

   มานิกอลด์ตะโกนชื่ออีกฝ่ายออกมาด้วยความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอก กลัว...กลัวเหลือเกิน ทั้งที่ครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มเคยมองว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเพียงธุลีดิน แต่วันนี้เขาตระหนักแล้วว่าการสูญเสียใครคนหนึ่งไปนั้นช่างปวดร้าว แม้ว่าจะยังไม่ได้เสียไปจริงๆแต่จากสถานการณ์ตรงหน้าก็แทบจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าอีกฝ่ายไม่น่ารอด

   “เฮ้ย นั่นเจ้าจะไปไหน!!” นายทหารคว้าตัวเด็กหนุ่มไว้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะตามเฟลเซอร์เข้าไป

   “ปล่อยข้า! ข้าจะไปหาเจ้านั่น!!” เอื้อมมือไปยังทิศเบื้องหน้าทว่าร่างกายกลับถูกรั้งเอาไว้ด้วยอีกฝ่ายที่มีพละกำลังมากกว่า

   “เจ้าเข้าไปไม่ได้! ไฟแรงขนาดนั้นขืนเข้าไปมีแต่ตายกับตาย ถ้ารักชีวิตตัวเองก็รออยู่ตรงนี้จนกว่าไฟจะดับซะ!”

   เซนต์ฝึกหัดอย่างเขาไม่มีทางเลยที่จะเข้าไปในป่าได้ มันอึดอัดจนแทบบ้าที่จะต้องทนมองเปลวเพลิงโหมกระหน่ำตลอดทั้งคืนเช่นนี้ ดวงตาสีม่วงอ่อนสะท้อนเพียงภาพผืนป่ากลายเป็นสีแดง หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ผ่านไปหลายชั่วโมงแต่ไม่มีวี่แววของเฟลเซอร์หรือสองคนที่ติดอยู่ด้านในเลยแม้แต่น้อย เสียงไม้แตกเพราะความร้อนยังคงดังออกมาเป็นระยะจนรู้สึกเหมือนกระเพาะถูกบีบ มานิกอลด์ได้แต่นั่งก้มหน้า เหล่าทหารและชาวบ้านต่างก็ช่วยกันสาดน้ำเพื่อดับไฟ

   ขอร้อง....ขอให้เจ้าปลอดภัยเถอะ

   ฟ้าเริ่มสางแล้วแต่มานิกอลด์ก็หลับไม่ลงสักแอะ คนที่เหลือยังทำหน้าที่ดับไฟกันต่อไปกระทั่งเห็นแสงเหลืองทองที่ขอบฟ้าด้านตะวันออก ในที่สุดไฟป่าที่กินบริเวณภูเขาไฟทั้งลูกก็ดับมอดลง เหลือเพียงผืนหญ้าอยู่หนึ่งผืนและร่างเงาของคนสามคน

   หนึ่งคือเฟลเซอร์ซึ่งร่างกายมีแต่บาดแผล มืออันใหญ่โตเต็มไปด้วยเลือดและแผลไฟลวกฉกรรจ์

   สองคือมิเนะที่สลบไสลไม่ได้สติ บนตักมีลูกจิ้งจอกตัวหนึ่งอยู่

   และสาม บุคคลที่ปรากฏตัวออกมาแล้วทำให้มานิกอลด์รู้สึกโล่งใจราวกับยกบางสิ่งอันหนักอึ้งออกจากอก

   เอลซิดยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นและเดินออกมาจากป่าไหม้เกรียมพร้อมกับสหายทั้งสอง ในอ้อมแขนคือร่างอันไร้สติของมิเนะ มีเพียงแผลไฟลวกเล็กๆและรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้เท่านั้น มานิกอลด์ลุกขึ้นเตรียมจะลุกไปหาอีกฝ่าย ทันใดนั้นขาสองข้างก็หยุดชะงัก

   ข้าจะเข้าไปหาเอลซิดรึ...ในเวลาแบบนี้น่ะ

   แล้วถ้าไปหาเจ้านั่นข้าจะพูดว่าอะไร เจ้านั่นจะรู้สึกยังไงตอนเห็นหน้าข้า

   ไม่...

   ข้าพูดไม่ออก

   ข้าไม่ควรอยู่ที่นี่ เรื่องของเจ้าพวกนั้นควรให้คนอื่นเป็นคนจัดการ ไม่ใช่ข้า

   ใช่แล้ว...ข้าแค่กลัวว่าจะไม่มีใครมาปะทะฝีปากกับข้าเท่านั้นเอง ข้าไม่ได้ห่วงเจ้านั่น

   จากนี้ไป...ข้าจะทำอย่างที่เคยทำ


   เด็กหนุ่มตัดสินใจอย่างแน่วแน่ แม้จะดีใจที่เอลซิดปลอดภัยแต่ความรู้สึกทั้งปวงที่เกิดขึ้นตอนที่ไฟไหม้นั่นมันเป็นเพียงความรู้สึกของเขาฝ่ายเดียวเท่านั้น ความกลัวที่จะสูญเสียเพียงชั่ววูบนั่นเขาเชื่อว่ามันเป็นเพียงเรื่องปกติที่คนทั่วไปเขาเป็นกัน แน่ล่ะ คนที่เคยพูดคุยกัน ทะเลาะกัน หากชีวิตของคนผู้นั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่ว่าใครก็คงเป็นเหมือนกัน

   ทั้งความอบอุ่นยามถูกสัมผัส และใจที่เต้นระรัวตอนที่นึกถึงใบหน้าของเอลซิดนั้น

   ....ไม่มีวันเป็นความรักไปได้เด็ดขาด



   “เอาตัวคนเจ็บไปทำแผลก่อนเร็ว!” นายทหารรีบพาตัวเฟลเซอร์และมิเนะแยกไปอีกทางหนึ่งเพื่อดูอาการ เพราะคนหนึ่งก็หมดสติ อีกคนหนึ่งก็มีแต่แผลไปทั้งตัว

   “ว่าแต่เจ้าสินะที่ชื่อเอลซิด?” ทหารอีกคนเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มผมสีดำ

   “ข้าเอง มีอะไรงั้นรึ” เจ้าของชื่อเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความงุนงง

   “มีเด็กคนหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเจ้าแถมจะเข้าไปข้างในตอนที่ไฟไหม้ให้ได้อยู่น่ะ เจ้าเด็กนั่นอยู่ตรงโน้นตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าพวกเจ้าติดอยู่ในนั้นจนไฟมอดเชียว เจ้านี่ช่างมีสหายที่ดีตั้งสองคนเชียวนะ”
   “ข้ามีสหายเพียงสองคน นั่นคือมิเนะและเฟลเซอร์ แล้วคนที่ท่านว่าไปอยู่เสียที่ไหนแล้ว” เอลซิดมองไปรอบตัว ไม่มีวี่แววของเด็กหนุ่มที่นายทหารพูดถึงเลยแม้แต่น้อย

   “อ้าว แปลกจริง เมื่อกี้นี้ยังอยู่แถวนี้อยู่เลย แต่คงหาตัวไม่ยากหรอก ข้าน่ะจำได้แม่นเลยว่าเด็กคนนั้นมีผมสีน้ำเงินสวยเชียวล่ะ ถึงผมจะสั้นก็เถอะ”

   ผมสั้นสีน้ำเงิน....

   “หรือว่า....”



                “ได้โปรดสอนวิชาข้าที”

                มานิกอลด์คุกเข่าลงตรงหน้าชายชราที่ทุกคนในแซงค์ทัวรี่ต่างให้ความเคารพยำเกรงมากที่สุด เคียวโกเซจมองมายังเด็กหนุ่มที่ตามตนมาเพื่อตามหาความหมายของชีวิตของผู้คนด้วยความสงสัยเล็กน้อย เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยเห็นว่าเจ้าหนุ่มนี่จะกะตือรือร้นเรื่องวิชาเลยสักครั้ง

                “น่าแปลกนัก ปกติแล้วข้ามักจะได้รับรายงานเรื่องที่เจ้าโดดการฝึกจากพวกทหารอยู่ตลอดแท้ๆ ลมอะไรพัดให้เจ้ามาขอให้ข้าสอนวิชาให้งั้นรึ” ผู้เฒ่าเผ่าจามิลเอ่ยถาม

                “เรื่องเหตุผลข้าบอกไม่ได้ แต่ข้าอยากเรียน”

                เมื่อเห็นว่าในดวงตาสีม่วงอ่อนนั้นเปี่ยมด้วยความจริงจังท่านเคียวโกจึงตกลงที่จะรับเขาไว้เป็นลูกศิษย์ แม้จะสัมผัสได้ถึงความว้าวุ่นที่อยู่ในใจของเด็กหนุ่มแต่เซจก็มิได้เก็บมาคิดเพราะเห็นว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็มีไฟที่จะเรียนวิชาอื่นนอกจากการเตะต่อยธรรมดาเสียที

                ข้อมูลด้านทฤษฎีและการฝึกภาคปฏิบัติกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมานิกอลด์ไปเสียแล้ว เมื่อเขาตั้งสมาธิไปกับวิชาใหม่อย่างการควบคุมปราณวิญญาณก็ไม่มีเวลาไปพะวงกับเรื่องของเอลซิดอีก จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ข่าวสุดท้ายเกี่ยวกับเอลซิดที่เขาได้ยินมาคือการตายของเด็กสาวผู้มาจากแดนบูรพาในตอนที่ดอกไม้ร่วงโรย

                “ข้าได้ยินมาว่าแม่สาวนั่นตายเพราะโรคที่ทรวงอก อายุยังน้อยอยู่เลยแท้ๆ”

                “ไม่ใช่ว่าตรอมใจเพราะเจ้าเฟลเซอร์หายตัวไปรึ” อีกคนพูดพลางกลั้วหัวเราะ

                “ไม่ใช่ว่านางมีสัมพันธ์กับเอลซิดเรอะ อย่างตอนโน้นที่ไฟไหม้ป่ายังติดอยู่ข้างในด้วยกัน มีที่ไหนชายหญิงเข้าป่าตอนค่ำมืดสองต่อสอง” คนเปิดเรื่องตบบ่าเพื่อนดังป้าบ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงร่างเงาของใครบางคนที่ทาบทับมาจากด้านหลัง

                “พูดอะไรให้เกียรติคนตายซะบ้าง ไว้แม่เจ้าตายข้าจะประกาศทั่วแซงค์ทัวรี่ให้ไหมว่าแม่เจ้าเป็นนางคณิกา” มานิกอลด์เบ้ปากใส่ คำพูดนั่นทำให้อีกฝ่ายหน้าแดงด้วยความโกรธจัด

                แหงล่ะ...ก็ใครใช้ให้มานิกอลด์พูดความจริงออกมาแบบนั้น!

                “มานิกอลด์ เจ้าพูดเพื่อปกป้องผู้หญิงคนนั้นรึ หรือว่าไม่อยากให้พวกข้าพูดถึงเอลซิดกันแน่ ทั้งที่เมื่อก่อนเจ้ากับหมอนั่นก็ไม่ถูกกันจนแทบจะต่อยหน้า มาตอนนี้คิดจะทำตัวเป็นคนดีเข้าข้างหมอนั่นรึไง” อีกคนหนึ่งกล่าวแทนด้วยน้ำเสียงยียวนพอๆกับสีหน้า มานิกอลด์ถึงกับสะอึก

                “ข้าแค่ไม่อยากให้พูดถึงคนตายแบบเสียๆหายๆ แล้วต่อให้หลงเอลซิดจริงเจ้านั่นก็คงไม่สนหรอก เพราะหมอนั่นมันก็แค่ก้อนหินทื่อๆก้อนหนึ่งเท่านั้นแหละ” พยายามข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา จริงอยู่ที่เขาไม่อยากให้เจ้าพวกบ้านี่พูดถึงคนตายในแง่แบบนั้น แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโลเลไม่น้อย


                “นั่นน่ะสินะ จะว่าไปพักหลังก็ไม่เห็นเอลซิดเลย สงสัยปลีกวิเวกไปฝึกคนเดียวอีกตามเคย หัวเดียวกระเทียมลีบขนาดนั้น สมน้ำหน้า หยิ่งดีนัก”

                ....แต่เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกอยากจะพูดสวนกลับไปเหมือนกัน

                “คนอย่างเจ้านั่นมันไร้หัวใจแหงๆ ข้าได้ยินมาว่าตอนแม่สาวนั่นตายหมอนั่นก็อยู่ด้วย ขุดหลุมศพให้แถมไม่ร้องไห้สักแอะ ข้าล่ะอยากรู้จริงๆว่าจะมีใครทำให้เจ้าเอลซิดมันแสดงสีหน้าอื่นได้บ้าง”

               หยุดนะเฟ้ย...

            เลิกพูดถึงเอลซิดสักที...


                มานิกอลด์คิดในใจขณะที่ยังพูดคุยกับสหายเซนต์ฝึกหัดด้วยกัน ทั้งที่คิดว่าจะไม่นึกถึงภาพของหมอนั่นอีกแล้วแท้ๆเชียวแต่ดูเหมือนว่าหัวข้อสนทนาจะทำให้กลับมาสู่ห้วงวังวนแบบนี้อีกจนได้

                ไม่ว่าจะหลับตาลงอีกกี่ครั้ง ภาพในหัวก็มีเพียงหมอนั่นคนเดียว….


                ในที่สุดกงล้อแห่งโชคชะตาก็เริ่มหมุนอีกครั้ง

                เมื่อบรอนซ์เซนต์มานิกอลด์อายุสิบแปดปี


                “ท่านอาจารย์ เรียกข้ามามีธุระอะไรเหรอ” เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินถามพลางอ้าปากหาว เกือบสองปีแล้วที่เขาได้เรียนวิชาจากองค์เคียวโกเสียมากมายทำให้ตอนนี้สามารถเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอาจารย์ได้อย่างเต็มปาก

                “ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาคนเดียวเพราะฉะนั้นช่วยสำรวมหน่อย เพราะเรื่องที่ข้าจะพูดหลังจากนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก” เคียวโกเซจรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ยังไงเสียก็คงมีเพียงนิสัยแย่ๆของเจ้าลูกศิษย์นี่เท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนไปเลยจากสมัยก่อน

                “ขออนุญาตขอรับท่านเคียวโก”

                ประตูบานโตถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของใครบางคน ฝ่ายคนที่รออยู่ก่อนหันไปมองยังต้นเสียงโดยอัตโนมัติ ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ผมสีดำชื้นเหงื่อเล็กน้อยจากการเดินทางผ่านสิบสองวิหารขึ้นมายังที่แห่งนี้ บรรยากาศรอบกายของชายผู้นั้นหนักอึ้งราวกับเหล็กกล้า มานิกอลด์จำได้ดี...มีไม่กี่คนในแซงค์ทัวรี่ที่จะสามารถทำให้ร่างกายของตนเองกลายเป็นอาวุธได้เพียงนี้

                “บรอนซ์เซนต์เอลซิดขอรับ” ชายผมดำคุกเข่าลงตรงหน้าบัลลังก์เคียวโกด้วยความเคารพ

                ใจของเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเต้นแรงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่เห็นหน้าชายผู้นี้มาเกือบสองปี ฝ่ายเอลซิดเองก็ดูเหมือนว่าจะมีสีหน้าประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นว่าคนที่มาเข้าเฝ้าเคียวโกวันนี้ไม่ได้มีแค่ตนเพียงคนเดียว

                “พวกเจ้าบรอนซ์เซนต์ทั้งสอง ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้นั้นมีเรื่องสำคัญที่จะบอกกับเจ้า” เมื่อสิ้นเสียงประมุขแห่งแซงค์ทัวรี่ก็ปรากฏกล่องคลอธสีทองอร่ามขึ้นตรงหน้าทั้งสอง

                หนึ่งคือสัญลักษณ์แห่งราศีกรกฎ

                สองคือสัญลักษณ์แห่งราศีมกร

                กล่องสีทองเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างจ้าที่ปกคลุมไปทั่วห้องโถงวิหารเคียวโก ชุดคลอธทั้งสองสวมใส่ลงบนร่างของเหล่าเด็กหนุ่มที่ได้แต่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก...พวกเขากำลังสวมโกลด์คลอธอยู่!

                “นับแต่นี้ไปพวกเจ้าคือโกลด์เซนต์สถิตลัคนาราศีกรกฎและราศีมังกร ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเป็นกำลังรบสำคัญขององค์อาเธน่าในศึกเทพยุทธ์ครานี้”

                พูดไม่ออก....

                มานิกอลด์รู้สึกเช่นนั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงคอสโมที่เอ่อล้นจากร่างยามที่สวมใส่โกลด์คลอธ หมายความว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาคือโกลด์เซนต์งั้นหรือ...โกลด์เซนต์แห่งราศีกรกฎเช่นเดียวกับท่านอาจารย์!

                แต่ก็คิดเรื่องนั้นได้ไม่นานนักก็ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้งเพราะใบหน้าของคนข้างกาย เอลซิดดูเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่วันนั้น ใบหน้าของเขาดูเหมือนจะเรียบเฉยและดูเดาอารมณ์ยากยิ่งกว่าก่อนด้วยซ้ำไป ร่างกายสูงใหญ่ขึ้นตามอายุ รู้ตัวอีกทีก็ถูกสูงแซงไปหลายเซนติเมตรเสียแล้ว มือที่เคยลูบผมของเขาอย่างอ่อนโยนนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลจากการฝึกฝนวิชาฝ่ามือศาสตราบ่งบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายจริงจังกับเรื่องนั้นมากเพียงใด

                “รอเดี๋ยว นั่นเจ้าจะไปไหน” เอลซิดถามขึ้นหลังจากออกมาจากวิหารเคียวโกแล้ว

                “ข้าจะไปไหนมันก็เรื่องของข้าไม่ใช่เรอะ” ตอบโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย

                “ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบเจ้าอีก” เท้าสองข้างของเด็กหนุ่มหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจเหมือนถูกบีบรัดอย่างแรงจนจุกไปทั่วอก

                “ตลอดเวลาที่ผ่านมา...เจ้าหลบหน้าข้าใช่รึไม่”

                “....เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง”

                พอได้แล้วเจ้าบ้า...อย่ามาพูดกับข้า

            ไม่อย่างนั้นที่ข้าเอาแต่ฝึกเพื่อหลบหน้าเจ้ามาตั้งแต่ตอนนั้นมีหวังเปล่าประโยชน์แน่ๆ


                “ถ้าเช่นนั้นก็หันหน้ามาแล้วพูดกับข้า”

                มือหนาคว้าข้อมือเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินไว้พร้อมดึงให้หันมามองตนทันทีที่พูดจบ แม้จะสวมชุดคลอธอยู่แต่มานิกอลด์สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากมือของอีกฝ่ายที่ทะลุเข้ามา ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวอย่างไม่รู้สาเหตุเช่นเดียวกับหัวใจที่สูบฉีดเลือดเร็วขึ้นจนเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ ดวงตาสีม่วงปนเทานั่นจ้องมาเขม็งราวกับต้องการมองความจริงให้ปรุโปร่ง เด็กหนุ่มสะบัดแขนอย่างแรงหวังให้หลุดจากการเกาะกุมแต่ก็ไม่สามารถทำได้

                “ปล่อยข้า! นี่เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่ หา!” มานิกอลด์ตวาดลั่น มือข้างที่เป็นอิสระอยู่เหวี่ยงหมัดไปยังร่างสูงกว่าแต่อีกฝ่ายรับได้

                “เจ้าต่างหากต้องการอะไร เจ้าหลบหน้าข้าเพื่ออะไรกัน” น้ำเสียงของเอลซิดฟังดูจริงจังเสียจนเด็กหนุ่มต้องหลบสายตาไปทางอื่น

                “มองมาที่ข้า!” เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมมือแกร่งจึงบีบกรามเขาไว้แน่นบังคับให้สายตาคู่นั้นจ้องมาหาตน

                พอกันที....

                “เออ! ข้าหลบหน้าเจ้า ทั้งหมดมันก็เพราะเจ้านั่นแหละ ถ้าเจ้าไม่ลูบผมข้าวันนั้นข้าก็คงไม่ต้องมารู้สึกอะไรแปลกๆแบบนี้หรอก เพราะเจ้ายิ้มแบบนั้น...เพราะยิ้มนั่นข้าถึงสลัดภาพเจ้าออกจากหัวไม่ได้สักที ตอนที่ไฟไหม้ข้ารึปวดใจแทบตายกลัวว่าจะเสียเจ้าไป เพราะงั้นสู้ข้าไม่ต้องเจอเจ้าไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาทรมานแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ!!”

                ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมาจากแคนเซอร์เซนต์ ใบหน้าของเขากลายเป็นสีแดงเรื่อไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือเขินอายกันแน่ ในจังหวะที่มานิกอลด์หอบหายใจหนักหลังระบายความในใจออกไปร่างของเขาก็ถูกดึงเข้ามาแนบกายร่างสูงพร้อมกับสัมผัสอุ่นๆที่ริมฝีปาก

                “....พูดออกมาพอรึยัง” เอลซิดพูดขึ้นหลังจากผละออกมาแล้ว ใบหน้าเรียบเฉยมีเค้าความจริงจังอยู่เต็มเปี่ยม

                “คิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้นงั้นรึ ที่ข้าเอาแต่ฝึกฝนไม่เว้นแต่ละวันคิดว่าข้าคลั่งวิชาขนาดนั้นเชียวรึ เพราะเจ้าต่างหาก รู้ตัวอีกทีข้าสลัดเรื่องของเจ้าออกจากหัวไม่ได้แล้ว มองไปทางไหนก็เห็นเจ้าอยู่ในสายตาทุกที ที่ข้าสัมผัสผมเจ้าข้ายังจำได้ว่าตอนนั้นข้ารู้สึกยังไง ตอนที่ไฟไหม้ป่าครานั้นหากไม่รู้ว่าเจ้าจะเข้ามาช่วยข้าก็คงไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดไปแล้ว ที่ศาสตราของข้าทื่อลง...เป็นเพราะเจ้า” ดวงตาสีม่วงปนเทาซึ่งสะท้อนภาพของแคนเซอร์เซนต์ฉายแววเจ็บปวด เอลซิดดึงร่างของมานิกอลด์เข้ามากอดไว้แน่นจนสามารถได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก

                แท้จริงแล้วเอลซิดเองก็เป็นเหมือนกัน...ความรู้สึกประหลาดนั่น

                “เจ้าก็ด้วย...งั้นรึ” มานิกอลด์มองอีกฝ่ายด้วยความตกตะลึง สัมผัสจากริมฝีปากเมื่อครู่ยังไม่จางหายไป

                “ข้าจะโกหกเจ้าไปเพื่ออะไร”

                “...ฮะๆ แบบนี้ข้าก็เหมือนคนบ้าเลยสิ เอาแต่หลบหน้าเจ้ามาตั้งนานทั้งที่รู้สึกแบบเดียวกัน” แคนเซอร์เซนต์แค่นหัวเราะ รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ดวงตาของตัวเอง

                “ดูเหมือนว่าพอได้ระบายออกมาก็ไม่รู้สึกอึดอัดแล้วล่ะนะ อันที่จริง...ข้าก็ไม่ได้เกลียดเจ้าอย่างที่คนอื่นเขาว่ากันหรอก แต่ก็อย่างที่พูดไป...เอ่อ...ก็อย่างที่บอกไปเมื่อกี้นั่นแหละ!!” เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆยามที่นึกถึงตอนที่ตนระบายความในใจออกมา มันน่าอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

                “ถ้าเช่นนั้น...เจ้าคงต้องชดใช้ที่ทำให้ศาสตราของข้าทื่อลงตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้เสียแล้ว”

                “ชดใช้?” มานิกอลด์เลิกคิ้วสูง

                “ใช่... ด้วยการอยู่เคียงข้างข้าและลับศาสตรานี้ให้คมกริบยิ่งขึ้นจนกว่าจะแตกดับไป” เอลซิดยิ้มน้อยๆให้เขาเห็นอีกครั้ง รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนในคืนวันฝนพรำนั่น

                “รู้แล้วน่า....” ร่างเล็กกว่าหันหน้าแดงแจ๋ของตนเองไปทางอื่นก่อนจะถูกสวมกอดอีกครา มือหนาลูบไล้ลงบนเรือนผมสีน้ำเงินด้วยความโหยหา

                “แต่ว่า...เรื่องนี้ข้าขอให้เป็นความลับแค่เจ้ากับข้านะ ข้าไม่อยากกลายเป็นขี้ปากของเจ้าพวกนั้น” เมื่อนึกถึงใบหน้าของเจ้าพวกเพื่อนตัวดีแล้วก็เพิ่งรู้สึกตัว หากเรื่องที่ว่าเขากับเอลซิดใจตรงกันไปถึงละก็มีหวังข่าวได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแซงค์ทัวรี่แน่ๆ

            ถึงจะชอบพูดถึงคนอื่น...แต่ข้าก็ไม่อยากกลายเป็นหัวข้อการสนทนาหรอกนะ!

                “ข้าให้สัญญา” คำพูดสั้นๆแต่หนักแน่นของเอลซิดทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าสามารถเชื่อชายคนนี้ได้

                ในที่สุด...ข้าก็พบวิธีที่จะคลายความอึดอัดในอกนี้เสียที


                ................................

                “ขอโทษนะเอลซิด ทั้งที่ข้าเป็นฝ่ายกลัวว่าจะเสียเจ้าไปแท้ๆ”

                แคนเซอร์ มานิกอลด์หลับตาลงยามที่ร่างกายถูกฉีกกระชากและสลายไปในมิติของเทพแห่งความตาย เสียงสุดท้ายที่ชายหนุ่มได้ยินคือเสียงร้องตะโกนของท่านอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

                ดูเหมือนว่า...ข้าจะเป็นฝ่ายตายก่อนซะแล้วล่ะ


                ………………………..

                “ไง เอลซิด”

                เบื้องหน้าของโกลด์เซนต์แห่งราศีมังกรคือชายผู้หนึ่งซึ่งน่าจะอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจสำคัญอย่างการคุ้มกันเซนต์เพกาซัส ดวงตาสีม่วงปนเทามองไปยังร่างอันสะบักสะบอมนั่นด้วยความแคลงใจ ผมสีน้ำเงินลู่ไปตามลมที่พัดเอื่อยๆเพราะการสลายตัวของป่ามรณะ

                “มานิกอลด์ ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ ไม่ใช่ว่าเจ้าคุ้มกันเซนต์เพกาซัสอยู่งั้นรึ” เอลซิดเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง บางทีนี่อาจจะเป็นกับดักของเทพฝาแฝดก็เป็นได้

                “พอดีข้ามีธุระสำคัญกว่าที่ต้องทำน่ะ แต่ข้าก็ช่วยเจ้าพวกนั้นเต็มที่แล้วนะ” เสียงแค่นหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือมานิกอลด์ตัวจริง

                “แล้วถ้าเช่นนั้นเจ้ามาหาข้าทำไม เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้พวกเรามีภารกิจที่ต้องไปทำ...”

                ร่างสูงถูกดึงลงมาเล็กน้อย คำพูดของแคปริคอร์นเซนต์ถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อสัมผัสได้ถึงริมฝีปากที่อีกฝ่ายประกบมา มีเพียงความอบอุ่นจางๆก่อนจะกลายเป็นความเย็นชืด เมื่อมานิกอลด์ผละออกเขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าร่างกายของคนตรงหน้ากำลังโปร่งแสงและค่อยๆเลือนหาย

                “ขอโทษนะ แต่ว่า...ดูเหมือนข้าจะต้องไปแล้วล่ะ” มานิกอลด์ยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ

                “ข้ารักเจ้านะเอลซิด ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง หวังว่าเกิดใหม่แล้วจะได้เจอกันอีกนะ” มาถึงตอนนี้เอลซิดก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในคอ มันเป็นความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย

                “มานิกอลด์... ไม่...รอเดี๋ยว!” แม้จะเอื้อมมือไขว่คว้าแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสร่างของอีกฝ่ายได้ ร่างของมานิกอลด์หายไปแล้ว...ต่อหน้าต่อตาเขา

                น้ำตาไม่ยอมไหลออกมา

                เจ็บเหลือเกิน...เจ็บอยู่ภายในอกซ้ายนี่ คล้ายกับตอนที่มิเนะสิ้นลมแต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เอลซิดรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างแตกหักจากภายในร่างแม้จะไม่มีบาดแผล ศาสตราที่ถูกลับจนคมกริบจนไม่มีใครเทียบได้เล่มนี้ถูกกะเทาะจนมีรอยบิ่นใหญ่รอยหนึ่งเสียแล้ว

                ....จากความตายของคนผู้หนึ่งซึ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในฐานะคนรักและสหายร่วมศึก

                “นี่ไม่คิดจะให้ข้าบอกลาเจ้าเลยงั้นรึ...” กำมือแน่นด้วยความโกรธที่ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ เอลซิดได้เอ่ยถ้อยคำตัดสินใจอย่างแน่วแน่ออกมา

                “อย่าห่วงเลยมานิกอลด์ เพราะข้าเองก็จะรีบตามเจ้าไปทันทีหลังจากที่ภารกิจลุล่วง”


                ...................................

                มืดมิด... มานิกอลด์มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น มีเพียงตัวเขายืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืด ลมที่พัดมาหนาวเย็นจนถึงกระดูก ความตายเป็นแบบนี้เองงั้นหรือ

                ทั้งมืดมิด หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยว

                แต่อย่างน้อยก็ได้บอกลาหมอนั่นแล้ว...ไม่มีอะไรค้างคาแล้วล่ะ

 
                ก้าวขาเดินไปอย่างไร้จุดหมาย บัดนี้ตัวเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้งฐานะโกลด์เซนต์และมนุษย์คนหนึ่ง เป็นเพียงร่างวิญญาณที่ได้แต่เร่ร่อนไปจนกว่าจะถึงเวลาตัดสินโทษที่ล่วงเกินเทพเจ้าทั้งหลาย

                ภาพสุดท้ายที่จำได้คือภาพของเอลซิดที่กำลังเอื้อมมือมาหา

                “....ข้าขอโทษ” ชายหนุ่มจับมืออันสั่นเทาของตัวเองไว้ ดวงตาร้อนผ่าวจนสัมผัสได้ถึงน้ำใสๆที่คลออยู่

                “ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษ ทั้งที่หลังสงครามจบยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่อยากทำร่วมกับเจ้าแท้ๆ แต่ข้า...ข้า...”

                “ขอโทษพอรึยัง” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังเรียกสติของชายหนุ่มให้กลับคืนมา ร่างเล็กกว่าสัมผัสได้ถึงไออุ่นยามที่ถูกโอบกอด มานิกอลด์จำได้ดี...ทั้งน้ำเสียงและสัมผัสนี่

                “เอลซิดรึ! ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่!?” ถามทั้งที่รอบดวงตายังเป็นรอยแดงจากการร้องไห้

                “ใจคอเจ้าไม่คิดจะรอให้ข้าพูดอะไรหน่อยงั้นรึ จู่ๆก็มา...จู่ๆก็หายไป”

                “เดี๋ยวสิ! ข้าถามเจ้าอยู่นะเอลซิด อย่าบอกนะว่าเจ้าเองก็....”

                “ภารกิจของข้าลุล่วงแล้ว ที่เหลือก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกชิจิฟอสเถิด” กระชับกอดร่างในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีก

                “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหายไปอีกแล้ว ข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้าตลอดไป”

                ได้ยินดังนั้นน้ำตาที่คิดว่าหยุดไหลไปแล้วก็ไหลรินออกมาอีกครั้ง

                “มันแน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไง ที่ข้าร้องไห้แบบนี้เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าอีกนานเชียวล่ะ” ยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าและดวงตาที่แดงก่ำ

                เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆสายตาใครอีกแล้ว...จากนี้ไปทั้งสองก็จะอยู่ด้วยกันจนกว่าวิญญาณจะแหลกสลาย ไม่ว่าจะเป็นโทษทัณฑ์ใดก็จะไม่มีวันทำให้พวกเขาแยกจากกันอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ต้องถูกทรมานในนรกน้ำแข็งชั่วกัลป์ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงได้อยู่ด้วยกันตลอดไปเช่นนี้ก็พอแล้ว

                จนกว่าจะได้เกิดใหม่อีกครา....


END

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08, มิถุนายน 2015, 06:57:01 PM โดย CardLaguz » บันทึกการเข้า


เลี้ยงลูกเค้าให้หน่อยสิตัวเอง *3* click click
CardLaguz
จำนวนผู้ประกอบการ: (0)
Bronze Saint
*

Photobucket 486
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ใช้งานล่าสุด:
15, มกราคม 2021, 07:30:17 PM

Sagittarius

กระทู้: 222
หมายเลขสมาชิก: 9128

วันที่สมัครสมาชิก: ก.ย., 2010


กระทู้: 222
511.00 ซูล่า
ดูรายการสินค้า
โอน Zula ให้ CardLaguz
Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Cosmo 12 : Exp 5%
HP: 0.1%

เอลซิด เอลซิด เอลซิด... ข้ารักท่านนะเอลซิด!!

OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
Firefox 38.0 Firefox 38.0

cardio_san@hotmail.com
ดูรายละเอียด
| |
« ตอบ #2 เมื่อ: 15, มิถุนายน 2015, 10:02:00 PM »

"Secret" part 1

Pairing: El Cid x Manigold

   ณ แซงค์ทัวรี่ สถานที่ศํกดิ์สิทธิ์ของเหล่าเซนต์ผู้รับใช้เทพีแห่งการศึกอาเธน่า แสงแดดของฤดูร้อนสาดส่องลงมาจนหลายคนถึงกับต้องหยุดพักจากกิจกรรมที่ทำอยู่เพื่อเช็ดเหงื่อ มันร้อน...ร้อนชนิดที่ว่าหากละลายได้ก็คงละลายไปตรงนั้นเลย!

   ด้วยความร้อนระดับที่ว่าวางน้ำแข็งไว้แล้วสามารถกลายเป็นของเหลวได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งนาทีทำให้ชุดไปรเวทสำหรับการทำภารกิจของเหล่าโกลด์เซนต์กลายเป็นเตาอบแบบเคลื่อนที่ เสื้อโค้ทสีดำยาวนั่นดูดความร้อนเข้ามาจนทำให้เหล่านักรบประจำราศีถึงกับแทบขยับตัวไม่ไหว บางคนก็ตัดสินใจถอดมันทิ้งเพื่อไม่ให้ร่างกายรับภาระจากความร้อนไปมากกว่านี้

   “ร้อน...ทำไมมันร้อนขนาดนี้ ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว!!” แคนเซอร์ มานิกอลด์โอดครวญหลังจากเหวี่ยงเสื้อโค้ททิ้งไปอีกทางหนึ่ง สาเหตุที่เขาใส่เจ้าเสื้อโค้ทนั่นเป็นเพราะว่าเพิ่งกลับมาจากภารกิจ หากไม่ติดว่าต้องรักษาภาพพจน์ของโกลด์เซนต์ไว้ละก็เขาคงถอดมันทิ้งตั้งแต่เห็นแสงตะวันแล้ว

   “อดทนหน่อยสิมานิกอลด์ บ่นเป็นคนแก่ไปได้ ดูสิข้ายังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย” เลโอ เรกูลัสหมุนตัวไปรอบๆพร้อมหัวเราะเสียงใส แหงล่ะ...ก็เสื้อโค้ทมันยาวเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะใส่ได้ ดังนั้นท่านเคียวโกจึงอนุมัติให้เขาสวมแค่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวแทนไงล่ะ!

   “หนวกหูน่าเรกูลัส! เจ้าก็พูดได้สิ ดูชุดข้ากับชุดเจ้าเสียก่อน ข้าร้อน...ข้าไม่ไหวแล้ว เจ้าจะไปไหนก็ไปเลย ข้าจะไปพัก!”

   มานิกอลด์หอบกล่องคลอธของตัวเองเดินดุ่มๆไปอีกทางทิ้งให้เซนต์ผู้อ่อนวัยกว่ายืนทำหน้าเอ๋ออยู่เพียงลำพัง อันที่จริงส่วนหนึ่งมันก็แค่ข้ออ้างที่จะแยกตัวออกมาต่างหาก ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินมีจุดมุ่งหมายอื่นนอกจากหลบร้อน เขาเดินไต่บันไดหินอันร้อนฉ่าขึ้นไปตามปราสาททั้งสิบสอง เป้าหมายไม่ใช่วิหารราศีกรกฎของตัวเองหรอก แต่เป็นวิหารที่อยู่สูงขึ้นไปต่างหาก

   “กลับมาแล้วเหรอมานิกอลด์ เหนื่อยหน่อยนะ” ซาจิทาเรียส ชิจิฟอสยิ้มให้น้อยๆเมื่อชายหนุ่มมาถึงปราสาทราศีธนู

   “ข้าจะไปหาท่านอาจารย์ ขอผ่านไปหน่อยได้ไหม” มานิกอลด์ยกแขนเช็ดเหงื่อที่อาบไปทั้งหน้า

   “ได้สิ ตามสบายเลย” เจ้าของปราสาทยิ้มน้อยๆก่อนจะผายมือให้อีกฝ่ายผ่านไปแต่โดยดี

   แต่อันที่จริงแล้วเจ้านั่นน่ะไม่ได้คิดจะไปวิหารเคียวโกหรอก....

   มันจะไปวิหารข้างบนเจ้าน่ะสิชิจิฟอสเอ๋ย!!

   “เอลซิด! ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว ไปเที่ยวกันเถอะ!!”

   มานิกอลด์เปิดประตูพรวดเข้าไปหาเจ้าของปราสาทราศีมังกร แคปริคอร์น เอลซิดเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารเกี่ยวกับเทพแห่งความฝันที่รวบรวมมาจากสถานที่ที่เพิ่งไปสำรวจเมื่อวันก่อน ขอบตาล่างของเขาดูดำคล้ำจากการไม่ได้นอน ทำให้ใบหน้าเรียบเฉยนั่นนิ่งจนน่ากลัว

   “ข้าเข้าใจว่าเจ้าร้อน แต่เจ้าเสียงดังขนาดนี้ไม่กลัวคนอื่นรู้เรื่องของเจ้ากับข้ารึ” เอลซิดเอ่ยถาม ทำเอาผู้บุกรุกทำหน้าเหยเก

   ไม่มีใครในแซงค์ทัวรี่รู้ความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขา เมื่อมานิกอลด์ได้ขอร้องอีกฝ่ายว่าอยากให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่ใช่ว่าอยากสวีทหวานกันสองคน แต่กลัวว่าจะมีใครป่าวประกาศพร้อมล้อกันยันเกิดใหม่ต่างหาก

   ใช่...เขาและเอลซิดมีความสัมพันธ์แบบคู่รักแบบลับๆมาได้เกือบเจ็ดปีแล้ว!

   “รู้แล้วน่า...แล้วตกลงว่าไง จะไปหลบร้อนด้วยกันกับข้ารึเปล่า” แคนเซอร์เซนต์วางแขนเท้าพนักเก้าอี้ที่เอลซิดนั่งอยู่

   “ที่ไหนล่ะ” เอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางเงยหน้ามองอีกฝ่าย

   “ข้าเจอที่นั่นระหว่างทางตอนที่กลับจากทำภารกิจเรื่องแบล็คเซนต์เมื่อครั้งโน้น เป็นเมืองเงียบๆติดทะเล ข้าว่าเราน่าจะเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนกันสองคนแบบไม่ต้องแคร์สายตาคนบ้าง”

   “ถ้าอย่างนั้นจะไปวันไหน ข้าจะได้หาข้ออ้างลาพักร้อนกับท่านเคียวโก” เอลซิดพักมือจากกองเอกสาร อันที่จริงดูจากปริมาณข้อมูลแล้วแค่เอามันไปวางกองให้ดูองค์เคียวโกก็คงจะเข้าใจและยอมให้เขาพักร้อนระยะหนึ่งเป็นแน่

   “พรุ่งนี้” คำตอบนั่นทำให้เจ้าของปราสาทถึงกับชะงักไปชั่วครู่

   ....แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรทั้งนั้น



   “‘โทษทีนะท่านอาจารย์ แต่ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว เพราะงั้นข้าขอไปพักร้อนสักระยะ เดี๋ยวกลับมานะ!
 
จาก ลูกศิษย์คนเดียวของท่าน”

   และเช้าวันต่อมานั่นเองท่านเคียวโกก็ต้องแทบลมจับเพราะจดหมายลาฉบับเดียวที่เจ้าลูกศิษย์ตัวดีทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน ข้างๆกันคือกองเอกสารเรื่องเทพแห่งความฝันที่ให้เอลซิดไปรวบรวมมาพร้อมกับเอกสารการออกไปสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะมีพวกสเป็คเตอร์ปรากฏตัว

   “มานิกอลด์...เจ้าบ้า!!” ก่อนจะต้องหยิบยาระงับอาการปวดหัวมากิน

   หารู้ไม่...ว่าเจ้าตัวดีนั่นกับเอลซิดกำลังวางแผนไปเที่ยวกันสองต่อสอง!


   ลมเย็นๆพัดมาปะทะใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองยามที่มาถึงเขตเมือง บ้านเรือนของที่นี่มีสีขาวเป็นทรงตัดเข้ากันดีกับหลังคาและหน้าต่างสีน้ำเงินเข้ม ทางเดินปูด้วยอิฐสีน้ำตาลอ่อนอีกทั้งยังมีไม้พุ่มสีเขียวปลูกอยู่เป็นหย่อมๆระหว่างทาง ใช้เวลาเดินเท้าสี่ชั่วโมงนับจากแซงค์ทัวรี่แต่ก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียวที่ได้มา มานิกอลด์ดูมีท่าทางเริงร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเอาเสื้อโค้ทสีดำมาพาดบ่าแล้วเดินนำไปยังอาคารสูงใหญ่หลังหนึ่งซึ่งปักป้ายไว้ด้านหน้าว่า ‘โรงแรม’

   “โอ้ น่าแปลกดีจริง ข้าไม่คิดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่ในช่วงนี้” มาสเตอร์ของโรงแรมพูดขึ้นหลังจากได้เห็นหน้าผู้มาเยือนทั้งสอง เขาเป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลแดง เคราครึ้มแต่ร่างเล็ก ดูท่าทางช่างพูดคุยทีเดียว

   “ก็เพราะข้ารู้อยู่แล้วไงล่ะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยมีคน...” มานิกอลด์แอบลอบยิ้ม นั่นแหละจุดประสงค์ ถ้ามีใครที่เกี่ยวข้องกับแซงค์ทัวรี่มาพบพวกเขาเข้าละก็มีหวังเรื่องใหญ่แน่

   “เอาเถอะๆ ยังไงข้าก็ยินดีต้อนรับพวกท่านอยู่แล้ว ขอให้สนุกกับที่นี่นะ นี่กุญแจห้องพัก ถ้าอยากได้อะไรก็เคาะกระดิ่งที่อยู่ในห้องเดี๋ยวข้าจะส่งเด็กรับใช้ไปหา ตอนกลางคืนข้าเปิดที่นี่เป็นบาร์ หากพวกท่านอยากหาเพื่อนคุยหรือจิบเหล้าไวน์ก็ลงมาที่ห้องโถงได้ตามสบายเลย” กุญแจห้องถูกยื่นให้ทั้งสองพร้อมกับพนักงานของโรงแรมที่ตรงเข้ามาช่วยหอบหิ้วสัมภาระ อันที่จริงมันก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้น มีเพียงกล่องคลอธคนละกล่องเท่านั้นเอง

   แน่นอนว่าแบกกันเอง...เรื่องอะไรจะให้พนักงานธรรมดาๆแตะต้องโกลด์คลอธกันล่ะ

   ห้องพักที่ได้อยู่ชั้นสอง ในห้องเป็นสีขาวเรียบๆเช่นเดียวกับห้องโถงของโรงแรม ด้านหนึ่งมีประตูสีน้ำเงินที่สามารถเปิดออกไปเห็นทะเลได้ แต่สิ่งที่ทำให้พนักงานถึงกับทำหน้ากระอักกระอ่วนคงจะเป็นเจ้าเตียงคู่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง แขกที่มาพักทั้งสองนี้เป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ทั้งคู่จะให้นอนเตียงเดียวกันมันก็กระไรอยู่ อยากจะเสนอให้เปลี่ยนห้องแต่ก็เกือบลืมไปว่าห้องพักสองคนของที่นี่ดันมีแต่เตียงคู่

   “เอ่อ...ข้าจะไปเอาที่นอนเสริมให้นะขอรับ”

   “ไม่ต้องหรอกๆ พวกข้าไม่ถือน่า” มานิกอลด์หัวเราะขณะวางกล่องคลอธไว้ข้างตู้เสื้อผ้าที่ทำจากไม้สีเข้ม

   “ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้พักผ่อนให้สบายนะขอรับ ห้องน้ำอยู่ด้านซ้ายมือ ขาดเหลือสิ่งใดสามารถสั่นกระดิ่งเรียกใช้พวกข้าได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงขอรับ” พนักงานผู้นั้นโค้งศีรษะก่อนจะปิดประตูให้ทั้งสองได้พักผ่อนตามลำพัง

   “ไม่เลวทีเดียว” เอลซิดพูดขึ้นเป็นประโยคแรกหลังจากเข้ามาในห้อง เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนุ่มๆนั่นแล้วกวาดสายตาไปรอบตัว

   “เจ้าก็รีบๆถอดเสื้อได้แล้วน่า เห็นแล้วร้อนจะตายชัก” แคนเซอร์เซนต์ชี้มาที่เสื้อโค้ทสีดำยาวนั่น

   “อา...ข้าเคยชินไปหน่อย นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าละเลยหน้าที่แล้วออกมาเที่ยวเล่น”

   “อย่าพูดแบบนั้นได้ไหม แบบนั้นมันก็เหมือนข้าผิดที่ชวนเจ้าโดดงานมาสิ” คู่สนทนาทำหน้าบูด เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเอาเสื้อผ้าไม่กี่ชุดที่พกมาพาดไว้กับราวแขวนด้านใน

   “เจ้าไม่ผิดหรอก” ร่างของมานิกอลด์ถูกดึงเข้าไปในวงแขนแกร่ง ร้อนผ่าว...ทั้งร่างกายเขากำลังร้อนผ่าว ไม่ใช่เพราะอากาศที่ร้อนจัดหากแต่เป็นอุณหภูมิจากชุดที่อีกฝ่ายใส่อยู่ต่างหาก

   “ข้าดีใจมากต่างหาก” ร่างสูงกระซิบที่ข้างหู

   จะ เจ้าบ้า...อย่าพูดอะไรไปมากกว่านี้นะ!

   โอ๊ย! ข้าเขินจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว!!


   “ขะ ข้าว่า...เราไปเดินเล่นกันหน่อยไหม! เดินดูพวกร้านค้า แล้วค่อยลงไปทะเลกัน” หันขวับกลับมาเสนอความคิดเห็นทั้งที่ใจเต้นรัวอย่างกับกลอง

   น่าแกล้งนัก....

   เอลซิดคิดเช่นนั้นแต่ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ทางสีหน้า เขาถอดเสื้อโค้ทแขวนไว้กับไม้แขวนเสื้ออย่างเรียบร้อยผิดกับอีกคนหนึ่งที่พาดเอาไว้ลวกๆ เมื่อเห็นว่าในเมืองนี้ไม่มีคอสโม่ของใครอีกนอกจากพวกเขาสองคนก็กล้าที่จะทิ้งกล่องคลอธไว้ในห้องโดยซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า พกติดตัวไปเพียงเงินและกุญแจห้องเท่านั้น

   “เป็นเมืองที่สงบนัก ข้าไม่รู้สึกคอสโม่แปลกๆเลยแม้แต่นิดเดียว”

   “เลิกพูดเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นเถอะ....อุตส่าห์มาเที่ยวทั้งที” มานิกอลด์บุ้ยหน้าไปอีกทางหนึ่ง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางนึกหงุดหงิดกับท่าทางบ้างานของคนรัก

   “.....ข้าขอโทษ” มือหนาลูบผมสีน้ำเงินนั่นเบาๆก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นดึงมืออีกฝ่ายออกจากกระเป๋าแล้วจับไว้แทน

   “ถ้าเป็นที่นี่ก็ทำแบบนี้ได้แล้วสินะ” กระชับมือให่แน่นขึ้นแล้วเดินต่อไปโดยไม่สนใจสายตาของชาวเมืองที่มีอยู่น้อยนิด

   แคนเซอร์เซนต์หน้าแดงแจ๋เพราะถูกระดมยิงติดต่อกัน เพราะมานิกอลด์อายเกินกว่าจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของเขากับเอลซิดทำให้ตอนที่อยู่ในแซงค์ทัวรี่ไม่สามารถมีเวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้เลย อีกทั้งหลายคนยังเห็นว่าพวกเขาไม่ถูกกันเสียอีก บางคนที่รู้เรื่องสมัยก่อนก็คิดเองเออเองว่าเขาเกลียดขี้หน้าเอลซิดมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเซนต์ฝึกหัด ขืนบอกไปว่าคบกันอยู่มีหวังได้มีคนช็อคตายแน่ๆ

   ยังไงก็ตาม...เจ้าผู้ติดตามของเอลซิดสามคนนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด จะให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด!


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15, มิถุนายน 2015, 10:03:40 PM โดย CardLaguz » บันทึกการเข้า


เลี้ยงลูกเค้าให้หน่อยสิตัวเอง *3* click click
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Top 10 Best Sellers in Clothing for 2017 Top 10 Best Sellers in Clothing Best Sellers in Clothing
Top 10 Best Sellers in Books reviewer 2017 Top 10 Best Sellers in Books Best Sellers in Books
Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Reviewer 2017 Top 10 Best Sellers In Best Sellers In Grocery Best Sellers In Grocery